
Sign up to save your podcasts
Or


1. ระวังตกเป็นผู้ต้องหา! ปี 2566 แรงงานต่างชาติกว่า 1,000 ราย ก่อนเดินทางกลับบ้านขายซิมและบัญชีธนาคารให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปก่อคดีฟอกเงิน
สำนักงานตำรวจเปิดเผยข้อมูลการก่ออาชญากรรมของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ในปี 2566 ที่ผ่านมา ถูกจับ 5,674 คน สูงเป็นประวัติการณ์ ในจำนวนนี้คดีก่ออันตรายในที่สาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับครองสัดส่วนสูงสุด ตามด้วยฉ้อโกง ยาเสพติดและลักทรัพย์ ฯลฯ หากจำแนกตามประเทศแล้ว แรงงานเวียดนามก่อคดีมากที่สุด 3,153 คนหรือคิดเป็นอัตราส่วน 55.57% อันดับสองคือคนไทย 815 คนหรือ 14.63% อันดับ 3 อินโดนีเซียก่อคดี 580 คน ฟิลิปปินส์ 375 คนหรือ 6.61% แต่ที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ แรงงานต่างชาติที่พัวพันกับคดีฉ้อโกงหรือแก๊งคอลเซนเตอร์และถูกจับเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ มากถึง 927 คน เทียบกับปี 2566 เพิ่มขึ้น 78% ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการฉ้อโกงและแก๊งคอลเซนเตอร์กล่าวว่า ตัวเลขนี้สอดคล้องแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างมากของคดีถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง และสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากแรงงานต่างชาติจำนวนมากขึ้นขายซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือและบัญชีธนาคารของตนก่อนเดินทางกลับประเทศ ทำให้แก๊งมิจฉาชีพนำซิมผีไปใช้โอนเงินบัญชีธนาคารออนไลน์เพื่อฟอกเงินเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังตรวจพบแรงงานต่างชาติบางรายถูกแก๊งคอลเซนเตอร์ว่าจ้างเป็นมือถอนเงินจากตู้ ATM
ในไต้หวันมีการตรวจเข้ม ทำให้แก๊งมิจฉาชีพหันไปรับซื้อซิม บัตรเอทีเอ็มและบัญชีธนาคารจากแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น ในภาพเป็นแก๊งมิจฉาชีพถูกตำรวจจู่โจมจับ (ภาพจาก udn.com)
ตำรวจฝ่ายปราบปรามและต่อต้านแก๊งคอลเซนเตอร์กล่าวว่า จากการตรวจสอบ ip address หรือที่ตั้งคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายที่ใช้ก่อคดี พบว่าส่วนใหญ่เป็นซิมมือถือแบบเติมเงินหรือพรีเพดการ์ดของแรงงานต่างชาติ เกือบทั้งหมดเดินทางกลับประเทศแล้วหรือไม่ก็เป็นแรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติ แก๊งมิจฉาชีพจะรับซื้อซิมมือถือและบัญชีธนาคารในราคาแพง ก่อนที่แรงงานต่างชาติจะเดินทางกลับประเทศ ทำให้การตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหาทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเดินทางกลับประเทศ เมื่อมีการตรวจพบข้อมูลเจ้าของซิมการ์ดหรือบัญชีธนาคาร ตำรวจเจ้าของคดีจะรายงานให้สำนักงานอัยการทราบ ส่งผลให้แรงงานต่างชาติที่พัวพันคดีเพิ่มมากขึ้น
ตำรวจไทจงทลายแก๊งคอลเซนเตอร์เร่กดเงินจากตู้ ATM พบบัญชีม้าของแรงงานต่างชาติเพียบ มีทั้งแรงงานไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ตำรวจเอาผิดเจ้าของบัญชี (ภาพจาก udn.com)
ก่อนหน้านี้ ตำรวจทลายคดีฟอกเงินบัญชีธนาคารออนไลน์คดีหนึ่ง แก๊งมิจฉาชีพตั้งบริษัทกำมะลอเพื่อยื่นขอเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ จากนั้นจ้างผู้อนุบาลอินโดนีเซียใช้ซิมมือถือของตนล็อกอินเข้าบัญชีธนาคารออนไลน์โอนเงินของเหยื่อไปเข้าบัญชีธนาคารฮ่องกง ผลก็คือ ผู้อนุบาลรายนี้ ซึ่งยังทำงานอยู่ในไต้หวันถูกจับ ข้อหาฟอกเงินและสมรู้ร่วมคิดในการหลอกลวงต้มตุ๋นร่วมกับแก๊งคอลเซนเตอร์
