
Sign up to save your podcasts
Or


1. อันตราย! เตือนห้ามจับปลาบริเวณท่าเรือและพื้นที่ห้ามจับสัตว์น้ำ ฝ่าฝืนปรับ 1-5 แสนเหรียญ เผย 2 เดือนตรวจพบแรงงานต่างชาติฝ่าฝืนกฎระเบียบกว่า 30 ราย
กองกำกับการตำรวจท่าเรือไทจง เรียกร้องผ่านรายการของเรา เตือนแรงงานต่างชาติหลีกเลี่ยงจับสัตว์น้ำบริเวณท่าเรือไทจง ซึ่งเป็นท่าเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีป้ายกำกับห้ามตกปลาหรือจับสัตว์น้ำ เนื่องจากเป็นท่าเรือสำหรับพาณิชย์นาวีและกองทัพเรือ เป็นเขตพื้นที่ควบคุมและมีน้ำลึกมาก คนทั่วไปเข้าไปบริเวณท่าเรือไม่ได้ ยกเว้นได้รับอนุญาต แต่ปรากฏมีคนลักลอบเข้าไปตกปลายและจับสัตว์น้ำกันบ่อยมาก ซึ่งมีทั้งชาวไต้หวันและแรงงานต่างชาติ อย่างเดือนสิงหาคมจนถึงต้นพฤศจิกายน 2567 ระยะเวลาสั้น ๆ 2 เดือน มีคนลักลอบเข้าไปจับปลาในบริเวณท่าเรือและถูกจับมากถึง 40 ราย ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติ 30 ราย คาดว่า เกิดจากไม่ทราบกฎระเบียบ
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา มีชายชาวไต้หวันรายหนึ่ง อายุ 63 ปี บุกรุกเข้าไปยังเขตพื้นที่ห้ามเข้าบริเวณท่าเรือไทจง ลือกันว่าลักลอบจับหอยนางรมและพลาดตกน้ำ ทำให้ตำรวจท่าเรือตรวจค้นเพื่อช่วยเหลือกันวุ่น สุดท้ายพบชายรายนี้ซ่อนตัวอยู่ในอุโมงค์ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของตำรวจ ช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย แน่นอน ไม่ได้ช่วยเหลือฟรี ตำรวจมอบใบสั่งปรับ 100,000 เหรียญไต้หวัน กองกำกับการตำรวจท่าเรือไทจงกล่าวว่า เนื่องจากมีคนลักลอบเข้าไปตกปลาและจับสัตว์น้ำในบริเวณพื้นที่ประกาศห้าม รวมถึงใกล้บริเวณท่าเรือเป็นนิคมอุตสาหกรรม แรงงานต่างชาติมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อความปลอดภัย เริ่มมีการกวดขันห้ามเข้าไปพื้นที่หวงห้ามหากไม่ได้รับอนุญาต ตั้งแต่สิงหาคมปีนี้เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน ช่วงเวลา 2 เดือน จับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎระเบียบแล้วถึง 40 ราย เป็นแรงงานต่างชาติ 30 ราย คาดว่าเกิดจากการไม่ทราบกฎระเบียบ จึงประชาสัมพันธ์ เตือนอย่าทำผิดกฎระเบียบ ระวังกระเป๋าแฟบ เนื่องจากค่าปรับเริ่มต้นที่ 100,000 เหรียญ สูงสุด 500,000 เหรียญ
แรงงานไทยอายุ 32 ปี จากอุดรธานี หลบหนีจากนายจ้างไปรับจ้างทำงานเกษตรอยูบนเขาหลีซานในไทจง จับปลาในลำห้วยพลาดตกน้ำเสียชีวิตเมื่อ ก.พ. 65 หน่วยกู้ภัยออกค้นหาศพติดอยู่กลางน้ำ
นอกจากท่าเรือแล้ว ยังมีพื้นที่อีกหลายแห่งที่ทางการปักป้ายเตือนอันตราย ห้ามลงเล่นน้ำหรือจับปลา และเคยมีแรงงานต่างชาติ รวมถึงแรงงานไทยจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยปีละหลายราย โดยเฉพาะแรงงานไทยจำนวนมากนิยมอาศัยวันหยุดงานออกหาปลาตามริมทะเลหรือแม่น้ำลำธาร ขอเตือนว่า แม่น้ำและลำห้วยในไต้หวันส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ค่อนข้างชันและมีระยะทางสั้น น้ำมักจะไหลเชี่ยวและเกิดน้ำป่าไหลหลากได้ง่าย หากเกิดฝนตกที่ต้นน้ำ ทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย เตือนให้ระมัดระวังหลีกเลี่ยงไปยังบริเวณอันตราย นอกจากน้ำป่าไหลหลากแล้ว ในไต้หวันเนื่องจากมีโรงงานตั้งกันดาษดื่น แม่น้ำลำคลองหรือคลองระบายน้ำ มักจะมีโลหะหนักและสารเคมีปนเปื้อน หากจับสัตว์น้ำมากิน อาจทำให้ร่างกายได้รับสารพิษตกค้าง ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ปกติชาวไต้หวันจะไม่รับประทานปลาจากแม่น้ำลำธาร หรือคลองระบายน้ำ เพราะมันสกปรกและอันตราย นอกจากนี้ ตามพื้นแม่น้ำลำคลอง มักจะเป็นหลุมเป็นบ่อและมีน้ำวน เสี่ยงต่อการจมน้ำ จึงเตือนแรงงานไทยด้วยความหวังดีว่า หลีกเลี่ยงไปในสถานที่อันตรายดังกล่าว อยากจะกินปลาหรือสัตว์เลี้ยงชนิดไหนก็ตาม ควรจะไปหาซื้อจากซูเปอร์มาเก็ต ไฮเปอร์มาเก็ตและตลาดสด ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพและถูกหลักอนามัย อีกทั้งราคาไม่แพง จะดีกว่า
แรงงานไทยอายุ 32 ปี จากอุดรธานี หลบหนีจากนายจ้างไปรับจ้างทำงานเกษตรอยูบนเขาหลีซานในไทจง จับปลาในลำห้วยพลาดตกน้ำเสียชีวิตเมื่อ ก.พ. 65 หน่วยกู้ภัยออกค้นหาศพติดอยู่กลางน้ำ
2. ข้อจำกัดทำงานได้ไม่เกิน 12 ปี 1 ในสาเหตุที่ทำแรงงานต่างชาติหลบหนี โดยเฉพาะลูกเรือประมง นายจ้างไม่จ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ หลบหนีกันเพียบ
แรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบสูงขึ้นต่อเนื่อง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 พุ่งเป็น 88,881 คน เทียบกับยอดจำนวนต่างชาติ 805,976 คน อัตราส่วนการหลบหนี 9 ต่อ 1 หรือทุก 9 คนจะหลบหนี 1 คน แต่รู้ไหม? ในจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนี มีตำแหน่งงานหนึ่งที่รุนแรงที่สุด ได้แก่ ลูกเรือประมง จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยพบว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 ลูกเรือประมงหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบ 3,022 คน จากยอดจำนวนลูกเรือประมงในไต้หวัน 12,704 คน อัตราส่วนการหลบหนี 4 ต่อ 1 หรือลูกเรือประมงทุก 4 คนหลบหนี 1 คน สูงกว่าอัตราส่วนการหลบหนีโดยเฉลี่ย 1 เท่าตัว
ลูกเรือประมงเป็นงานที่หนักและสภาพแวดล้อมค่อนข้างพิเศษ วันหยุดไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่บนเรือกลางทะเลเวิ้งว้างตลอด (ภาพจาก newsmarket.com.tw)
นักวิชาการด้านแรงงาน ตลอดจนองค์กร NGO กล่าวว่า สาเหตุที่ลูกเรือประมงมีอัตราส่วนหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมากกว่าตำแหน่งอื่น เนื่องจากค่าจ้างต่ำ ชั่วโมงการทำงานนานเกินไป ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากเจ้าของเรือ อุปสรรคด้านการสื่อสาร ที่สำคัญกฎหมายการจ้างงานกำหนดให้แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันได้ไม่เกิน 12 ปี เมื่อครบกำหนด นายจ้างส่วนใหญ่ไม่ว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ยอมรับคนใหม่ที่ค่าจ้างถูกกว่าเข้าทำงานแทนที่ ตัวแรงงานก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างเดินทางกลับประเทศและการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
ณ สิ้นเดือนตุลาคม 67 ในไต้หวันมีลูกเรือประมงต่างชาติ 12,678 คน ในจำนวนนี้มาจากอินโดนีเซียมากที่สุดร่วม 90% หรือ 9,990 คน (ภาพจาก immigration.gov.tw)
ตัวอย่างของนายมาร์ค ลูกเรือประมงชาวอินโดนีเซีย เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันในตำแหน่งลูกเรือประมงเมื่อ 12 ปีที่แล้ว กำลังจะครบกำหนดในเดือนธันวาคมปีนี้กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาท้อแท้และวิตกกังวลตลอดเวลา ก็คือการที่กฎหมายการจ้างงานกำหนดให้แรงงานต่างชาติ ทำงานในไต้หวันได้ไม่เกิน 12 ปี ยกเว้นนายจ้างจะยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ซึ่งไม่จำกัดระยะเวลาการทำงานอีกต่อไป แต่การเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ นายจ้างจะต้องว่าจ้างด้วยเงินเดือนประจำไม่ต่ำกว่า 33,000 เหรียญไต้หวัน ปัญหาของนายมาร์คคือ นายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าจ้างที่แพงขึ้น ยอมนำเข้าลูกเรือประมงคนใหม่ ซึ่งมีค่าจ้างถูกกว่า แม้จะต้องเริ่มต้นฝึกอบรมใหม่ก็ตาม ดังนั้นเขาคิดว่า จนถึงที่สุดแล้ว คงจะเลือกวิธีหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเพื่อทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวต่อไป
ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงาน กลายเป็นแหล่งที่ทำงานของแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจำนวนมาก (ภาพจาก udn.com)
ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกล่าวว่า ปัจจุบัน ค่าจ้างรวมของลูกเรือประมงในแต่ละเดือนไม่น้อยกว่าแรงงานต่างชาติในโรงงานหรือในไซต์งานก่อสร้าง แต่โครงสร้างเงินเดือนจะต่างกัน กล่าวคือลูกเรือประมงไม่มีค่าโอที แต่มีเงินปันผลและเงินรางวัล ซึ่งครองสัดส่วนค่าจ้างค่อนข้างสูง เมื่อนายจ้างยกระดับลูกเรือประมงเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ หมายถึงนายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มเดือนละกว่า 10,000 เหรียญ เจ้าของเรือส่วนใหญ่จึงไม่ยอมจ่ายค่าจ้างแพงจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือเหมือนอย่างโรงงานทั่วไป และข้อจำกัดระยะการทำงานในไต้หวันรวมสะสมไม่เกิน 12 ปีนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกเรือประมงยอมเสี่ยงหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมากขึ้น ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างรอยร้าวให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง หากมีการผ่อนปรนกฎระเบียบ ให้เกณฑ์ค่าจ้างของลูกเรือประมง สามารถรวมเงินปันผลและเงินรางวัลด้วย จะจูงใจให้นายจ้างยินยอมยกระดับลูกเรือประมงของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือไม่ถูกจำกัดระยะเวลาการทำงานต่อไป ลดอัตราส่วนการหลบหนีลงได้อย่างแน่นอน
ตำรวจจางฮั่วจับแรงงานต่างชาติหลบหนีและรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
ด้านนางสาวหลี่ลี่หัว เลขาธิการสหภาพลูกเรือประมงเมืองอี๋หลาน หนึ่งในสหภาพแรงงานเพียงไม่กี่แห่งของแรงงานต่างชาติในไต้หวันเปิดเผยว่า มีลูกเรือประมงจำนวนหนึ่งอยากอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไป หลังจากครบกำหนด 12 ปีแล้ว เสนอเจ้าของเรือประมงว่า ขอให้นายจ้างทำเรื่องว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อจะได้ทำงานอย่างไม่ถูกจำกัด โดยลูกเรือประมงยอมจ่ายเงินคืนนายจ้างในส่วนที่เกินจากรายได้จริงในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นายจ้างส่วนใหญ่ไม่กล้ารับข้อเสนอดังกล่าว และก่อนหน้านี้ เคยไปสำรวจพูดคุยกับลูกเรือประมงแถวท่าเรือหนานฟังอ้าว ในเมืองอี๋หลาน ทราบมาว่า ลูกเรือประมงที่หลบหนี ส่วนใหญ่มาจากปัญหาครบกำหนด 12 ปี ไม่สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้
เน็ตไอดอลสาวอินโดนีเซียที่เมืองจางฮั่วชักชวนผ่านติ๊กต็อกให้แรงงานชาติเดียวกันหลบหนีไปทำงานผิดกฎหมาย ถูกตำรวจรวบ 42 คน
ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวัน 811,457 คน ทำงานในตำแหน่งลูกเรือประมง 12,678 คน ลูกเรือประมงอินโดนีเซียครองสัดส่วนร่วม 90% หรือ 9,990 คน ตามด้วยลูกเรือประมงจากเวียดนาม 1,437 คน ฟิลิปปินส์ 1,237 คน แรงงานไทยที่ทำงานในตำแหน่งลูกเรือประมงก็มี 14 คน แต่ไม่ได้ออกทะเล ทำงานอยู่บนฝั่ง
3. หญิงไทยเชื่อคำโฆษณานายหน้าเถื่อน ถือฟรีวีซ่าเข้าไต้หวันเป็นผีน้อยแต่ไร้งานทำ แจ้งความจับตัวเองเพื่อให้ตำรวจช่วยซื้อตั๋วส่งกลับประเทศ
ที่เมืองเหมียวลี่มีหญิงไทยรายหนึ่งอายุ 36 ปี เชื่อฟังคำชักชวนทางโซเชียลของนายหน้าเถื่อน หลังจ่ายค่าหัวคิวเรียบร้อยแล้ว ซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นวีซ่าเป็นเวลา 14 วัน เมื่อเดินทางมาถึง มีคนไปรับที่สนามบินและพาไปส่งยังตำบลโถวเฟิ่น เมืองเหมียวลี่ จากนั้นต้องพึ่งตนเอง แต่เนื่องจากสื่อสารกันไม่รู้เรื่องหางานทำไม่ได้ เพื่อนคนไทยด้วยกันแนะนำงานแต่ก็เป็นงานจรรับจ้างไปเป็นวัน ๆ ไม่มีเงินเก็บ แถมเงินที่แลกพกติดตัวมาก็ร่อยหรอลง ทำให้คิดถึงบ้านและอยากจะเดินทางกลับ แต่ไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน
หญิงไทยรายหนึ่งเดินทางมาเป็นผีน้อยในไต้หวัน แต่ไม่มีงานทำ เงินที่พกติดมาใช้หมด ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับและซื้อตั๋วเครื่องบิน ป้วนเปี้ยนอยู่ในร้านสะดวกซื้อ ใช้โปรแกรมแปลภาษาในมือถือ ขอให้พนักงานร้านช่วยติดต่อตำรวจจับตนส่งกลับประเทศ (ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)
เมื่อถึงทางตัน หญิงไทยรายนี้ใช้วิธีเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ใช้โปรแกรมแปลภาษาในมือถือ ขอให้พนักงานร้านช่วยติดต่อแจ้งความ ตำรวจได้รับแจ้งความว่ามีหญิงไทยอยู่เลยกำหนดต้องการจะกลับบ้าน แต่ไม่มีเงินค่าเดินทาง ขอรับความช่วยเหลือ ตำรวจเดินทางถึงร้านสะดวกซื้อดังกล่าว พบหญิงไทยที่แจ้งความจับตนเองคนดังกล่าว จากการตรวจสอบข้อมูลพบ ตำรวจโรงพักเจียนซาน สถานีตำรวจโถวเฟิ่นกล่าวว่า หญิงไทยรายนี้ เชื่อฟังคำชักชวนคนอื่น เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เนื่องจากไม่รู้ภาษา หางานเองยาก แม้จะมีเพื่อนคนไทยช่วยติดต่อ แต่ก็ได้งานเป็นรายวันและไม่แน่นอน เลี้ยงชีพยังไม่พอ เงินเก็บไม่ต้องถามหา เงินที่พกติดตัวมาก็ใช้จนหมดเกลี้ยง อยู่อย่างลำบากและกังวลใจยิ่ง จึงคิดถึงบ้านอยากจะเดินทางกลับประเทศ แต่ไม่มีเงินเสียค่าปรับและค่าตั๋วเครื่องบิน วนเวียนอยู่ในร้านสะดวกซื้อ สุดท้ายใช้โปรแกรมแปลภาษาในมือถือ ขอให้พนักงานร้านช่วยแจ้งความ เพื่อให้ตำรวจจับจะได้ส่งตนกลับประเทศ ตำรวจก็ต้องพากลับโรงพัก ดำเนินการตามขั้นตอนส่งชาวต่างชาติกลับประเทศ ซึ่งตามปกติแล้ว จะติดต่อสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป เพื่อประสานกับญาติพี่น้องในไทย ส่งค่าปรับและค่าเดินทางมาให้หญิงไทย หากไม่มีจริง ๆ ก็ต้องยื่นขอเงินสำรองจากกองทุนคุ้มครองการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ที่นายจ้างผู้ว่าจ้างแรงงานต่างชาติต้องจ่ายขณะว่าจ้างแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายเป็นเงิน 2,000-3,000 เหรียญต่อคนต่อเดือน ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นเดือน และจุดนี้ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจแก่นายจ้างและแรงงานท้องถิ่น รวมถึงแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายว่า ทำไมต้องเอาเงินกองทุนจากนายจ้างถูกกฎหมาย ไปช่วยเหลือผีน้อยหรือแรงงานที่หลบหนี รวมถึงนายจ้างผิดกฎหมายด้วย
หลังได้รับแจ้งตำรวจเดินทางไปยังร้านสะดวกซื้อนำหญิงรายนี้กลับโรงพักและช่วยทำเรื่องส่งกลับประเทศไทยไปแล้ว (ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)
ตำรวจโรงพักเจียนซาน สถานีตำรวจโถวเฟิ่นกล่าวเตือนว่า ไต้หวันไม่ได้เปิดให้ชาวต่างชาติมาทำงาน ไม่ว่าจะงานเกษตร งานติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรืองานโรงงาน โดยไม่ผ่านการอนุญาตของกระทรวงแรงงาน ขอให้ชาวไทยอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่โพสต์ในสื่อโซเชียลหรือคำชักชวนของนายหน้า ซึ่งมักจะอาศัยสื่อโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊กและติ๊กต็อก โหมโฆษณาชักชวนคนไทยอาศัยมาตรการฟรีวีซ่าเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน โดยเก็บค่าหัวคิวในอัตรา 50,000-80,000 บาท และบอกกันตรง ๆ เลยว่าไปทำงานในลักษณะผีน้อย แต่สภาพสังคมในไต้หวันไม่เหมือนเกาหลีใต้ การเดินทางมาทำงานอย่างผิดกฎหมาย มักจะไม่คุ้น ถูกนายจ้างเลิกจ้างและถูกจับได้โดยง่าย และยังต้องเจอค่าปรับฐานอยู่เลยกำหนดวีซ่า
สำนักงแรงงานไทยเตือนอย่างเชื่อคำโษณาตามสื่อโซเชียล ชักชวนคนไทยเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย
แม้กำลังตำรวจจะมีน้อย แต่อย่าคิดว่าจะลักลอบทำงานในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายได้สบาย เพราะการตรวจสอบกวาดล้างยังเป็นไปอย่างเข้มข้น และเมื่อตรวจพบแล้ว นอกจากต้องซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศแล้ว ก่อนกลับยังต้องเสียค่าปรับเริ่มต้นที่ 10,000 เหรียญ จนถึง 50,000 เหรียญ ตามระยะเวลาที่อยู่เลยกำหนด
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เจียอี้ทลายแก๊งนายหน้าเถื่อนขนาดใหญ่ รวบ 5 หัวโจกและผีน้อยไทย 51 คน (ภาพจาก ตม. เจียอี้)
ทั้งนี้ ตามกฎระเบียบ ชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่าไม่เกิน 90 วันสามารถเสียค่าปรับที่สนามบินได้ และเพื่อที่จะอำนวยความสะดวก คำนึงถึงอาจไม่มีเงินสดติดตัวมากขนาดนั้น อนุญาตให้ชำระค่าปรับผ่านบัตรเครดิตได้ แต่หากอยู่เลยกำหนด 90 วันขึ้นไป ต้องไปเสียค่าปรับ พร้อมบันทึกปากคำรับการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในท้องที่ ไม่สามารถเสียค่าปรับที่สนามบินแล้วเดินทางกลับประเทศได้เลย และนอกจากเสียค่าปรับแพงแล้ว ยังจะถูกจำกัดสิทธิ์ห้ามเดินทางเข้าไต้หวันหรือเรียกง่าย ๆ ว่าติดแบล็กลิสต์ห้ามเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี
สำหรับนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานที่จัดให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวัน และกระทำการผิดวัตถุประสงค์การยื่นขอวีซ่า ต้องระวางโทษปรับเพิ่มเป็น 200,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน ผู้ให้ที่พักพิงแก่ชาวต่างชาติเพื่อทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องเสียค่าปรับ 60,000-300,000 เหรียญ จัดให้ชาวต่างชาติลักลอบเข้าไต้หวัน หรือจัดให้ชาวต่างชาติที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศเดินทางออกจากไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุก 1-7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 เหรียญไต้หวัน ช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศปลอมแปลงเอกสารการเดินทางเพื่อเดินทางออกจากไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 90,000 เหรียญไต้หวัน
By อโศก ศรีจันทร์, อัญชัน ทรงพุทธิ์, Rti1. อันตราย! เตือนห้ามจับปลาบริเวณท่าเรือและพื้นที่ห้ามจับสัตว์น้ำ ฝ่าฝืนปรับ 1-5 แสนเหรียญ เผย 2 เดือนตรวจพบแรงงานต่างชาติฝ่าฝืนกฎระเบียบกว่า 30 ราย
กองกำกับการตำรวจท่าเรือไทจง เรียกร้องผ่านรายการของเรา เตือนแรงงานต่างชาติหลีกเลี่ยงจับสัตว์น้ำบริเวณท่าเรือไทจง ซึ่งเป็นท่าเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีป้ายกำกับห้ามตกปลาหรือจับสัตว์น้ำ เนื่องจากเป็นท่าเรือสำหรับพาณิชย์นาวีและกองทัพเรือ เป็นเขตพื้นที่ควบคุมและมีน้ำลึกมาก คนทั่วไปเข้าไปบริเวณท่าเรือไม่ได้ ยกเว้นได้รับอนุญาต แต่ปรากฏมีคนลักลอบเข้าไปตกปลายและจับสัตว์น้ำกันบ่อยมาก ซึ่งมีทั้งชาวไต้หวันและแรงงานต่างชาติ อย่างเดือนสิงหาคมจนถึงต้นพฤศจิกายน 2567 ระยะเวลาสั้น ๆ 2 เดือน มีคนลักลอบเข้าไปจับปลาในบริเวณท่าเรือและถูกจับมากถึง 40 ราย ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติ 30 ราย คาดว่า เกิดจากไม่ทราบกฎระเบียบ
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา มีชายชาวไต้หวันรายหนึ่ง อายุ 63 ปี บุกรุกเข้าไปยังเขตพื้นที่ห้ามเข้าบริเวณท่าเรือไทจง ลือกันว่าลักลอบจับหอยนางรมและพลาดตกน้ำ ทำให้ตำรวจท่าเรือตรวจค้นเพื่อช่วยเหลือกันวุ่น สุดท้ายพบชายรายนี้ซ่อนตัวอยู่ในอุโมงค์ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของตำรวจ ช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย แน่นอน ไม่ได้ช่วยเหลือฟรี ตำรวจมอบใบสั่งปรับ 100,000 เหรียญไต้หวัน กองกำกับการตำรวจท่าเรือไทจงกล่าวว่า เนื่องจากมีคนลักลอบเข้าไปตกปลาและจับสัตว์น้ำในบริเวณพื้นที่ประกาศห้าม รวมถึงใกล้บริเวณท่าเรือเป็นนิคมอุตสาหกรรม แรงงานต่างชาติมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อความปลอดภัย เริ่มมีการกวดขันห้ามเข้าไปพื้นที่หวงห้ามหากไม่ได้รับอนุญาต ตั้งแต่สิงหาคมปีนี้เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน ช่วงเวลา 2 เดือน จับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎระเบียบแล้วถึง 40 ราย เป็นแรงงานต่างชาติ 30 ราย คาดว่าเกิดจากการไม่ทราบกฎระเบียบ จึงประชาสัมพันธ์ เตือนอย่าทำผิดกฎระเบียบ ระวังกระเป๋าแฟบ เนื่องจากค่าปรับเริ่มต้นที่ 100,000 เหรียญ สูงสุด 500,000 เหรียญ
แรงงานไทยอายุ 32 ปี จากอุดรธานี หลบหนีจากนายจ้างไปรับจ้างทำงานเกษตรอยูบนเขาหลีซานในไทจง จับปลาในลำห้วยพลาดตกน้ำเสียชีวิตเมื่อ ก.พ. 65 หน่วยกู้ภัยออกค้นหาศพติดอยู่กลางน้ำ
นอกจากท่าเรือแล้ว ยังมีพื้นที่อีกหลายแห่งที่ทางการปักป้ายเตือนอันตราย ห้ามลงเล่นน้ำหรือจับปลา และเคยมีแรงงานต่างชาติ รวมถึงแรงงานไทยจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยปีละหลายราย โดยเฉพาะแรงงานไทยจำนวนมากนิยมอาศัยวันหยุดงานออกหาปลาตามริมทะเลหรือแม่น้ำลำธาร ขอเตือนว่า แม่น้ำและลำห้วยในไต้หวันส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ค่อนข้างชันและมีระยะทางสั้น น้ำมักจะไหลเชี่ยวและเกิดน้ำป่าไหลหลากได้ง่าย หากเกิดฝนตกที่ต้นน้ำ ทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย เตือนให้ระมัดระวังหลีกเลี่ยงไปยังบริเวณอันตราย นอกจากน้ำป่าไหลหลากแล้ว ในไต้หวันเนื่องจากมีโรงงานตั้งกันดาษดื่น แม่น้ำลำคลองหรือคลองระบายน้ำ มักจะมีโลหะหนักและสารเคมีปนเปื้อน หากจับสัตว์น้ำมากิน อาจทำให้ร่างกายได้รับสารพิษตกค้าง ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ปกติชาวไต้หวันจะไม่รับประทานปลาจากแม่น้ำลำธาร หรือคลองระบายน้ำ เพราะมันสกปรกและอันตราย นอกจากนี้ ตามพื้นแม่น้ำลำคลอง มักจะเป็นหลุมเป็นบ่อและมีน้ำวน เสี่ยงต่อการจมน้ำ จึงเตือนแรงงานไทยด้วยความหวังดีว่า หลีกเลี่ยงไปในสถานที่อันตรายดังกล่าว อยากจะกินปลาหรือสัตว์เลี้ยงชนิดไหนก็ตาม ควรจะไปหาซื้อจากซูเปอร์มาเก็ต ไฮเปอร์มาเก็ตและตลาดสด ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพและถูกหลักอนามัย อีกทั้งราคาไม่แพง จะดีกว่า
แรงงานไทยอายุ 32 ปี จากอุดรธานี หลบหนีจากนายจ้างไปรับจ้างทำงานเกษตรอยูบนเขาหลีซานในไทจง จับปลาในลำห้วยพลาดตกน้ำเสียชีวิตเมื่อ ก.พ. 65 หน่วยกู้ภัยออกค้นหาศพติดอยู่กลางน้ำ
2. ข้อจำกัดทำงานได้ไม่เกิน 12 ปี 1 ในสาเหตุที่ทำแรงงานต่างชาติหลบหนี โดยเฉพาะลูกเรือประมง นายจ้างไม่จ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ หลบหนีกันเพียบ
แรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบสูงขึ้นต่อเนื่อง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 พุ่งเป็น 88,881 คน เทียบกับยอดจำนวนต่างชาติ 805,976 คน อัตราส่วนการหลบหนี 9 ต่อ 1 หรือทุก 9 คนจะหลบหนี 1 คน แต่รู้ไหม? ในจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนี มีตำแหน่งงานหนึ่งที่รุนแรงที่สุด ได้แก่ ลูกเรือประมง จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยพบว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 ลูกเรือประมงหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบ 3,022 คน จากยอดจำนวนลูกเรือประมงในไต้หวัน 12,704 คน อัตราส่วนการหลบหนี 4 ต่อ 1 หรือลูกเรือประมงทุก 4 คนหลบหนี 1 คน สูงกว่าอัตราส่วนการหลบหนีโดยเฉลี่ย 1 เท่าตัว
ลูกเรือประมงเป็นงานที่หนักและสภาพแวดล้อมค่อนข้างพิเศษ วันหยุดไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่บนเรือกลางทะเลเวิ้งว้างตลอด (ภาพจาก newsmarket.com.tw)
นักวิชาการด้านแรงงาน ตลอดจนองค์กร NGO กล่าวว่า สาเหตุที่ลูกเรือประมงมีอัตราส่วนหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมากกว่าตำแหน่งอื่น เนื่องจากค่าจ้างต่ำ ชั่วโมงการทำงานนานเกินไป ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากเจ้าของเรือ อุปสรรคด้านการสื่อสาร ที่สำคัญกฎหมายการจ้างงานกำหนดให้แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันได้ไม่เกิน 12 ปี เมื่อครบกำหนด นายจ้างส่วนใหญ่ไม่ว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ยอมรับคนใหม่ที่ค่าจ้างถูกกว่าเข้าทำงานแทนที่ ตัวแรงงานก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างเดินทางกลับประเทศและการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
ณ สิ้นเดือนตุลาคม 67 ในไต้หวันมีลูกเรือประมงต่างชาติ 12,678 คน ในจำนวนนี้มาจากอินโดนีเซียมากที่สุดร่วม 90% หรือ 9,990 คน (ภาพจาก immigration.gov.tw)
ตัวอย่างของนายมาร์ค ลูกเรือประมงชาวอินโดนีเซีย เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันในตำแหน่งลูกเรือประมงเมื่อ 12 ปีที่แล้ว กำลังจะครบกำหนดในเดือนธันวาคมปีนี้กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาท้อแท้และวิตกกังวลตลอดเวลา ก็คือการที่กฎหมายการจ้างงานกำหนดให้แรงงานต่างชาติ ทำงานในไต้หวันได้ไม่เกิน 12 ปี ยกเว้นนายจ้างจะยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ซึ่งไม่จำกัดระยะเวลาการทำงานอีกต่อไป แต่การเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ นายจ้างจะต้องว่าจ้างด้วยเงินเดือนประจำไม่ต่ำกว่า 33,000 เหรียญไต้หวัน ปัญหาของนายมาร์คคือ นายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าจ้างที่แพงขึ้น ยอมนำเข้าลูกเรือประมงคนใหม่ ซึ่งมีค่าจ้างถูกกว่า แม้จะต้องเริ่มต้นฝึกอบรมใหม่ก็ตาม ดังนั้นเขาคิดว่า จนถึงที่สุดแล้ว คงจะเลือกวิธีหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเพื่อทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวต่อไป
ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงาน กลายเป็นแหล่งที่ทำงานของแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจำนวนมาก (ภาพจาก udn.com)
ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกล่าวว่า ปัจจุบัน ค่าจ้างรวมของลูกเรือประมงในแต่ละเดือนไม่น้อยกว่าแรงงานต่างชาติในโรงงานหรือในไซต์งานก่อสร้าง แต่โครงสร้างเงินเดือนจะต่างกัน กล่าวคือลูกเรือประมงไม่มีค่าโอที แต่มีเงินปันผลและเงินรางวัล ซึ่งครองสัดส่วนค่าจ้างค่อนข้างสูง เมื่อนายจ้างยกระดับลูกเรือประมงเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ หมายถึงนายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มเดือนละกว่า 10,000 เหรียญ เจ้าของเรือส่วนใหญ่จึงไม่ยอมจ่ายค่าจ้างแพงจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือเหมือนอย่างโรงงานทั่วไป และข้อจำกัดระยะการทำงานในไต้หวันรวมสะสมไม่เกิน 12 ปีนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกเรือประมงยอมเสี่ยงหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมากขึ้น ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างรอยร้าวให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง หากมีการผ่อนปรนกฎระเบียบ ให้เกณฑ์ค่าจ้างของลูกเรือประมง สามารถรวมเงินปันผลและเงินรางวัลด้วย จะจูงใจให้นายจ้างยินยอมยกระดับลูกเรือประมงของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือไม่ถูกจำกัดระยะเวลาการทำงานต่อไป ลดอัตราส่วนการหลบหนีลงได้อย่างแน่นอน
ตำรวจจางฮั่วจับแรงงานต่างชาติหลบหนีและรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
ด้านนางสาวหลี่ลี่หัว เลขาธิการสหภาพลูกเรือประมงเมืองอี๋หลาน หนึ่งในสหภาพแรงงานเพียงไม่กี่แห่งของแรงงานต่างชาติในไต้หวันเปิดเผยว่า มีลูกเรือประมงจำนวนหนึ่งอยากอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไป หลังจากครบกำหนด 12 ปีแล้ว เสนอเจ้าของเรือประมงว่า ขอให้นายจ้างทำเรื่องว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อจะได้ทำงานอย่างไม่ถูกจำกัด โดยลูกเรือประมงยอมจ่ายเงินคืนนายจ้างในส่วนที่เกินจากรายได้จริงในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นายจ้างส่วนใหญ่ไม่กล้ารับข้อเสนอดังกล่าว และก่อนหน้านี้ เคยไปสำรวจพูดคุยกับลูกเรือประมงแถวท่าเรือหนานฟังอ้าว ในเมืองอี๋หลาน ทราบมาว่า ลูกเรือประมงที่หลบหนี ส่วนใหญ่มาจากปัญหาครบกำหนด 12 ปี ไม่สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้
เน็ตไอดอลสาวอินโดนีเซียที่เมืองจางฮั่วชักชวนผ่านติ๊กต็อกให้แรงงานชาติเดียวกันหลบหนีไปทำงานผิดกฎหมาย ถูกตำรวจรวบ 42 คน
ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวัน 811,457 คน ทำงานในตำแหน่งลูกเรือประมง 12,678 คน ลูกเรือประมงอินโดนีเซียครองสัดส่วนร่วม 90% หรือ 9,990 คน ตามด้วยลูกเรือประมงจากเวียดนาม 1,437 คน ฟิลิปปินส์ 1,237 คน แรงงานไทยที่ทำงานในตำแหน่งลูกเรือประมงก็มี 14 คน แต่ไม่ได้ออกทะเล ทำงานอยู่บนฝั่ง
3. หญิงไทยเชื่อคำโฆษณานายหน้าเถื่อน ถือฟรีวีซ่าเข้าไต้หวันเป็นผีน้อยแต่ไร้งานทำ แจ้งความจับตัวเองเพื่อให้ตำรวจช่วยซื้อตั๋วส่งกลับประเทศ
ที่เมืองเหมียวลี่มีหญิงไทยรายหนึ่งอายุ 36 ปี เชื่อฟังคำชักชวนทางโซเชียลของนายหน้าเถื่อน หลังจ่ายค่าหัวคิวเรียบร้อยแล้ว ซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นวีซ่าเป็นเวลา 14 วัน เมื่อเดินทางมาถึง มีคนไปรับที่สนามบินและพาไปส่งยังตำบลโถวเฟิ่น เมืองเหมียวลี่ จากนั้นต้องพึ่งตนเอง แต่เนื่องจากสื่อสารกันไม่รู้เรื่องหางานทำไม่ได้ เพื่อนคนไทยด้วยกันแนะนำงานแต่ก็เป็นงานจรรับจ้างไปเป็นวัน ๆ ไม่มีเงินเก็บ แถมเงินที่แลกพกติดตัวมาก็ร่อยหรอลง ทำให้คิดถึงบ้านและอยากจะเดินทางกลับ แต่ไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน
หญิงไทยรายหนึ่งเดินทางมาเป็นผีน้อยในไต้หวัน แต่ไม่มีงานทำ เงินที่พกติดมาใช้หมด ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับและซื้อตั๋วเครื่องบิน ป้วนเปี้ยนอยู่ในร้านสะดวกซื้อ ใช้โปรแกรมแปลภาษาในมือถือ ขอให้พนักงานร้านช่วยติดต่อตำรวจจับตนส่งกลับประเทศ (ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)
เมื่อถึงทางตัน หญิงไทยรายนี้ใช้วิธีเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ใช้โปรแกรมแปลภาษาในมือถือ ขอให้พนักงานร้านช่วยติดต่อแจ้งความ ตำรวจได้รับแจ้งความว่ามีหญิงไทยอยู่เลยกำหนดต้องการจะกลับบ้าน แต่ไม่มีเงินค่าเดินทาง ขอรับความช่วยเหลือ ตำรวจเดินทางถึงร้านสะดวกซื้อดังกล่าว พบหญิงไทยที่แจ้งความจับตนเองคนดังกล่าว จากการตรวจสอบข้อมูลพบ ตำรวจโรงพักเจียนซาน สถานีตำรวจโถวเฟิ่นกล่าวว่า หญิงไทยรายนี้ เชื่อฟังคำชักชวนคนอื่น เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เนื่องจากไม่รู้ภาษา หางานเองยาก แม้จะมีเพื่อนคนไทยช่วยติดต่อ แต่ก็ได้งานเป็นรายวันและไม่แน่นอน เลี้ยงชีพยังไม่พอ เงินเก็บไม่ต้องถามหา เงินที่พกติดตัวมาก็ใช้จนหมดเกลี้ยง อยู่อย่างลำบากและกังวลใจยิ่ง จึงคิดถึงบ้านอยากจะเดินทางกลับประเทศ แต่ไม่มีเงินเสียค่าปรับและค่าตั๋วเครื่องบิน วนเวียนอยู่ในร้านสะดวกซื้อ สุดท้ายใช้โปรแกรมแปลภาษาในมือถือ ขอให้พนักงานร้านช่วยแจ้งความ เพื่อให้ตำรวจจับจะได้ส่งตนกลับประเทศ ตำรวจก็ต้องพากลับโรงพัก ดำเนินการตามขั้นตอนส่งชาวต่างชาติกลับประเทศ ซึ่งตามปกติแล้ว จะติดต่อสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป เพื่อประสานกับญาติพี่น้องในไทย ส่งค่าปรับและค่าเดินทางมาให้หญิงไทย หากไม่มีจริง ๆ ก็ต้องยื่นขอเงินสำรองจากกองทุนคุ้มครองการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ที่นายจ้างผู้ว่าจ้างแรงงานต่างชาติต้องจ่ายขณะว่าจ้างแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายเป็นเงิน 2,000-3,000 เหรียญต่อคนต่อเดือน ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นเดือน และจุดนี้ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจแก่นายจ้างและแรงงานท้องถิ่น รวมถึงแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายว่า ทำไมต้องเอาเงินกองทุนจากนายจ้างถูกกฎหมาย ไปช่วยเหลือผีน้อยหรือแรงงานที่หลบหนี รวมถึงนายจ้างผิดกฎหมายด้วย
หลังได้รับแจ้งตำรวจเดินทางไปยังร้านสะดวกซื้อนำหญิงรายนี้กลับโรงพักและช่วยทำเรื่องส่งกลับประเทศไทยไปแล้ว (ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)
ตำรวจโรงพักเจียนซาน สถานีตำรวจโถวเฟิ่นกล่าวเตือนว่า ไต้หวันไม่ได้เปิดให้ชาวต่างชาติมาทำงาน ไม่ว่าจะงานเกษตร งานติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรืองานโรงงาน โดยไม่ผ่านการอนุญาตของกระทรวงแรงงาน ขอให้ชาวไทยอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่โพสต์ในสื่อโซเชียลหรือคำชักชวนของนายหน้า ซึ่งมักจะอาศัยสื่อโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊กและติ๊กต็อก โหมโฆษณาชักชวนคนไทยอาศัยมาตรการฟรีวีซ่าเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน โดยเก็บค่าหัวคิวในอัตรา 50,000-80,000 บาท และบอกกันตรง ๆ เลยว่าไปทำงานในลักษณะผีน้อย แต่สภาพสังคมในไต้หวันไม่เหมือนเกาหลีใต้ การเดินทางมาทำงานอย่างผิดกฎหมาย มักจะไม่คุ้น ถูกนายจ้างเลิกจ้างและถูกจับได้โดยง่าย และยังต้องเจอค่าปรับฐานอยู่เลยกำหนดวีซ่า
สำนักงแรงงานไทยเตือนอย่างเชื่อคำโษณาตามสื่อโซเชียล ชักชวนคนไทยเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย
แม้กำลังตำรวจจะมีน้อย แต่อย่าคิดว่าจะลักลอบทำงานในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายได้สบาย เพราะการตรวจสอบกวาดล้างยังเป็นไปอย่างเข้มข้น และเมื่อตรวจพบแล้ว นอกจากต้องซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศแล้ว ก่อนกลับยังต้องเสียค่าปรับเริ่มต้นที่ 10,000 เหรียญ จนถึง 50,000 เหรียญ ตามระยะเวลาที่อยู่เลยกำหนด
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เจียอี้ทลายแก๊งนายหน้าเถื่อนขนาดใหญ่ รวบ 5 หัวโจกและผีน้อยไทย 51 คน (ภาพจาก ตม. เจียอี้)
ทั้งนี้ ตามกฎระเบียบ ชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่าไม่เกิน 90 วันสามารถเสียค่าปรับที่สนามบินได้ และเพื่อที่จะอำนวยความสะดวก คำนึงถึงอาจไม่มีเงินสดติดตัวมากขนาดนั้น อนุญาตให้ชำระค่าปรับผ่านบัตรเครดิตได้ แต่หากอยู่เลยกำหนด 90 วันขึ้นไป ต้องไปเสียค่าปรับ พร้อมบันทึกปากคำรับการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในท้องที่ ไม่สามารถเสียค่าปรับที่สนามบินแล้วเดินทางกลับประเทศได้เลย และนอกจากเสียค่าปรับแพงแล้ว ยังจะถูกจำกัดสิทธิ์ห้ามเดินทางเข้าไต้หวันหรือเรียกง่าย ๆ ว่าติดแบล็กลิสต์ห้ามเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี
สำหรับนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานที่จัดให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวัน และกระทำการผิดวัตถุประสงค์การยื่นขอวีซ่า ต้องระวางโทษปรับเพิ่มเป็น 200,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน ผู้ให้ที่พักพิงแก่ชาวต่างชาติเพื่อทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องเสียค่าปรับ 60,000-300,000 เหรียญ จัดให้ชาวต่างชาติลักลอบเข้าไต้หวัน หรือจัดให้ชาวต่างชาติที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศเดินทางออกจากไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุก 1-7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 เหรียญไต้หวัน ช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศปลอมแปลงเอกสารการเดินทางเพื่อเดินทางออกจากไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 90,000 เหรียญไต้หวัน