
Sign up to save your podcasts
Or


1. มาตรการใหม่ปี 2568 ที่แรงงานไทยในไต้หวันพึงรู้ ค่าจ้างขั้นต่ำ 28,590 เหรียญ เบี้ยประกันเพิ่ม 71 เหรียญต่อเดือน รายได้ไม่เกิน 446,000 เหรียญต่อปีไม่ต้องเสียภาษี
เริ่มต้นปีใหม่ รายได้และรายการหักตามกฎหมายของแรงงานต่างชาติทั่วไปในภาคการผลิตมีการปรับเปลี่ยนใหม่ แรงงานไทยควรรู้และเข้าใจในสิทธิประโยชน์ของตน สิ่งแรกเลยคือค่าจ้าง ซึ่งค่าจ้างของแรงงานต่างชาติทั่วไป ส่วนใหญ่จะอิงกับค่าจ้างขั้นต่ำที่มีการปรับสูงขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 9 ยกเว้นแรงงานกึ่งฝีมือและบางโรงงานอาจจ่ายสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อฐานเงินเดือนปรับขึ้น การคิดคำนวณค่าโอที ตลอดจนเบี้ยประกันจะมีการปรับขึ้นตามไปด้วย มาดูกันว่า ในปีใหม่ 2568 แรงงานไทย จะได้รับค่าจ้าง ค่าโอทีและยกเว้นภาษีเท่าไหร่? อย่างไร?
ค่าจ้าง : ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจาก 27,470 เหรียญปรับขึ้นเดือนละ 1,120 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ หรือวันละ 953 เหรียญ ชั่วโมงละ 119 เหรียญ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับผู้ใช้แรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับขึ้นจาก 183 เหรียญเป็นชั่วโมงละ 190 เหรียญ คาดว่าจะมีผู้ใช้แรงงานที่ได้รับอานิสงส์ 1,895,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานท้องถิ่น 1,527,000 คน แรงงานต่างชาติ 360,800 คน
ค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอที : เมื่อฐานเงินเดือนได้รับการปรับขึ้นแล้ว ค่าทำงานล่วงเวลาหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าค่าโอที ก็จะปรับเพิ่มตามไปด้วย กฎหมายมาตรฐานแรงงานกำหนดให้ผู้ใช้แรงงานทำงานวันละ 8 ชม. สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง และมีวันหยุดพักสัปดาห์ละ 2 วัน ในจำนวนนี้มี 1 วัน เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำงานล่วงเวลาไม่ได้ ยกเว้นกรณีเกิดภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน อีก 1 วันเป็นวันหยุดพักผ่อนที่ทำงานล่วงเวลาได้ แต่นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาหรือค่าโอทีเพิ่มขึ้น กล่าวคือ การทำงานในวันหยุดพักประจำสัปดาห์ 2 ชั่วโมงแรก จะได้ชั่วโมงละ 159 เหรียญไต้หวัน ชั่วโมงที่ 3 ขึ้นไป ชั่วโมงละ 199 เหรียญไต้หวัน ทำงานทั้งวันหรือ 8 ชั่วโมง จะได้รับ 1,512 เหรียญไต้หวัน กรณีที่ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงละ 159 เหรียญไต้หวัน ชั่วโมงที่ 3-4 ชั่วโมงละ 199 เหรียญไต้หวัน แต่หากเป็นการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ นายจ้างต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มให้ 1 เท่าของค่าจ้างในวันปกติ คือจ่ายเพิ่ม 953 เหรียญไต้หวัน
เหอเพ่ยซาน (ขวา) อดีต รมว. กระทรวงแรงงานประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 4.08% จากปัจจุบัน 27,470 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ เริ่มมีผล 1 ม.ค. 2568 (ภาพจาก udn.com)
เบี้ยประกันภัยแรงงาน : อัตราเบี้ยประกันภัยแรงงานมีกำหนดปรับขึ้นจาก 12% เป็น 12.5% ในจำนวนนี้มี 1% เป็นประกันการว่างงานสำหรับแรงงานท้องถิ่น แรงงานต่างชาติไม่มีประกันการว่างงาน ดังนั้น อัตราเบี้ยประกันสำหรับแรงงานต่างชาติคือ 11.5% หรือ 3,288 เหรียญ ในจำนวนนี้ นายจ้างซึ่งรับผิดชอบ 70% ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแรงงาน 2,301 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน แรงงานรับผิดชอบ 20% หรือ 658 เหรียญต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 54 เหรียญ รัฐบาลจ่ายสมทบให้อีก 10% หรือ 329 เหรียญ/คน/เดือน
เบี้ยประกันสุขภาพ : อัตราเบี้ยประกันเหมือนเดิมคือ 5.17% ในจำนวนนี้นายจ้างรับผิดชอบ 60% หรือ 1,384 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คนต่อเดือน ด้านแรงงานรับผิดชอบ 30% หรือจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเดือนละ 443 เหรียญ เพิ่มจากเดิมเดือนละ 17 เหรียญ ขณะที่รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 10% สรุปแล้ว แรงงานไทยเสียเบี้ยประกันทั้ง 2 รายการเพิ่มขึ้นเดือนละ 71 เหรียญ
การลางาน :
ลากิจ 1 วัน หักค่าจ้าง 953 เหรียญไต้หวัน (1 ปีลาได้ไม่เกิน 14 วัน)
ลาป่วย 1 วัน หักค่าจ้างกึ่งหนึ่ง 467.5 เหรียญไต้หวัน (1 ปีลาได้ไม่เกิน 30 วัน)
วันหยุด :
ตลอดปี 2568 ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันจะมีวันหยุด 116 วัน รวมวันหยุดประจำสัปดาห์ 2 วันและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในจำนวนนี้เป็นวันหยุดติดต่อกัน 3 วันขึ้นไป 6 ครั้ง ได้แก่
วันหยุดตรุษจีน 9 วัน (25 ม.ค.-2 ก.พ. 68) หมายเหตุ : วันที่ 8 ก.พ. ต้องทำงานสลับกับวันที่ 27 ม.ค. 68
วันสันติภาพ (รำลึกเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 28 กุมภา) 3 วัน (28 ก.พ.-2 มี.ค. 68)
เทศกาลเช็งเม้งและวันเด็ก 4 วัน (3-6 เม.ย. 68)
เทศกาลไหว้ขนมจ้าง 3 วัน (30 พ.ค.-1 มิ.ย. 68)
วันไหว้พระจันทร์ 3 วัน (4-6 ต.ค. 68)
วันฉลองวันชาติ 3 วัน (10-12 ต.ค. 68)
ปฏิทิน 12 เดือน พร้อมวันหยุดของไต้หวัน ประจำปี 2568
ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล :
การยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในปีใหม่ จะเริ่มในวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นการยื่นเสียภาษีเงินได้ของปี 2567 หากแรงงานไทยพำนักอยู่ในไต้หวันครบ 183 วัน จะได้รับการยกเว้นและลดหย่อนภาษีตลอดปีเพิ่มเป็น 446,000 เหรียญไต้หวัน หมายความว่า ตลอดทั้งปี ผู้มีรายได้ไม่ถึง 446,000 เหรียญไต้หวัน หรือเฉลี่ยมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 37,167 เหรียญไต้หวัน กรณีที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาหรือโอที แต่หากมีโอทีส่วนที่ไม่เกิน 46 ชั่วโมง ซึ่งเป็นโอทีปลอดภาษีประมาณ 8,000 เหรียญ จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน หากรายได้รวมไม่เกิน 45,000 เหรียญต่อเดือน (รวมค่าโอทีปลอดภาษี) ไม่ต้องเสียภาษี เท่ากับว่าแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ ไม่ต้องเสียภาษีเลย
ในทางปฏิบัติ นายจ้างจะหัก ณ ที่จ่าย 10% ของเงินเดือน สามารถยื่นขอเงินภาษีคืนได้ ขณะที่ยื่นแบบเสียภาษีในเดือนพฤษภาคมปีถัดไป เมื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไปแล้ว 3-4 เดือน จะได้รับคืนทั้งหมด แต่หากว่า มีรายได้เกิน 446,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนที่เกินเรียกว่าเงินได้สุทธิ และเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 590,000 เหรียญ เสียภาษีเงินได้ 5% เงินได้สุทธิเกิน 590,001 เหรียญขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1,330,000 เหรียญ เสียภาษี 12% โดยได้รับการลดหย่อน 41,300 เหรียญ
สำหรับผู้ที่อยู่อยู่เกิน 90 วันแต่ไม่ครบ 183 วันใน 1 ปีภาษี หากในเดือนนั้น มีรายได้ไม่เกิน 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ 42,885/เดือน เสียภาษี ณ ที่จ่าย 6% แต่หากมีรายได้เกิน 42,885/เดือน ในเดือนนั้นจะเสียภาษี 18% โดยไม่ได้รับคืน
2. หน้าหนาว เป็นฤดูที่คนงานไทยเสียชีวิตด้วยโรคใหลตาย/ป่วยเป็นอัมพาตมากที่สุด แนะให้ดูแลสุขภาพด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นและเลี่ยงดื่มสุรา อย่าชะล่าใจ แรงงานไทยบางรายหนาวสั่น แต่ใส่เพียงเสื้อยืดแขนสั้น
อากาศหนาว ประกอบกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตและการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ทำให้แรงงานไทยเสียชีวิตด้วยโรคใหลตาย หรือป่วยเป็นอัมพาตมากขึ้น
ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไต้หวันอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ปัญหาสุขภาพ แรงงานไทยจำนวนมากไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินและการพักผ่อนเท่าไหร่นัก ประกอบกับไม่ค่อยตรวจสุขภาพและดื่มสุราจัด ทำให้เกิดอาการใหลตายและมีโรคเรื้อรัง เช่นโรคความดันโลหิตสูง ตับแข็ง หลอดเลือดตีบและเบาหวานเป็นต้น โดยเฉพาะโรคใหลตาย ถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตแรงงานไทยไปอย่างปริศนาหลายสิบคนในแต่ละปี
อากาศหนาวจัดกะทันหัน ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการป่วยหรือเป็นไข้หวัดได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตและโรคหัวใจ ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงอาการกำเริบ แพทย์เตือนว่า อากาศเย็นลง 1 องศา เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจเฉียบพลันถึง 2% สาเหตุเพราะเลือดหนืดขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น แนะ 7 วิธีดูแลสุขภาพช่วงหน้าหนาวดังนี้ :
ดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าและห่มผ้าห่มที่เหมาะสม
ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ ให้ได้วันละ 2 ลิตร หรืออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว รับประทานอาหารปรุงสุกแล้วให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารรสไม่จัด หลีกเลี่ยงขนมหวาน อาหารที่มีไขมันสูง เพิ่มการรับประทานผักสดและผลไม้สดที่หวานน้อย เนื่องจากมีแร่ธาตุสูง มีวิตามินเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคช่วงหน้าหนาว หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา สูบบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้โรคที่มีอยู่เดิมกำเริบขึ้นได้
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ผลของการออกกำลังกาย จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หัวใจมีความทนทานมากขึ้น
หมั่นตรวจเช็กค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
เมื่อไปหาหมอ ต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด อย่ากินบ้างในบางเวลาที่นึกได้หรือรับยากลับมาทิ้งไว้ไม่กินเลย
จัดการตนเองแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ไม่เครียด ไม่พึ่งสุรา สารเสพติด
พักผ่อนให้เพียงพอ โดยสวมใส่ชุดนอนที่อบอุ่นและห่มผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
By อโศก ศรีจันทร์, อัญชัน ทรงพุทธิ์, Rti1. มาตรการใหม่ปี 2568 ที่แรงงานไทยในไต้หวันพึงรู้ ค่าจ้างขั้นต่ำ 28,590 เหรียญ เบี้ยประกันเพิ่ม 71 เหรียญต่อเดือน รายได้ไม่เกิน 446,000 เหรียญต่อปีไม่ต้องเสียภาษี
เริ่มต้นปีใหม่ รายได้และรายการหักตามกฎหมายของแรงงานต่างชาติทั่วไปในภาคการผลิตมีการปรับเปลี่ยนใหม่ แรงงานไทยควรรู้และเข้าใจในสิทธิประโยชน์ของตน สิ่งแรกเลยคือค่าจ้าง ซึ่งค่าจ้างของแรงงานต่างชาติทั่วไป ส่วนใหญ่จะอิงกับค่าจ้างขั้นต่ำที่มีการปรับสูงขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 9 ยกเว้นแรงงานกึ่งฝีมือและบางโรงงานอาจจ่ายสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อฐานเงินเดือนปรับขึ้น การคิดคำนวณค่าโอที ตลอดจนเบี้ยประกันจะมีการปรับขึ้นตามไปด้วย มาดูกันว่า ในปีใหม่ 2568 แรงงานไทย จะได้รับค่าจ้าง ค่าโอทีและยกเว้นภาษีเท่าไหร่? อย่างไร?
ค่าจ้าง : ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจาก 27,470 เหรียญปรับขึ้นเดือนละ 1,120 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ หรือวันละ 953 เหรียญ ชั่วโมงละ 119 เหรียญ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับผู้ใช้แรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับขึ้นจาก 183 เหรียญเป็นชั่วโมงละ 190 เหรียญ คาดว่าจะมีผู้ใช้แรงงานที่ได้รับอานิสงส์ 1,895,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานท้องถิ่น 1,527,000 คน แรงงานต่างชาติ 360,800 คน
ค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอที : เมื่อฐานเงินเดือนได้รับการปรับขึ้นแล้ว ค่าทำงานล่วงเวลาหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าค่าโอที ก็จะปรับเพิ่มตามไปด้วย กฎหมายมาตรฐานแรงงานกำหนดให้ผู้ใช้แรงงานทำงานวันละ 8 ชม. สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง และมีวันหยุดพักสัปดาห์ละ 2 วัน ในจำนวนนี้มี 1 วัน เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำงานล่วงเวลาไม่ได้ ยกเว้นกรณีเกิดภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน อีก 1 วันเป็นวันหยุดพักผ่อนที่ทำงานล่วงเวลาได้ แต่นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาหรือค่าโอทีเพิ่มขึ้น กล่าวคือ การทำงานในวันหยุดพักประจำสัปดาห์ 2 ชั่วโมงแรก จะได้ชั่วโมงละ 159 เหรียญไต้หวัน ชั่วโมงที่ 3 ขึ้นไป ชั่วโมงละ 199 เหรียญไต้หวัน ทำงานทั้งวันหรือ 8 ชั่วโมง จะได้รับ 1,512 เหรียญไต้หวัน กรณีที่ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงละ 159 เหรียญไต้หวัน ชั่วโมงที่ 3-4 ชั่วโมงละ 199 เหรียญไต้หวัน แต่หากเป็นการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ นายจ้างต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มให้ 1 เท่าของค่าจ้างในวันปกติ คือจ่ายเพิ่ม 953 เหรียญไต้หวัน
เหอเพ่ยซาน (ขวา) อดีต รมว. กระทรวงแรงงานประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 4.08% จากปัจจุบัน 27,470 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ เริ่มมีผล 1 ม.ค. 2568 (ภาพจาก udn.com)
เบี้ยประกันภัยแรงงาน : อัตราเบี้ยประกันภัยแรงงานมีกำหนดปรับขึ้นจาก 12% เป็น 12.5% ในจำนวนนี้มี 1% เป็นประกันการว่างงานสำหรับแรงงานท้องถิ่น แรงงานต่างชาติไม่มีประกันการว่างงาน ดังนั้น อัตราเบี้ยประกันสำหรับแรงงานต่างชาติคือ 11.5% หรือ 3,288 เหรียญ ในจำนวนนี้ นายจ้างซึ่งรับผิดชอบ 70% ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแรงงาน 2,301 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน แรงงานรับผิดชอบ 20% หรือ 658 เหรียญต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 54 เหรียญ รัฐบาลจ่ายสมทบให้อีก 10% หรือ 329 เหรียญ/คน/เดือน
เบี้ยประกันสุขภาพ : อัตราเบี้ยประกันเหมือนเดิมคือ 5.17% ในจำนวนนี้นายจ้างรับผิดชอบ 60% หรือ 1,384 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คนต่อเดือน ด้านแรงงานรับผิดชอบ 30% หรือจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเดือนละ 443 เหรียญ เพิ่มจากเดิมเดือนละ 17 เหรียญ ขณะที่รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 10% สรุปแล้ว แรงงานไทยเสียเบี้ยประกันทั้ง 2 รายการเพิ่มขึ้นเดือนละ 71 เหรียญ
การลางาน :
ลากิจ 1 วัน หักค่าจ้าง 953 เหรียญไต้หวัน (1 ปีลาได้ไม่เกิน 14 วัน)
ลาป่วย 1 วัน หักค่าจ้างกึ่งหนึ่ง 467.5 เหรียญไต้หวัน (1 ปีลาได้ไม่เกิน 30 วัน)
วันหยุด :
ตลอดปี 2568 ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันจะมีวันหยุด 116 วัน รวมวันหยุดประจำสัปดาห์ 2 วันและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในจำนวนนี้เป็นวันหยุดติดต่อกัน 3 วันขึ้นไป 6 ครั้ง ได้แก่
วันหยุดตรุษจีน 9 วัน (25 ม.ค.-2 ก.พ. 68) หมายเหตุ : วันที่ 8 ก.พ. ต้องทำงานสลับกับวันที่ 27 ม.ค. 68
วันสันติภาพ (รำลึกเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 28 กุมภา) 3 วัน (28 ก.พ.-2 มี.ค. 68)
เทศกาลเช็งเม้งและวันเด็ก 4 วัน (3-6 เม.ย. 68)
เทศกาลไหว้ขนมจ้าง 3 วัน (30 พ.ค.-1 มิ.ย. 68)
วันไหว้พระจันทร์ 3 วัน (4-6 ต.ค. 68)
วันฉลองวันชาติ 3 วัน (10-12 ต.ค. 68)
ปฏิทิน 12 เดือน พร้อมวันหยุดของไต้หวัน ประจำปี 2568
ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล :
การยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในปีใหม่ จะเริ่มในวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นการยื่นเสียภาษีเงินได้ของปี 2567 หากแรงงานไทยพำนักอยู่ในไต้หวันครบ 183 วัน จะได้รับการยกเว้นและลดหย่อนภาษีตลอดปีเพิ่มเป็น 446,000 เหรียญไต้หวัน หมายความว่า ตลอดทั้งปี ผู้มีรายได้ไม่ถึง 446,000 เหรียญไต้หวัน หรือเฉลี่ยมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 37,167 เหรียญไต้หวัน กรณีที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาหรือโอที แต่หากมีโอทีส่วนที่ไม่เกิน 46 ชั่วโมง ซึ่งเป็นโอทีปลอดภาษีประมาณ 8,000 เหรียญ จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน หากรายได้รวมไม่เกิน 45,000 เหรียญต่อเดือน (รวมค่าโอทีปลอดภาษี) ไม่ต้องเสียภาษี เท่ากับว่าแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ ไม่ต้องเสียภาษีเลย
ในทางปฏิบัติ นายจ้างจะหัก ณ ที่จ่าย 10% ของเงินเดือน สามารถยื่นขอเงินภาษีคืนได้ ขณะที่ยื่นแบบเสียภาษีในเดือนพฤษภาคมปีถัดไป เมื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไปแล้ว 3-4 เดือน จะได้รับคืนทั้งหมด แต่หากว่า มีรายได้เกิน 446,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนที่เกินเรียกว่าเงินได้สุทธิ และเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 590,000 เหรียญ เสียภาษีเงินได้ 5% เงินได้สุทธิเกิน 590,001 เหรียญขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1,330,000 เหรียญ เสียภาษี 12% โดยได้รับการลดหย่อน 41,300 เหรียญ
สำหรับผู้ที่อยู่อยู่เกิน 90 วันแต่ไม่ครบ 183 วันใน 1 ปีภาษี หากในเดือนนั้น มีรายได้ไม่เกิน 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ 42,885/เดือน เสียภาษี ณ ที่จ่าย 6% แต่หากมีรายได้เกิน 42,885/เดือน ในเดือนนั้นจะเสียภาษี 18% โดยไม่ได้รับคืน
2. หน้าหนาว เป็นฤดูที่คนงานไทยเสียชีวิตด้วยโรคใหลตาย/ป่วยเป็นอัมพาตมากที่สุด แนะให้ดูแลสุขภาพด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นและเลี่ยงดื่มสุรา อย่าชะล่าใจ แรงงานไทยบางรายหนาวสั่น แต่ใส่เพียงเสื้อยืดแขนสั้น
อากาศหนาว ประกอบกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตและการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ทำให้แรงงานไทยเสียชีวิตด้วยโรคใหลตาย หรือป่วยเป็นอัมพาตมากขึ้น
ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไต้หวันอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ปัญหาสุขภาพ แรงงานไทยจำนวนมากไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินและการพักผ่อนเท่าไหร่นัก ประกอบกับไม่ค่อยตรวจสุขภาพและดื่มสุราจัด ทำให้เกิดอาการใหลตายและมีโรคเรื้อรัง เช่นโรคความดันโลหิตสูง ตับแข็ง หลอดเลือดตีบและเบาหวานเป็นต้น โดยเฉพาะโรคใหลตาย ถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตแรงงานไทยไปอย่างปริศนาหลายสิบคนในแต่ละปี
อากาศหนาวจัดกะทันหัน ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการป่วยหรือเป็นไข้หวัดได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตและโรคหัวใจ ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงอาการกำเริบ แพทย์เตือนว่า อากาศเย็นลง 1 องศา เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจเฉียบพลันถึง 2% สาเหตุเพราะเลือดหนืดขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น แนะ 7 วิธีดูแลสุขภาพช่วงหน้าหนาวดังนี้ :
ดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าและห่มผ้าห่มที่เหมาะสม
ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ ให้ได้วันละ 2 ลิตร หรืออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว รับประทานอาหารปรุงสุกแล้วให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารรสไม่จัด หลีกเลี่ยงขนมหวาน อาหารที่มีไขมันสูง เพิ่มการรับประทานผักสดและผลไม้สดที่หวานน้อย เนื่องจากมีแร่ธาตุสูง มีวิตามินเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคช่วงหน้าหนาว หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา สูบบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้โรคที่มีอยู่เดิมกำเริบขึ้นได้
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ผลของการออกกำลังกาย จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หัวใจมีความทนทานมากขึ้น
หมั่นตรวจเช็กค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
เมื่อไปหาหมอ ต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด อย่ากินบ้างในบางเวลาที่นึกได้หรือรับยากลับมาทิ้งไว้ไม่กินเลย
จัดการตนเองแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ไม่เครียด ไม่พึ่งสุรา สารเสพติด
พักผ่อนให้เพียงพอ โดยสวมใส่ชุดนอนที่อบอุ่นและห่มผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง