
Sign up to save your podcasts
Or


1. เอาไม่อยู่! แรงงานหลบหนีพุ่ง สตม. บ่น กำลังตำรวจ 546 นาย ต้องดูแลแรงงานต่างชาติ 750,000 คน เฉลี่ย 1 ต่อ 1,400 กลุ่ม NGO ชี้ รัฐบาลแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ช่วงนี้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายกลายเป็นประเด็นที่สังคมไต้หวันถกเถียงกันมากอีกครั้ง สาเหตุเพราะตัวเลขการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายของแรงงานต่างชาติพุ่งสูงกว่า 88,000 คน ประกอบกับแรงงานต่างชาติก่ออาชญากรรมหลายคดี หลายคนวิจารณ์ว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองปฏิบัติการตรวจจับไม่เต็มที่ ขณะที่บางคนโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีมาตรการป้องกันการหลบหนี ส่วนกลุ่ม NGO ก็บอกว่ารัฐบาลแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเองให้เหตุผลว่า กำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมีน้อยมาก ขณะที่แรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนปีละประมาณ 50,000 คน
จำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบพุ่งสูงกว่า 88,000 คน ประกอบกับก่ออาชญากรรมหลายคดี กลายเป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวแก่รัฐบาล (ภาพจากสถานีตำรวจเกาสง)
จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ตัวเลขแรงงานต่างชาติในไต้หวันเมื่อปี 2564 มีประมาณ 660,000 คน ปี 2565 มี720,000 คน ในปี 2566 เพิ่มเป็น 750,000 คน เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 50,000 คน นอกจากนี้ ภาวะขาดแคลนแรงงานยังมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กระทรวงแรงงานเพิ่งจะประกาศเปิดให้นายจ้างนำเข้าแรงงานอินเดียได้ในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นจึงคาดว่าแรงงานต่างชาติจะเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยอมรับว่า ภายในปี 2571 หรือภายใน 4 ปีข้างหน้า ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันจะทะลุหลัก 1 ล้านคน
แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ตรวจพบในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองซินจู๋)
เมื่อแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น อัตราส่วนการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยของไต้หวัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 แรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบมีจำนวน 88,881 คน หรือแรงงานต่างชาติทุก 9 คนหลบหนีและยังไม่ถูกจับ 1 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 51,158 คน หญิง 37,723 คน ภาคการผลิตหลบหนีมากที่สุด 50,828 คน ตามด้วยผู้อนุบาล 30,144 คน ลูกเรือประมง 3,022 คนและก่อสร้าง 2,810 คน แต่หากจำแนกตามสัญชาติ แรงงานเวียดนามหลบหนีมากที่สุด 56,449 คน ครองสัดส่วน 64% ของยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่หลบหนี ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 27,911 คน อันดับ 3 แรงงานฟิลิปปินส์ 2,719 คน ส่วนแรงงานไทยหลบหนี 1,801 คน
แรงงานต่างชาติจำนวนมากหนีไปทำงานอย่างผิดกฎหมายภาคการเกษตร
นอกจากตัวเลขหลบหนีเพิ่มขึ้นแล้ว แรงงานต่างชาติที่ก่อคดีก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ปี 2564-2566 แรงงานต่างชาติก่ออาชญากรรมมีจำนวน 4,568 คน 4,858 คนและ 5,642 คน ตามลำดับ ในจำนวนนี้ ก่อคดีเป็นอันตรายต่อสาธารณะ โดยเฉพาะเมาแล้วขับมากที่สุด ตามด้วยยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงและทำร้ายร่างกาย ฯลฯ ที่น่าหนักใจไปมากกว่านั้นคือ แรงงานผิดกฎหมายมีแนวโน้มรวมกลุ่มกันตั้งแก๊ง หรือร่วมมือกับกลุ่มมาเฟียท้องถิ่น ก่ออาชญากรรมมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานเวียดนาม
ภาพแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายถูกดักจับก่อนไปทำงานในไซต์งานก่อสร้างที่ไถหนาน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)
จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันไต้หวันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด 72,000 นาย เฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 5,600 คน ในจำนวนนี้เป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 600 นาย ต้องรับมือกับแรงงานต่างชาติหลบหนีที่สูงแตะ 90,000 คนและชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่าอีก 30,000 คน รวมทั้งหมดกว่า 120,000 คน ถือเป็นภารกิจที่หนักมาก
จับนายหน้าเถือนและนายจ้าง รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายกลางสวนจำนวน 15 คน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)
จากปัญหาที่กล่าวมา ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคนไต้หวันเริ่มตระหนักและวิตกกังวลว่า ปัญหาแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่รวมชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและอยู่เลยกำหนดลักลอบทำงานในฐานะผีน้อย นับวันจะรุนแรงมากขึ้น แน่นอน หน่วยงานแรกที่ถูกมองว่า ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เต็มที่ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกระทรวงแรงงาน แต่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติ รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น แต่กำลังตำรวจมีน้อยและยังลดลง กล่าวคือในปี 2564 มีกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพียง 565 นาย มาถึงปี 2566 เหลือเพียง 546 นาย เหตุที่ลดลงเพราะขอย้ายไปทำงานหน่วยงานอื่นหรือเกษียณอายุ ไม่มีใครอยากมาอยู่ในหน่วยงานนี้ เพราะงานหนัก ต้องเปลี่ยนเวรทำงานกัน 2-3 กะ ทำให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่มีอยู่ต้องทำงานหนัก เฉลี่ยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 1 คนต้องดูแลแรงงานต่างชาติ 1,413 คน นี่ยังไม่รวมชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันแล้วอยู่เลยกำหนด นอกจากนี้ สถานกักกันก็ไม่เพียงพอ เนื่องจากแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ถูกตรวจพบ ใช่ว่าจะถูกส่งกลับประเทศทันที เพราะต้องตรวจสอบช่วงที่หลบหนีไปทำงานที่ใด นอกจากนี้ แรงงานผิดกฎหมายส่วนใหญ่ไม่มีเงินเสียค่าปรับอยู่เลยกำหนด รวมถึงค่าตั๋วเครื่องบิน และสถานกักกันพยายามจะหาทางส่งแรงงานต่างชาติกลับประเทศภายในเวลาไม่เกิน 45 วัน หากเกินกว่านี้ จะถูกสภาตรวจสอบท้วงติงว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงต้องทำเรื่องขอให้กองทุนคุ้มครองการทำงานของแรงงานท้องถิ่นสำรองจ่ายค่าเดินทางให้ก่อน ซึ่งโอกาสที่จะได้คืนจากแรงงานต่างชาติมีน้อยมาก
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกท้องที่ปฏิบัติการตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายตามสถานที่ทำงานและไซต์งานก่อสร้างต่าง ๆ อย่างเข้มข้น (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
หลี่เยี่ยนซิ่ว สส. พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สาเหตุหลักของการหลบหนียังคงเป็นปัญหาเดิม ๆ ได้แก่ อุปสรรคด้านภาษา ทำให้นายจ้างลูกจ้างสื่อกันไม่รู้เรื่อง มักจะนำไปสู่แรงกดดันและเกิดข้อพิพาท เงื่อนไขด้านแรงงานและสวัสดิการไม่ดี เช่นไม่จ่ายค่าจ้างตามกฎหมาย ไม่มีโอที ทำให้รายได้น้อย ขณะที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินไว้เยอะและการตรวจจับนายจ้างและนายหน้าผิดกฎหมายไม่เข้มงวดและจริงจัง ทำให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายมีที่ไป การหลบหนีจึงไม่ลดลง หลี่เยี่ยนซิ่วกล่าวว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวัน 3 ปีเพิ่ม 140,000 คน แต่กำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มขึ้นเพียง 5 คนเท่านั้น สะท้อนปัญหาที่รัฐบาลสักแต่ว่าจะนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ไม่ใส่ใจปัญหาการบริหารจัดการและหามาตรการป้องกันการหลบหนี ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมและความมั่นคงของชาติได้ สส. พรรคฝ่ายค้านผู้นี้กล่าวว่า แรงงานต่างชาติเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวของคนไต้หวัน และเป็นกลุ่มแรงงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรจะเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้การดูแลสิทธิประโยชน์และแก้ปัญหาให้แก่แรงงานต่างชาติ ให้แรงงานต่างชาติรู้สึกถึงความอบอุ่นและมีความมั่นใจต่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการหลบหนีลงได้ พร้อม ๆ กับเพิ่มกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและเพิ่มสวัสดิการเพื่อดึงดูดให้มีคนมาทำงานในหน่วยงานนี้มากขึ้น
ชาวต่างชาติอยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-50,000 เหรียญ ติดแบล็กลิสต์ 7 ปี
นอกจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่มีภาระหนักและมีจำนวนน้อยแล้ว อีกหน่วยงานหนึ่งที่ปกติจะดูแลการก่ออาชญากรรมของชาวต่างชาติ ได้แก่ตำรวจกิจการต่างด้าวของสำนักงานตำรวจ พลอยเดือดร้อนไปด้วย ต้องมาปฏิบัติหน้าที่เสริมและแทนตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทำให้หน้าที่ปกติของตนที่ต้องรับผิดชอบคดีอาญาและคดีค้ามนุษย์ได้รับผลกระทบไปด้วย ก็บ่นกันไปใหญ่
เตือนต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เพราะจะไม่มีหลักประกันใด ๆ รายได้ไม่มั่นคง เจ็บป่วยไม่มีประกันสุขภาพ ยังต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำให้เสียสุขภาพจิต
ขณะที่กลุ่ม NGO วิจารณ์รัฐบาลไม่มีการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต่อให้เพิ่มกำลังตำรวจมากเท่าไหร่ก็ตาม ก็จับไม่หมด และมีนักการเมืองบางคนเสนอว่า เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็เปิดให้ลงทะเบียนกลับเข้าสู่แรงงานในระบบอย่างถูกกฎหมาย จะได้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานไปด้วย แต่ข้อเสนอนี้ น่าจะยิ่งทำให้การหลบหนีเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น เพราะสามารถกลับเข้าสู่แรงงานในระบบได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ปัญหานี้แก้ไขกันยาก และดูเหมือนว่า แต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลกันทั้งนั้น หากไม่ทบทวนตั้งแต่นโยบายการนำเข้า แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติ ประสานและจับมือกันข้ามกระทรวงเพื่อแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด คงจะแก้ยาก
2. แรงงานไทยผิดกฎหมายถูกจับ ตำรวจช่วยติดต่อและรับแฟนสาวชาวไทยที่เดินทางมาเป็นผีน้อย ทำเรื่องให้ทั้งคู่จูงมือกันกลับบ้าน
แรงงานไทยผิดกฎหมายรายหนึ่ง ถูกตำรวจเหมียวลี่ตรวจพบขณะขี่จักรยานไฟฟ้าไปซื้อของ ถูกพาตัวกลับโรงพัก แรงงานไทยรายนี้กังวลทิ้งแฟนสาวชาติเดียวกันอยู่คนโดดเดี่ยวคนเดียวในไต้หวัน วอนตำรวจช่วยติดต่อ ตำรวจทำตามคำร้องขอและขับรถตำรวจไปรับแรงงานหญิงไทยมายังโรงพัก ทั้งสองเจอหน้ากันโผเข้ากอดและร่ำไห้ด้วยความดีใจ ตำรวจช่วยทำเรื่องฝ่ายหญิงเข้ามอบตัวและส่งทั้งสองจูงมือกันกลับประเทศไทย
ตำรวจขับรถไปรับหญิงไทยมายังโรงพักตามคำร้องขอของแรงงานไทยผิดกฎหมายที่ถูกจับ (ภาพจากคลิปวงจรปิดสถานีตำรวจเหมียวลี่)
เรื่องราวความรักความอาลัยของแรงงานไทยรายนี้เกิดขึ้นที่ตำบลโถวเฟิ่น เมืองเหมียวลี่ นายอาคม (นามสมมุติ) แรงงานไทยอายุ 32 ปี หลบหนีออกจากโรงงานเมื่อเดือนเมษายน 2566 หลังจากทำงานได้เพียง 3 เดือน จากนั้นไปหางานทำอยู่แถวโถวเฟิ่นในเมืองเหมียวลี่ วันที่ 8 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.00 เศษ ขณะที่นายอาคมขี่รถจักรยานไฟฟ้าไปตามถนน เห็นรถตำรวจตกใจบิดคันเร่งหนี ตำรวจพบมีพิรุธ ขับตามไปและสกัดด้านหน้าขอตรวจบัตร ARC พบเป็นแรงงานไทยผิดกฎหมาย จึงพากลับโรงพักสอบปากคำ
แรงงานไทยผิดกฎหมายเจอหน้าแฟนสาวชาติเดียวกันที่เป็นผีน้อย ทั้งสองโผกอดและร่ำไห้ด้วยความดีใจที่ยังได้เจอหน้ากัน (ภาพจากคลิปวงจรปิดสถานีตำรวจเหมียวลี่)
หลังบันทึกปากคำ นายอาคมแสดงอาการกังวล เกรงจะไม่ได้เจอหน้าแฟนสาวชาติเดียวกัน สารภาพกับตำรวจว่า แฟนสาวของตนเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวโดยได้รับการยกเว้นวีซ่าตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนปีนี้ เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่กับตน เมื่อครบกำหนด 14 วันแล้ว ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ เลือกเป็นผีน้อยหางานทำอยู่ในเหมียวลี่เช่นกัน ตนต้องการเจอหน้าแฟนและไม่อยากทิ้งแฟนให้อยู่ในไต้หวันเพียงคนเดียว จึงขอความช่วยเหลือจากตำรวจช่วยโทรศัพท์ติดต่อ ตำรวจก็ทำตาม จากนั้นแรงงานไทยรายนี้เกลี้ยกล่อมแฟนสาวให้กลับบ้านด้วยกัน หลังติดต่อและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ตำรวจเหมียวลี่ขับรถไปรับแฟนสาวอายุ 37 ปีของแรงงานไทยรายนี้มายังโรงพัก เมื่อเจอหน้ากัน ทั้งสองโผกอดและร่ำไห้ด้วยความดีใจที่ยังได้เจอหน้ากัน ขณะเดียวกันก็ขอบคุณตำรวจที่ให้ความช่วยเหลือ ตำรวจช่วยทำเรื่องให้แฟนสาวของแรงงานไทยในลักษณะเข้ามอบตัว และส่งทั้งสองเดินทางกลับประเทศไทยแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ตำรวจบุกเข้าไปในบ้านพักของแก๊งนายหน้าเถื่อน หลอกคนไทยมาทำงานไซต์งานก่อสร้างที่ไต้หวัน ขูดรีดหักค่าจ้างเหลือเพียงวันละ 254 เหรียญ น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในไทยเสียอีก (ภาพจาก tw.nextapple.com)
By อโศก ศรีจันทร์, อัญชัน ทรงพุทธิ์, Rti1. เอาไม่อยู่! แรงงานหลบหนีพุ่ง สตม. บ่น กำลังตำรวจ 546 นาย ต้องดูแลแรงงานต่างชาติ 750,000 คน เฉลี่ย 1 ต่อ 1,400 กลุ่ม NGO ชี้ รัฐบาลแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ช่วงนี้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายกลายเป็นประเด็นที่สังคมไต้หวันถกเถียงกันมากอีกครั้ง สาเหตุเพราะตัวเลขการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายของแรงงานต่างชาติพุ่งสูงกว่า 88,000 คน ประกอบกับแรงงานต่างชาติก่ออาชญากรรมหลายคดี หลายคนวิจารณ์ว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองปฏิบัติการตรวจจับไม่เต็มที่ ขณะที่บางคนโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีมาตรการป้องกันการหลบหนี ส่วนกลุ่ม NGO ก็บอกว่ารัฐบาลแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเองให้เหตุผลว่า กำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมีน้อยมาก ขณะที่แรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนปีละประมาณ 50,000 คน
จำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบพุ่งสูงกว่า 88,000 คน ประกอบกับก่ออาชญากรรมหลายคดี กลายเป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวแก่รัฐบาล (ภาพจากสถานีตำรวจเกาสง)
จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ตัวเลขแรงงานต่างชาติในไต้หวันเมื่อปี 2564 มีประมาณ 660,000 คน ปี 2565 มี720,000 คน ในปี 2566 เพิ่มเป็น 750,000 คน เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 50,000 คน นอกจากนี้ ภาวะขาดแคลนแรงงานยังมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กระทรวงแรงงานเพิ่งจะประกาศเปิดให้นายจ้างนำเข้าแรงงานอินเดียได้ในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นจึงคาดว่าแรงงานต่างชาติจะเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยอมรับว่า ภายในปี 2571 หรือภายใน 4 ปีข้างหน้า ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันจะทะลุหลัก 1 ล้านคน
แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ตรวจพบในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองซินจู๋)
เมื่อแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น อัตราส่วนการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยของไต้หวัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 แรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบมีจำนวน 88,881 คน หรือแรงงานต่างชาติทุก 9 คนหลบหนีและยังไม่ถูกจับ 1 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 51,158 คน หญิง 37,723 คน ภาคการผลิตหลบหนีมากที่สุด 50,828 คน ตามด้วยผู้อนุบาล 30,144 คน ลูกเรือประมง 3,022 คนและก่อสร้าง 2,810 คน แต่หากจำแนกตามสัญชาติ แรงงานเวียดนามหลบหนีมากที่สุด 56,449 คน ครองสัดส่วน 64% ของยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่หลบหนี ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 27,911 คน อันดับ 3 แรงงานฟิลิปปินส์ 2,719 คน ส่วนแรงงานไทยหลบหนี 1,801 คน
แรงงานต่างชาติจำนวนมากหนีไปทำงานอย่างผิดกฎหมายภาคการเกษตร
นอกจากตัวเลขหลบหนีเพิ่มขึ้นแล้ว แรงงานต่างชาติที่ก่อคดีก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ปี 2564-2566 แรงงานต่างชาติก่ออาชญากรรมมีจำนวน 4,568 คน 4,858 คนและ 5,642 คน ตามลำดับ ในจำนวนนี้ ก่อคดีเป็นอันตรายต่อสาธารณะ โดยเฉพาะเมาแล้วขับมากที่สุด ตามด้วยยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงและทำร้ายร่างกาย ฯลฯ ที่น่าหนักใจไปมากกว่านั้นคือ แรงงานผิดกฎหมายมีแนวโน้มรวมกลุ่มกันตั้งแก๊ง หรือร่วมมือกับกลุ่มมาเฟียท้องถิ่น ก่ออาชญากรรมมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานเวียดนาม
ภาพแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายถูกดักจับก่อนไปทำงานในไซต์งานก่อสร้างที่ไถหนาน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)
จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันไต้หวันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด 72,000 นาย เฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 5,600 คน ในจำนวนนี้เป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 600 นาย ต้องรับมือกับแรงงานต่างชาติหลบหนีที่สูงแตะ 90,000 คนและชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่าอีก 30,000 คน รวมทั้งหมดกว่า 120,000 คน ถือเป็นภารกิจที่หนักมาก
จับนายหน้าเถือนและนายจ้าง รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายกลางสวนจำนวน 15 คน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)
จากปัญหาที่กล่าวมา ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคนไต้หวันเริ่มตระหนักและวิตกกังวลว่า ปัญหาแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่รวมชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและอยู่เลยกำหนดลักลอบทำงานในฐานะผีน้อย นับวันจะรุนแรงมากขึ้น แน่นอน หน่วยงานแรกที่ถูกมองว่า ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เต็มที่ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกระทรวงแรงงาน แต่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติ รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น แต่กำลังตำรวจมีน้อยและยังลดลง กล่าวคือในปี 2564 มีกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพียง 565 นาย มาถึงปี 2566 เหลือเพียง 546 นาย เหตุที่ลดลงเพราะขอย้ายไปทำงานหน่วยงานอื่นหรือเกษียณอายุ ไม่มีใครอยากมาอยู่ในหน่วยงานนี้ เพราะงานหนัก ต้องเปลี่ยนเวรทำงานกัน 2-3 กะ ทำให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่มีอยู่ต้องทำงานหนัก เฉลี่ยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 1 คนต้องดูแลแรงงานต่างชาติ 1,413 คน นี่ยังไม่รวมชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันแล้วอยู่เลยกำหนด นอกจากนี้ สถานกักกันก็ไม่เพียงพอ เนื่องจากแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ถูกตรวจพบ ใช่ว่าจะถูกส่งกลับประเทศทันที เพราะต้องตรวจสอบช่วงที่หลบหนีไปทำงานที่ใด นอกจากนี้ แรงงานผิดกฎหมายส่วนใหญ่ไม่มีเงินเสียค่าปรับอยู่เลยกำหนด รวมถึงค่าตั๋วเครื่องบิน และสถานกักกันพยายามจะหาทางส่งแรงงานต่างชาติกลับประเทศภายในเวลาไม่เกิน 45 วัน หากเกินกว่านี้ จะถูกสภาตรวจสอบท้วงติงว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงต้องทำเรื่องขอให้กองทุนคุ้มครองการทำงานของแรงงานท้องถิ่นสำรองจ่ายค่าเดินทางให้ก่อน ซึ่งโอกาสที่จะได้คืนจากแรงงานต่างชาติมีน้อยมาก
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกท้องที่ปฏิบัติการตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายตามสถานที่ทำงานและไซต์งานก่อสร้างต่าง ๆ อย่างเข้มข้น (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
หลี่เยี่ยนซิ่ว สส. พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สาเหตุหลักของการหลบหนียังคงเป็นปัญหาเดิม ๆ ได้แก่ อุปสรรคด้านภาษา ทำให้นายจ้างลูกจ้างสื่อกันไม่รู้เรื่อง มักจะนำไปสู่แรงกดดันและเกิดข้อพิพาท เงื่อนไขด้านแรงงานและสวัสดิการไม่ดี เช่นไม่จ่ายค่าจ้างตามกฎหมาย ไม่มีโอที ทำให้รายได้น้อย ขณะที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินไว้เยอะและการตรวจจับนายจ้างและนายหน้าผิดกฎหมายไม่เข้มงวดและจริงจัง ทำให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายมีที่ไป การหลบหนีจึงไม่ลดลง หลี่เยี่ยนซิ่วกล่าวว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวัน 3 ปีเพิ่ม 140,000 คน แต่กำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มขึ้นเพียง 5 คนเท่านั้น สะท้อนปัญหาที่รัฐบาลสักแต่ว่าจะนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ไม่ใส่ใจปัญหาการบริหารจัดการและหามาตรการป้องกันการหลบหนี ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมและความมั่นคงของชาติได้ สส. พรรคฝ่ายค้านผู้นี้กล่าวว่า แรงงานต่างชาติเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวของคนไต้หวัน และเป็นกลุ่มแรงงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรจะเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้การดูแลสิทธิประโยชน์และแก้ปัญหาให้แก่แรงงานต่างชาติ ให้แรงงานต่างชาติรู้สึกถึงความอบอุ่นและมีความมั่นใจต่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการหลบหนีลงได้ พร้อม ๆ กับเพิ่มกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและเพิ่มสวัสดิการเพื่อดึงดูดให้มีคนมาทำงานในหน่วยงานนี้มากขึ้น
ชาวต่างชาติอยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-50,000 เหรียญ ติดแบล็กลิสต์ 7 ปี
นอกจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่มีภาระหนักและมีจำนวนน้อยแล้ว อีกหน่วยงานหนึ่งที่ปกติจะดูแลการก่ออาชญากรรมของชาวต่างชาติ ได้แก่ตำรวจกิจการต่างด้าวของสำนักงานตำรวจ พลอยเดือดร้อนไปด้วย ต้องมาปฏิบัติหน้าที่เสริมและแทนตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทำให้หน้าที่ปกติของตนที่ต้องรับผิดชอบคดีอาญาและคดีค้ามนุษย์ได้รับผลกระทบไปด้วย ก็บ่นกันไปใหญ่
เตือนต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เพราะจะไม่มีหลักประกันใด ๆ รายได้ไม่มั่นคง เจ็บป่วยไม่มีประกันสุขภาพ ยังต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำให้เสียสุขภาพจิต
ขณะที่กลุ่ม NGO วิจารณ์รัฐบาลไม่มีการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต่อให้เพิ่มกำลังตำรวจมากเท่าไหร่ก็ตาม ก็จับไม่หมด และมีนักการเมืองบางคนเสนอว่า เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็เปิดให้ลงทะเบียนกลับเข้าสู่แรงงานในระบบอย่างถูกกฎหมาย จะได้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานไปด้วย แต่ข้อเสนอนี้ น่าจะยิ่งทำให้การหลบหนีเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น เพราะสามารถกลับเข้าสู่แรงงานในระบบได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ปัญหานี้แก้ไขกันยาก และดูเหมือนว่า แต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลกันทั้งนั้น หากไม่ทบทวนตั้งแต่นโยบายการนำเข้า แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติ ประสานและจับมือกันข้ามกระทรวงเพื่อแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด คงจะแก้ยาก
2. แรงงานไทยผิดกฎหมายถูกจับ ตำรวจช่วยติดต่อและรับแฟนสาวชาวไทยที่เดินทางมาเป็นผีน้อย ทำเรื่องให้ทั้งคู่จูงมือกันกลับบ้าน
แรงงานไทยผิดกฎหมายรายหนึ่ง ถูกตำรวจเหมียวลี่ตรวจพบขณะขี่จักรยานไฟฟ้าไปซื้อของ ถูกพาตัวกลับโรงพัก แรงงานไทยรายนี้กังวลทิ้งแฟนสาวชาติเดียวกันอยู่คนโดดเดี่ยวคนเดียวในไต้หวัน วอนตำรวจช่วยติดต่อ ตำรวจทำตามคำร้องขอและขับรถตำรวจไปรับแรงงานหญิงไทยมายังโรงพัก ทั้งสองเจอหน้ากันโผเข้ากอดและร่ำไห้ด้วยความดีใจ ตำรวจช่วยทำเรื่องฝ่ายหญิงเข้ามอบตัวและส่งทั้งสองจูงมือกันกลับประเทศไทย
ตำรวจขับรถไปรับหญิงไทยมายังโรงพักตามคำร้องขอของแรงงานไทยผิดกฎหมายที่ถูกจับ (ภาพจากคลิปวงจรปิดสถานีตำรวจเหมียวลี่)
เรื่องราวความรักความอาลัยของแรงงานไทยรายนี้เกิดขึ้นที่ตำบลโถวเฟิ่น เมืองเหมียวลี่ นายอาคม (นามสมมุติ) แรงงานไทยอายุ 32 ปี หลบหนีออกจากโรงงานเมื่อเดือนเมษายน 2566 หลังจากทำงานได้เพียง 3 เดือน จากนั้นไปหางานทำอยู่แถวโถวเฟิ่นในเมืองเหมียวลี่ วันที่ 8 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.00 เศษ ขณะที่นายอาคมขี่รถจักรยานไฟฟ้าไปตามถนน เห็นรถตำรวจตกใจบิดคันเร่งหนี ตำรวจพบมีพิรุธ ขับตามไปและสกัดด้านหน้าขอตรวจบัตร ARC พบเป็นแรงงานไทยผิดกฎหมาย จึงพากลับโรงพักสอบปากคำ
แรงงานไทยผิดกฎหมายเจอหน้าแฟนสาวชาติเดียวกันที่เป็นผีน้อย ทั้งสองโผกอดและร่ำไห้ด้วยความดีใจที่ยังได้เจอหน้ากัน (ภาพจากคลิปวงจรปิดสถานีตำรวจเหมียวลี่)
หลังบันทึกปากคำ นายอาคมแสดงอาการกังวล เกรงจะไม่ได้เจอหน้าแฟนสาวชาติเดียวกัน สารภาพกับตำรวจว่า แฟนสาวของตนเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวโดยได้รับการยกเว้นวีซ่าตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนปีนี้ เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่กับตน เมื่อครบกำหนด 14 วันแล้ว ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ เลือกเป็นผีน้อยหางานทำอยู่ในเหมียวลี่เช่นกัน ตนต้องการเจอหน้าแฟนและไม่อยากทิ้งแฟนให้อยู่ในไต้หวันเพียงคนเดียว จึงขอความช่วยเหลือจากตำรวจช่วยโทรศัพท์ติดต่อ ตำรวจก็ทำตาม จากนั้นแรงงานไทยรายนี้เกลี้ยกล่อมแฟนสาวให้กลับบ้านด้วยกัน หลังติดต่อและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ตำรวจเหมียวลี่ขับรถไปรับแฟนสาวอายุ 37 ปีของแรงงานไทยรายนี้มายังโรงพัก เมื่อเจอหน้ากัน ทั้งสองโผกอดและร่ำไห้ด้วยความดีใจที่ยังได้เจอหน้ากัน ขณะเดียวกันก็ขอบคุณตำรวจที่ให้ความช่วยเหลือ ตำรวจช่วยทำเรื่องให้แฟนสาวของแรงงานไทยในลักษณะเข้ามอบตัว และส่งทั้งสองเดินทางกลับประเทศไทยแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ตำรวจบุกเข้าไปในบ้านพักของแก๊งนายหน้าเถื่อน หลอกคนไทยมาทำงานไซต์งานก่อสร้างที่ไต้หวัน ขูดรีดหักค่าจ้างเหลือเพียงวันละ 254 เหรียญ น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในไทยเสียอีก (ภาพจาก tw.nextapple.com)