ตำรวจทลายแก๊งแรงงานเวียดนามกว่า 20 คนรับซื้อ ATM และบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติขายต่อให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปก่อคดี (ภาพจาก tw.nextapple.com)
ขบวนการมิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซนเตอร์หลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อ โดยรับซื้อซิมมือถือของแรงงานต่างชาติ เพื่อนำไปเปิดบัญชีสื่อโซเชียลและรับซื้อบัญชีเงินฝากธนาคารของบุคคลอื่น ใช้เป็นช่องทางในการรับเงินและถ่ายโอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เพื่อหลีกเลี่ยงการสอบสวนถึงเส้นทางการเงินหรือเป็นพยานหลักฐานเชื่อมโยงมาถึงตัวได้ และช่วง 2-3 ปีมานี้ ขบวนการมิจฉาชีพเหล่านี้ได้หันทิศทางกลุ่มเป้าหมายมารับซื้อซิมผีและบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับบ้านหรือหลบหนี พบมีการซื้อในราคาสูงถึงบัญชีละ 300,000-400,000 เหรียญ ส่งผลให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินทำได้ยากขึ้น เพราะเจ้าของบัญชีเป็นแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศแล้ว กลายเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินและเป็นช่องโหว่ในการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ ตำรวจยังสันนิษฐานว่า สภาพการณ์ข้างต้น นอกจากเกิดจากตัวแรงงานต่างชาติเป็นผู้ขายเองแล้ว น่าจะมีนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานบางรายเป็นคนกลางในการติดต่อรับซื้อบัญชีม้าและซิมม้าเพื่อขายต่อให้แก่ขบวนการมิจฉาชีพอย่างมีระบบ
ตำรวจเถาหยวนจับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเข้าร่วมแก๊งคอลเซนเตอร์ หลังตระเวนกดเงินจากตู้ ATM
เมื่อเดือนเมษายน 2567 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน กระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย จัดประชุมร่วมกันหารือการแก้ปัญหานี้ หลังจากที่ติดปัญหาข้อมูลส่วนตัวเจ้าของบัญชี โดยสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ระหว่างเตรียมการจัดตั้ง มีหนังสือถึงกระทรวงแรงงานที่กังขาในเรื่องนี้ว่า การแจ้งข้อมูลบัญชีและการเงินของแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศ ตั้งอยู่บนพื้นฐานป้องกันอาชญากรรมจากขบวนการมิจฉาชีพ จึงไม่มีปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวเจ้าของบัญชีแต่อย่างใด เนื่องจากหมดความกังวลในปัญหาข้อมูลส่วนบุคคล ในที่ประชุมมีมติให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศของแรงงานต่างชาติทันทีต่อศูนย์ข้อมูลเครดิต เพื่อแจ้งต่อให้ธนาคารที่เป็นผู้เปิดบัญชีตรวจสอบและจับตาความเคลื่อนไหวบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติที่ได้รับแจ้งนั้น ๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้ธนาคารตรวจสอบบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นมีเงินโอนเข้า-ออกจำนวนมากผิดปกติหรือไม่ อย่างไรเป็นต้น หากมีความเคลื่อนไหวต้องสงสัยใด ๆ จะอายัดบัญชีทันที ไม่ต้องใช้วิธีสุ่มตรวจทำให้เสียเวลาและไร้ประสิทธิภาพอย่างที่ผ่านมา และจะไม่กระทบต่อการโอนเงินค่าจ้างติดค้างหรือเงินคืนภาษีตามปกติของแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว เมื่อแรงงานต่างชาติกลับเข้ามาในไต้หวันใหม่ หลังกลับเข้าสู่ไต้หวันแล้ว ผ่านการยืนยันตัวตน สามารถกลับมาใช้บัญชีธนาคารเดิมได้ตามปกติ นับเป็นความคืบหน้าในการแก้ปัญหาบัญชีม้าอย่างเป็นรูปธรรมของทางการ
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยซิมผี-บัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
กรมสอบสวนคดีอาญาเปิดเผยสถิติพบว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ชาวต่างชาติที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารหรือขายบัญชีม้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2562 ตรวจพบและจับกุม 98 ราย ปี 2566 พุ่งขึ้นเป็น 703 ราย ในจำนวนนี้ 80% เป็นของแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่ครบสัญญาหรือยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดเตรียมเดินทางกลับบ้านหรือหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย สภาพการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากดูจากจำนวนคดีที่ตรวจพบ ในปี 2565 มี 569 คดี มาในปี 2566 ตรวจพบ 1,335 คดี พุ่งขึ้นเท่าตัว และยังพบว่า บัญชีม้าของแรงงานต่างชาติดังกล่าวถูกนำไปใช้โอนเงินเป็นบัญชีชั้นที่ 2 ไม่ใช่บัญชีแรกที่โอนเงินจากเหยื่อผู้เสียหายเข้าโดยตรง ทำให้ไม่มีการแจ้งความและไม่ได้อายัดบัญชีตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่า บัญชีม้าของแรงงานต่างชาติที่ถูกแก๊งคอลเซนเตอร์นำมาใช้ในการฟอกเงิน น่าจะมีมากกว่าตัวเลขดังกล่าว
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยซิมผี-บัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
เตือนแรงงานไทย อย่าให้ใครนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปใช้ หรือเห็นแก่เงินขาย ซิมการ์ด บัตร ATM หรือบัญชีธนาคาร เพราะจะถูกนำไปใช้เป็นซิมผี บัญชีม้า จากการบอกเล่าของล่ามหลายรายบอกว่า แรงงานไทยที่ขายซิมและบัญชีม้า มีส่วนหนึ่งยังคงทำงานอยู่ในไต้หวัน เห็นแก่เงินไม่กี่หมื่นเหรียญ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน คนแรกที่จะถูกจับคือเจ้าของบัญชี คราวนี้แหละจะยุ่ง เพราะหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ได้ยากมาก ต้องตกเป็นผู้ต้องหาถูกจำคุก และระหว่างรอการตัดสิน ชีวิตมีแต่จะต้องขึ้นศาลกินไม่ได้นอนไม่หลับ ส่วนแรงงานไทยที่เดินทางกลับส่วนใหญ่ ล่ามและนายจ้างจะพาไปเคลียร์เงินและปิดบัญชีธนาคาร แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่ทำงานครบสัญญาหรือยกเลิกสัญญาจะเดินทางกลับประเทศโดยไม่ไปปิดบัญชีธนาคาร โดยคิดว่าไหน ๆ ก็จะกลับบ้านไม่ได้ใช้แล้ว และไม่คิดจะมาไต้หวันอีก หากเกิดปัญหา ตนเดินทางกลับไปอยู่ในประเทศไทยแล้ว คงสาวไม่ถึงตัวเอง แต่ลืมไปว่า ปัจจุบันตำรวจสากลมีการร่วมมือในประเด็นต่อต้านการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ และมีแรงงานไทยจำนวนหนึ่งกลับบ้านไปแล้ว 2-3 ปี หากทำมาหากินลำบากจะเดินทางกลับไต้หวันอีก โดยลืมเรื่องขายบัญชีสนิท เมื่อเดินทางถึงสนามบินถูกตรวจพบมีคดีเก่าค้างคาถูกจับไปดำเนินคดีแล้วหลายสิบราย
2. เถ้าแก่ใจพระ! แรงงานไทยครบสัญญาให้เพื่อนยืมใช้บัญชีธนาคาร กลับไต้หวันอีกรอบถูกจับข้อหาขายบัญชีม้า นายจ้างจ่ายค่าจ้างตลอดระหว่างติดคุก 8 เดือน
แรงงานไทยหลายคนเป็นคนปฏิเสธคนอื่นไม่เป็น โดยเฉพาะคนขอเป็นคนรู้จักหรือเป็นเพื่อน ต้องระวัง การให้เพื่อนยืมใช้ซิม บัญชีธนาคารของเรา หรือเอาข้อมูล เช่น ที่อยู่ ฯลฯ ให้คนอื่นใช้ส่งของ รู้ไหม? เท่ากับท่านกำลังก้าวขาเข้าคุกไปข้างหนึ่งแล้ว
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยซิมผี-บัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
มีแรงงานไทยรายหนึ่ง ทำงานในโรงงานทางภาคเหนือ เป็นคนทำงานขยันขันแข็งเป็นที่ชื่นชมของนายจ้าง หัวหน้างาน นอกจากใช้หนี้หมดแล้วยังเก็บเงินได้อีกก้อน ไม่อยากต่อสัญญาคิดจะกลับบ้านหางานทำเพื่อดูแลครอบครัว แต่เจ้าตัวเป็นคนที่ปฏิเสธคนไม่เป็น ก่อนจะครบสัญญาเดินทางกลับประเทศ มีคนงานไทยโรงงานอื่นที่รู้จักกันผิวเผิน มาขอความช่วยเหลือ อ้างบัญชีธนาคารของตนมีปัญหา ญาติโอนเงินเข้าไม่ได้ ขอยืมใช้บัญชีธนาคารชั่วคราว แรงงานไทยรายนี้ไม่ได้คิดอะไรมาก อีกประการหนึ่งคือตนจะเดินทางกลับบ้านแล้ว เงินในบัญชีถูกถอนหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ปิดบัญชี จึงมอบสมุดบัญชีให้เพื่อนนำไปใช้ต่อ จากนั้นเดินทางกลับประเทศ แต่การทำงานในไทยไม่ราบรื่น ทำงานในไทยประมาณปีเศษรายได้ไม่มีเหลือเก็บ ไม่ดีอย่างที่คิด จึงคิดจะกลับมาทำงานที่ไต้หวันอีกครั้ง ตัดสินใจไปสมัครมาทำงานกับบริษัทจัดหางาน คราวนี้มาทำงานในโรงงานที่ภาคกลาง เนื่องจากเป็นคนทำงานขยันอยู่แล้วและให้ความร่วมมือดี เป็นที่ชื่นชมของหัวหน้างานและนายจ้าง แต่ทำงานได้ไม่ถึงปี ก็ได้รับหมายเรียกจากศาลข้อหาต้มตุ๋นเงินชาวบ้าน เรียกให้ไปสอบปากคำที่สำนักงานอัยการ ถึงรู้ว่า บัญชีธนาคารที่ให้เพื่อนนำไปใช้ กลายเป็นบัญชีม้า มีเงินของเหยื่อที่ถูกหลอกโอนเข้าบัญชีหลายสิบราย และถูกนำไปขายต่อหลายทอด แม้นายจ้างและบริษัทจัดหางานเชื่อใจแรงงานไทยรายนี้ว่า ไม่ได้ขายบัญชีของตน แต่เป็นคนใจดีและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ทราบว่าการให้เพื่อนนำบัญชีธนาคารไปใช้จะมีผลเสียตามมามากมาย
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยอย่าให้ใครยืมใช้เอกสารสำคัญ ซิมหรือบัญชีธนาคารของเราจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
เนื่องจากจำชื่อและโรงงานของคนงานไทยที่นำบัญชีไปใช้ไม่ได้ รวมถึงหาไม่เจอ ไม่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของตนได้ ทางฝ่ายนายจ้างแม้จะช่วยจ้างทนายช่วยสู้คดี สุดท้ายถูกศาลตัดสินจำคุก 8 เดือน ระหว่างติดคุกในเรือนจำ นายจ้างยังคงจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ เมื่อพ้นโทษถูกเนรเทศออกจากไต้หวัน ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ตลอดไป
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยอย่าให้ใครยืมใช้เอกสารสำคัญ ซิมหรือบัญชีธนาคารของเราจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
ยังมีกลโกงการฟอกเงินซึ่งเคยทำให้คนไต้หวันติดคุกและถูกอายัดบัญชีธนาคารมาแล้วจำนวนมากเมื่อหลายปีก่อน นำมาเตือนให้ระวัง เพราะขณะนี้ถูกนำมาใช้กับแรงงานต่างชาติ นั่นคือ จะมีเพื่อนอ้างบัญชีธนาคารของตนถูกระงับโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เงินค่าจ้างและเงินโอนต่าง ๆ ไม่สามารถโอนเข้าได้ อ้อนขอยืมใช้บัญชีธนาคารของเพื่อนชั่วคราว แรงงานไทยหลายคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้ความช่วยเหลือ จากนั้น มีเงินโอนเข้าจริง จึงช่วยถอนและส่งเงินให้เพื่อน เพื่อนก็มอบเงิน 500-1,000 เหรียญเป็นสินน้ำใจ ทำในลักษณะนี้หลายครั้ง เจ้าของบัญชีบางรายเริ่มสงสัยตงิด ๆ ขณะที่บางรายยังไม่ทันรู้ตัว เห็นว่าเป็นการช่วยเพื่อนด้วยและได้รับค่าตอบแทนด้วย ที่ไหนได้ไม่นานได้รับหมายเรียกให้ไปสอบปากคำ ข้อหาฟอกเงิน สภาพการณ์คล้ายคลึงกับแรงงานไทยรายนี้มาก จึงเตือนให้ระวังตามสำนวน เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด เป็นคนใจดีช่วยเหลือคนอื่นมากไป จนสุดท้ายเป็นตัวเองที่ลำบาก
นี่เป็นอุทาหรณ์เตือนภัย อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง เอกสารสำคัญประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นบัตร ARC บัตร ATM ซิมมือถือหรือบัญชีธนาคารต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี แม้กระทั่งที่อยู่ของเรา อย่าให้เพื่อนหรือใครยืมใช้อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้น เราอาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ หรือตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว
By อโศก ศรีจันทร์, อัญชัน ทรงพุทธิ์, Rti1. ระวังตกเป็นผู้ต้องหา! ปี 2566 แรงงานต่างชาติกว่า 1,000 ราย ก่อนเดินทางกลับบ้านขายซิมและบัญชีธนาคารให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปก่อคดีฟอกเงิน
สำนักงานตำรวจเปิดเผยข้อมูลการก่ออาชญากรรมของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ในปี 2566 ที่ผ่านมา ถูกจับ 5,674 คน สูงเป็นประวัติการณ์ ในจำนวนนี้คดีก่ออันตรายในที่สาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับครองสัดส่วนสูงสุด ตามด้วยฉ้อโกง ยาเสพติดและลักทรัพย์ ฯลฯ หากจำแนกตามประเทศแล้ว แรงงานเวียดนามก่อคดีมากที่สุด 3,153 คนหรือคิดเป็นอัตราส่วน 55.57% อันดับสองคือคนไทย 815 คนหรือ 14.63% อันดับ 3 อินโดนีเซียก่อคดี 580 คน ฟิลิปปินส์ 375 คนหรือ 6.61% แต่ที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ แรงงานต่างชาติที่พัวพันกับคดีฉ้อโกงหรือแก๊งคอลเซนเตอร์และถูกจับเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ มากถึง 927 คน เทียบกับปี 2566 เพิ่มขึ้น 78% ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการฉ้อโกงและแก๊งคอลเซนเตอร์กล่าวว่า ตัวเลขนี้สอดคล้องแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างมากของคดีถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง และสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากแรงงานต่างชาติจำนวนมากขึ้นขายซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือและบัญชีธนาคารของตนก่อนเดินทางกลับประเทศ ทำให้แก๊งมิจฉาชีพนำซิมผีไปใช้โอนเงินบัญชีธนาคารออนไลน์เพื่อฟอกเงินเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังตรวจพบแรงงานต่างชาติบางรายถูกแก๊งคอลเซนเตอร์ว่าจ้างเป็นมือถอนเงินจากตู้ ATM
ในไต้หวันมีการตรวจเข้ม ทำให้แก๊งมิจฉาชีพหันไปรับซื้อซิม บัตรเอทีเอ็มและบัญชีธนาคารจากแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น ในภาพเป็นแก๊งมิจฉาชีพถูกตำรวจจู่โจมจับ (ภาพจาก udn.com)
ตำรวจฝ่ายปราบปรามและต่อต้านแก๊งคอลเซนเตอร์กล่าวว่า จากการตรวจสอบ ip address หรือที่ตั้งคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายที่ใช้ก่อคดี พบว่าส่วนใหญ่เป็นซิมมือถือแบบเติมเงินหรือพรีเพดการ์ดของแรงงานต่างชาติ เกือบทั้งหมดเดินทางกลับประเทศแล้วหรือไม่ก็เป็นแรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติ แก๊งมิจฉาชีพจะรับซื้อซิมมือถือและบัญชีธนาคารในราคาแพง ก่อนที่แรงงานต่างชาติจะเดินทางกลับประเทศ ทำให้การตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหาทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเดินทางกลับประเทศ เมื่อมีการตรวจพบข้อมูลเจ้าของซิมการ์ดหรือบัญชีธนาคาร ตำรวจเจ้าของคดีจะรายงานให้สำนักงานอัยการทราบ ส่งผลให้แรงงานต่างชาติที่พัวพันคดีเพิ่มมากขึ้น
ตำรวจไทจงทลายแก๊งคอลเซนเตอร์เร่กดเงินจากตู้ ATM พบบัญชีม้าของแรงงานต่างชาติเพียบ มีทั้งแรงงานไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ตำรวจเอาผิดเจ้าของบัญชี (ภาพจาก udn.com)
ก่อนหน้านี้ ตำรวจทลายคดีฟอกเงินบัญชีธนาคารออนไลน์คดีหนึ่ง แก๊งมิจฉาชีพตั้งบริษัทกำมะลอเพื่อยื่นขอเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ จากนั้นจ้างผู้อนุบาลอินโดนีเซียใช้ซิมมือถือของตนล็อกอินเข้าบัญชีธนาคารออนไลน์โอนเงินของเหยื่อไปเข้าบัญชีธนาคารฮ่องกง ผลก็คือ ผู้อนุบาลรายนี้ ซึ่งยังทำงานอยู่ในไต้หวันถูกจับ ข้อหาฟอกเงินและสมรู้ร่วมคิดในการหลอกลวงต้มตุ๋นร่วมกับแก๊งคอลเซนเตอร์
ตำรวจทลายแก๊งแรงงานเวียดนามกว่า 20 คนรับซื้อ ATM และบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติขายต่อให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปก่อคดี (ภาพจาก tw.nextapple.com)
ขบวนการมิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซนเตอร์หลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อ โดยรับซื้อซิมมือถือของแรงงานต่างชาติ เพื่อนำไปเปิดบัญชีสื่อโซเชียลและรับซื้อบัญชีเงินฝากธนาคารของบุคคลอื่น ใช้เป็นช่องทางในการรับเงินและถ่ายโอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เพื่อหลีกเลี่ยงการสอบสวนถึงเส้นทางการเงินหรือเป็นพยานหลักฐานเชื่อมโยงมาถึงตัวได้ และช่วง 2-3 ปีมานี้ ขบวนการมิจฉาชีพเหล่านี้ได้หันทิศทางกลุ่มเป้าหมายมารับซื้อซิมผีและบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับบ้านหรือหลบหนี พบมีการซื้อในราคาสูงถึงบัญชีละ 300,000-400,000 เหรียญ ส่งผลให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินทำได้ยากขึ้น เพราะเจ้าของบัญชีเป็นแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศแล้ว กลายเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินและเป็นช่องโหว่ในการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ ตำรวจยังสันนิษฐานว่า สภาพการณ์ข้างต้น นอกจากเกิดจากตัวแรงงานต่างชาติเป็นผู้ขายเองแล้ว น่าจะมีนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานบางรายเป็นคนกลางในการติดต่อรับซื้อบัญชีม้าและซิมม้าเพื่อขายต่อให้แก่ขบวนการมิจฉาชีพอย่างมีระบบ
ตำรวจเถาหยวนจับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเข้าร่วมแก๊งคอลเซนเตอร์ หลังตระเวนกดเงินจากตู้ ATM
เมื่อเดือนเมษายน 2567 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน กระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย จัดประชุมร่วมกันหารือการแก้ปัญหานี้ หลังจากที่ติดปัญหาข้อมูลส่วนตัวเจ้าของบัญชี โดยสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ระหว่างเตรียมการจัดตั้ง มีหนังสือถึงกระทรวงแรงงานที่กังขาในเรื่องนี้ว่า การแจ้งข้อมูลบัญชีและการเงินของแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศ ตั้งอยู่บนพื้นฐานป้องกันอาชญากรรมจากขบวนการมิจฉาชีพ จึงไม่มีปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวเจ้าของบัญชีแต่อย่างใด เนื่องจากหมดความกังวลในปัญหาข้อมูลส่วนบุคคล ในที่ประชุมมีมติให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศของแรงงานต่างชาติทันทีต่อศูนย์ข้อมูลเครดิต เพื่อแจ้งต่อให้ธนาคารที่เป็นผู้เปิดบัญชีตรวจสอบและจับตาความเคลื่อนไหวบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติที่ได้รับแจ้งนั้น ๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้ธนาคารตรวจสอบบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นมีเงินโอนเข้า-ออกจำนวนมากผิดปกติหรือไม่ อย่างไรเป็นต้น หากมีความเคลื่อนไหวต้องสงสัยใด ๆ จะอายัดบัญชีทันที ไม่ต้องใช้วิธีสุ่มตรวจทำให้เสียเวลาและไร้ประสิทธิภาพอย่างที่ผ่านมา และจะไม่กระทบต่อการโอนเงินค่าจ้างติดค้างหรือเงินคืนภาษีตามปกติของแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว เมื่อแรงงานต่างชาติกลับเข้ามาในไต้หวันใหม่ หลังกลับเข้าสู่ไต้หวันแล้ว ผ่านการยืนยันตัวตน สามารถกลับมาใช้บัญชีธนาคารเดิมได้ตามปกติ นับเป็นความคืบหน้าในการแก้ปัญหาบัญชีม้าอย่างเป็นรูปธรรมของทางการ
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยซิมผี-บัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
กรมสอบสวนคดีอาญาเปิดเผยสถิติพบว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ชาวต่างชาติที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารหรือขายบัญชีม้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2562 ตรวจพบและจับกุม 98 ราย ปี 2566 พุ่งขึ้นเป็น 703 ราย ในจำนวนนี้ 80% เป็นของแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่ครบสัญญาหรือยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดเตรียมเดินทางกลับบ้านหรือหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย สภาพการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากดูจากจำนวนคดีที่ตรวจพบ ในปี 2565 มี 569 คดี มาในปี 2566 ตรวจพบ 1,335 คดี พุ่งขึ้นเท่าตัว และยังพบว่า บัญชีม้าของแรงงานต่างชาติดังกล่าวถูกนำไปใช้โอนเงินเป็นบัญชีชั้นที่ 2 ไม่ใช่บัญชีแรกที่โอนเงินจากเหยื่อผู้เสียหายเข้าโดยตรง ทำให้ไม่มีการแจ้งความและไม่ได้อายัดบัญชีตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่า บัญชีม้าของแรงงานต่างชาติที่ถูกแก๊งคอลเซนเตอร์นำมาใช้ในการฟอกเงิน น่าจะมีมากกว่าตัวเลขดังกล่าว
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยซิมผี-บัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
เตือนแรงงานไทย อย่าให้ใครนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปใช้ หรือเห็นแก่เงินขาย ซิมการ์ด บัตร ATM หรือบัญชีธนาคาร เพราะจะถูกนำไปใช้เป็นซิมผี บัญชีม้า จากการบอกเล่าของล่ามหลายรายบอกว่า แรงงานไทยที่ขายซิมและบัญชีม้า มีส่วนหนึ่งยังคงทำงานอยู่ในไต้หวัน เห็นแก่เงินไม่กี่หมื่นเหรียญ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน คนแรกที่จะถูกจับคือเจ้าของบัญชี คราวนี้แหละจะยุ่ง เพราะหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ได้ยากมาก ต้องตกเป็นผู้ต้องหาถูกจำคุก และระหว่างรอการตัดสิน ชีวิตมีแต่จะต้องขึ้นศาลกินไม่ได้นอนไม่หลับ ส่วนแรงงานไทยที่เดินทางกลับส่วนใหญ่ ล่ามและนายจ้างจะพาไปเคลียร์เงินและปิดบัญชีธนาคาร แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่ทำงานครบสัญญาหรือยกเลิกสัญญาจะเดินทางกลับประเทศโดยไม่ไปปิดบัญชีธนาคาร โดยคิดว่าไหน ๆ ก็จะกลับบ้านไม่ได้ใช้แล้ว และไม่คิดจะมาไต้หวันอีก หากเกิดปัญหา ตนเดินทางกลับไปอยู่ในประเทศไทยแล้ว คงสาวไม่ถึงตัวเอง แต่ลืมไปว่า ปัจจุบันตำรวจสากลมีการร่วมมือในประเด็นต่อต้านการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ และมีแรงงานไทยจำนวนหนึ่งกลับบ้านไปแล้ว 2-3 ปี หากทำมาหากินลำบากจะเดินทางกลับไต้หวันอีก โดยลืมเรื่องขายบัญชีสนิท เมื่อเดินทางถึงสนามบินถูกตรวจพบมีคดีเก่าค้างคาถูกจับไปดำเนินคดีแล้วหลายสิบราย
2. เถ้าแก่ใจพระ! แรงงานไทยครบสัญญาให้เพื่อนยืมใช้บัญชีธนาคาร กลับไต้หวันอีกรอบถูกจับข้อหาขายบัญชีม้า นายจ้างจ่ายค่าจ้างตลอดระหว่างติดคุก 8 เดือน
แรงงานไทยหลายคนเป็นคนปฏิเสธคนอื่นไม่เป็น โดยเฉพาะคนขอเป็นคนรู้จักหรือเป็นเพื่อน ต้องระวัง การให้เพื่อนยืมใช้ซิม บัญชีธนาคารของเรา หรือเอาข้อมูล เช่น ที่อยู่ ฯลฯ ให้คนอื่นใช้ส่งของ รู้ไหม? เท่ากับท่านกำลังก้าวขาเข้าคุกไปข้างหนึ่งแล้ว
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยซิมผี-บัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
มีแรงงานไทยรายหนึ่ง ทำงานในโรงงานทางภาคเหนือ เป็นคนทำงานขยันขันแข็งเป็นที่ชื่นชมของนายจ้าง หัวหน้างาน นอกจากใช้หนี้หมดแล้วยังเก็บเงินได้อีกก้อน ไม่อยากต่อสัญญาคิดจะกลับบ้านหางานทำเพื่อดูแลครอบครัว แต่เจ้าตัวเป็นคนที่ปฏิเสธคนไม่เป็น ก่อนจะครบสัญญาเดินทางกลับประเทศ มีคนงานไทยโรงงานอื่นที่รู้จักกันผิวเผิน มาขอความช่วยเหลือ อ้างบัญชีธนาคารของตนมีปัญหา ญาติโอนเงินเข้าไม่ได้ ขอยืมใช้บัญชีธนาคารชั่วคราว แรงงานไทยรายนี้ไม่ได้คิดอะไรมาก อีกประการหนึ่งคือตนจะเดินทางกลับบ้านแล้ว เงินในบัญชีถูกถอนหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ปิดบัญชี จึงมอบสมุดบัญชีให้เพื่อนนำไปใช้ต่อ จากนั้นเดินทางกลับประเทศ แต่การทำงานในไทยไม่ราบรื่น ทำงานในไทยประมาณปีเศษรายได้ไม่มีเหลือเก็บ ไม่ดีอย่างที่คิด จึงคิดจะกลับมาทำงานที่ไต้หวันอีกครั้ง ตัดสินใจไปสมัครมาทำงานกับบริษัทจัดหางาน คราวนี้มาทำงานในโรงงานที่ภาคกลาง เนื่องจากเป็นคนทำงานขยันอยู่แล้วและให้ความร่วมมือดี เป็นที่ชื่นชมของหัวหน้างานและนายจ้าง แต่ทำงานได้ไม่ถึงปี ก็ได้รับหมายเรียกจากศาลข้อหาต้มตุ๋นเงินชาวบ้าน เรียกให้ไปสอบปากคำที่สำนักงานอัยการ ถึงรู้ว่า บัญชีธนาคารที่ให้เพื่อนนำไปใช้ กลายเป็นบัญชีม้า มีเงินของเหยื่อที่ถูกหลอกโอนเข้าบัญชีหลายสิบราย และถูกนำไปขายต่อหลายทอด แม้นายจ้างและบริษัทจัดหางานเชื่อใจแรงงานไทยรายนี้ว่า ไม่ได้ขายบัญชีของตน แต่เป็นคนใจดีและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ทราบว่าการให้เพื่อนนำบัญชีธนาคารไปใช้จะมีผลเสียตามมามากมาย
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยอย่าให้ใครยืมใช้เอกสารสำคัญ ซิมหรือบัญชีธนาคารของเราจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
เนื่องจากจำชื่อและโรงงานของคนงานไทยที่นำบัญชีไปใช้ไม่ได้ รวมถึงหาไม่เจอ ไม่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของตนได้ ทางฝ่ายนายจ้างแม้จะช่วยจ้างทนายช่วยสู้คดี สุดท้ายถูกศาลตัดสินจำคุก 8 เดือน ระหว่างติดคุกในเรือนจำ นายจ้างยังคงจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ เมื่อพ้นโทษถูกเนรเทศออกจากไต้หวัน ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ตลอดไป
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยอย่าให้ใครยืมใช้เอกสารสำคัญ ซิมหรือบัญชีธนาคารของเราจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
ยังมีกลโกงการฟอกเงินซึ่งเคยทำให้คนไต้หวันติดคุกและถูกอายัดบัญชีธนาคารมาแล้วจำนวนมากเมื่อหลายปีก่อน นำมาเตือนให้ระวัง เพราะขณะนี้ถูกนำมาใช้กับแรงงานต่างชาติ นั่นคือ จะมีเพื่อนอ้างบัญชีธนาคารของตนถูกระงับโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เงินค่าจ้างและเงินโอนต่าง ๆ ไม่สามารถโอนเข้าได้ อ้อนขอยืมใช้บัญชีธนาคารของเพื่อนชั่วคราว แรงงานไทยหลายคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้ความช่วยเหลือ จากนั้น มีเงินโอนเข้าจริง จึงช่วยถอนและส่งเงินให้เพื่อน เพื่อนก็มอบเงิน 500-1,000 เหรียญเป็นสินน้ำใจ ทำในลักษณะนี้หลายครั้ง เจ้าของบัญชีบางรายเริ่มสงสัยตงิด ๆ ขณะที่บางรายยังไม่ทันรู้ตัว เห็นว่าเป็นการช่วยเพื่อนด้วยและได้รับค่าตอบแทนด้วย ที่ไหนได้ไม่นานได้รับหมายเรียกให้ไปสอบปากคำ ข้อหาฟอกเงิน สภาพการณ์คล้ายคลึงกับแรงงานไทยรายนี้มาก จึงเตือนให้ระวังตามสำนวน เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด เป็นคนใจดีช่วยเหลือคนอื่นมากไป จนสุดท้ายเป็นตัวเองที่ลำบาก
นี่เป็นอุทาหรณ์เตือนภัย อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง เอกสารสำคัญประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นบัตร ARC บัตร ATM ซิมมือถือหรือบัญชีธนาคารต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี แม้กระทั่งที่อยู่ของเรา อย่าให้เพื่อนหรือใครยืมใช้อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้น เราอาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ หรือตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว