
Sign up to save your podcasts
Or


ธรรมเทศนาออนไลน์
น้ำเหมือนอารมณ์ บางครั้งก็ขุ่น บางครั้งก็ใส บางครั้งก็เกรี้ยวกราด บางครั้งก็ราบเรียบ บางครั้งก็สงบนิ่ง นั่นเป็นเรื่องของคลื่นที่จะมา
เมื่อก่อนเราหวั่นไหวกับมัน ไม่ว่าจะมาแบบไหนเราก็จะหวั่นไหวกับมัน จนเราลืมฝั่ง ลืมที่อยู่ของเราเอง
ณ ปัจจุบันนี้เราได้กลับมาอยู่กับฝั่ง ได้ขึ้นมาจากน้ำกันบ้างแล้ว แต่...แล้วแต่เราจะขึ้นมาระดับไหน
----more----
หลวงพ่อเทียนเคยบอกว่า เวลาเราจมน้ำ..เราจมน้ำระดับไหน บางครั้งเราจมน้ำหรือมันคว่ำ จมน้ำระดับลึก ก็กว่าจะโผล่ขึ้นมาได้ ก็อึดอัด สำลักน้ำ คือหายใจไม่ออก แต่ก็ยังไม่ถึงกับตาย มันเหมือนกับเรา "จมน้ำลึก" ที่เรายังต้องว่ายอยู่ตลอด บางครั้งก็ถูกกระแสน้ำ ถูกคลื่น
อันนี้อุปมานี้เหมือนกับเรา บางทีเมื่อก่อนเราจมไปในอารมณ์ยาว นาน ข้ามวัน ข้ามเดือน ข้ามปี บางทีที่เรามักจมไปเรื่อย ๆ นี่ใน "ระดับน้ำลึก" เวลาเราจมไปใน "อารมณ์ลึก ๆ" มัน "ไม่หายซักที" มันเกิดอยู่นั่นแหละ มันเป็นอยู่นั่นแหละ เวียนแล้ว เวียนซ้ำ เวียนซาก "ไม่ค่อย
ถ้าจมใน"ระดับน้ำตื้น" ๆ หน่อย เวลามันจมไปปุ๊บ มันจมในอารมณ์ สักพักมันก็โผล่ขึ้นมาหายใจได้ ภาวะอารมณ์เหล่านั้นมันก็สลายหายไปได้เร็ว ไม่อยู่กับเรานาน แต่ยังจมอยู่นะ เพราะว่า "ขายังหยั่งไม่ถึง" "ตีนยังหยั่งไม่ถึง" อยู่ เวลาโดนมันซัดมันเซเข้ามาแต่ละทีแล้วเนี่ย เหมือนเราเห็นว่า บางครั้งบางช่วงเรามีอารมณ์โกรธนะ เกลียดนะ ขัดเคืองนะ คับแค้นนะ แต่ "มันหายไวขึ้น" มันเปลี่ยนแปลงได้ไวขี้น นี่ใน "ระดับน้ำตื้น" พอจมไปแล้วถึงพื้น แล้วก็ดันขึ้นมาได้ ยันขึ้นมาได้ นี่คือระดับนี้ เป็นระดับที่ทำให้เรารู้สึกกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่มันเปลี่ยนแปลงไปกับเราเร็วขึ้น ไม่เหมือนเก่า
ถ้าขึ้นไปอีกหน่อยนึง คือ "ระดับแค่คอ" บางทีมันก็สำลักน้ำ คือ สำลักอารมณ์บ้าง แต่ว่าตั้งตัวได้ไว อาจจะโดนเซไปบ้าง นิด ๆ
ขยับขี้นมาอีก ขึ้นมาถึง "แค่เอว" อันนี้ก็แม้แต่มีอารมณ์มากระแทกกระเทือนบ้าง แต่ว่าไม่โอนเอน เอียงไปกับมันมากนัก "ตั้งมั่นได้ระดับนึง" แต่ยังมีแรงกระทบอยู่ ยังมีคลื่นกระทบอยู่เสมอ ๆ แต่ก็ยังพอประคองตัวเองได้ นอกจากคลื่นแรง ๆ ก็เซนิดหน่อย แต่ "ประคองได้เร็ว ตั้งตัวเองได้เร็ว" เหมือนคนที่เจอภาวะวิกฤติของชีวิตที่เกิดขึ้นมา แต่กลับลุกขึ้นมาตั้งตัวเองได้เร็วขึ้นกว่าเก่า ไม่เหมือนระดับแรก ๆ ที่เราไม่ได้ฝึก
พอขี้นมาถึงระดับมันตื้นถึง "ตาตุ่ม" บ้าง ถึง "เข่า" บ้าง มันก็แค่รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างมากระทบเฉยๆ แต่"จิตใจไม่ได้หวั่นไหว" ไปกับอะไร
จนกว่าเรา "ขี้นถึงฝั่ง" โอเคเรานั่งดูมัน ความรู้สึกแค่นั่งดูมัน เราไม่ได้เปียกน้ำ ไม่ได้นั่นแล้ว "นั่งดูอารมณ์" มันมากระทบกับจิตใจเรา
แต่ที่เราฝึกรู้สั้น ๆ สั้นๆ เนี่ย จะอยู่ระดับของเอว ของแข้ง ของตาตุ่มเพราะว่ามันจะทำให้อารมณ์มันโผล่ขึ้น มันไหลผ่านเราได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ติด ไม่จมนาน เพียงแต่มาแล้วก็ผ่านไป มาแล้วก็ผ่านไป
จึงใช้อุบายให้การฝึกว่าให้มันรู้สั้น ๆไ ว้ เพื่อจะทำให้มันหลุดไปจากจิตจากใจ ผ่านจากจิตจากใจไปได้ไวขึ้น มันจะได้ไม่เอนเอียง เหมือนเก่า นี่คือระดับการเปลี่ยน เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ของมัน ทำให้จิตมันได้อารมณ์นี้บ่อย ๆ รู้สึกสั้น ๆ ทีละขณะ ๆ
จะเห็นว่าทุกสรรพสิ่งมันเกิดไวมาก ผ่านไวมาก ดับไวมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เราไม่มีภาวะของอารมณ์สั้น ๆ มันจะยืดเยื้อและยาวนาน ข้ามวัน ข้ามเดือน ข้ามปีไป เจ็บซ้ำเจ็บซาก แต่ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ อาการพวกนี้ไม่ได้มีความแตกต่าง จะเจ็บกี่ที ๆ ก็เหมือนเดิม เหมือนไฟจะเกิดกี่ทีๆ ก็เหมือนเดิมเหมือนกันแหละ เพียงแต่เราจะรู้จักบริหารจัดการมันอย่างไร
เลยว่าให้เราฝึกฝนอารมณ์นี้ อารมณ์รู้สั้น ๆ ในใจ กับทุกสิ่งที่มันส่งมาเป็นคลื่น ทีละขณะ ๆ สัมผัสให้มันได้บ่อย ๆ แล้วเรา เราจะรู้ว่าจิต
ระดับยังว่ายน้ำอยู่ ตีนยังหยั่งไม่ถึง
เมื่อขึ้นมาถึงฝั่งแล้ว ถ้าเรารู้อยู่กับการรับรู้สังเกตเห็นเรื่อย ๆ ต่อไปเราจะสังเกตว่าอุปมาเหมือน
ถึงเวลาไม่สนใจทั้งทะเล ไม่สนใจทั้งฝั่ง ก็กลับบ้านได้
ถึงเวลาฉันก็อยู่กับตัวฉันเอง ด้วยความเป็นอิสระ แล้วก็เบิกบานได้เรื่อย ๆ ท่ามกลางพายุอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละ
ก็เลยอยากให้เราได้อารมณ์ตัวนี้กันให้มาก
เมื่อกี้อาตมาฟัง ก็จะเห็น เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ๆ ขณะหนึ่งที่เขาพูด และ ในเวลาเดียวกัน มีขณะหนึ่งในใจเราอยากให้ทำอย่างนี้ ๆ ๆ
ในเวลาเดียวกันเราจะเห็นขณะหนึ่งทั้งข้างนอกและขณะหนึ่งข้างในที่มันส่งคลื่นมากระทบกับเรา แต่เราก็ไม่หวั่นไหว อยู่กับหลักของเราไปเรื่อย ๆ
งั้นอุปมาอันนี้ ก็ขอให้เราพยายามฝึกฝนกันให้มากขึ้นในการที่จะสัมผัสทุกสรรพสิ่งแบบสั้น ๆ แบบที่มันเป็นจริง ๆ แค่ขณะเดียว
ไม่งั้นเรามักเกิน ที่มักเกินก็คือเจ้าตัวสังขาร ในบรรดาทั้งหมด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตัวเกินก็คือตัวสังขารนั่นแหละ
ก็เห็นมันบ่อย ๆ แล้วรู้สึกมันสั้น ๆ บ่อย ๆ จะทำให้เราขยับตัวเองขึ้นมาจากการที่เราเคยไปลงลึก ขึ้นมาอยู่ตื้น ๆ หน่อย บ่อย ๆ เข้า จนกว่าเราจะปลอดภัย
ขอให้ข้อคิดในเช้านี้เพียงเท่านี้นะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ช่องทางอื่นๆในการรับสื่อธรรมะ
YouTube, FaceBook พระอาจารย์กระสินธุ์
Podcast : รู้ขณะเดียว
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ติดตามรับฟัง..สาธุ
By พระอาจารย์กระสินธุ์ อนุภัทโทธรรมเทศนาออนไลน์
น้ำเหมือนอารมณ์ บางครั้งก็ขุ่น บางครั้งก็ใส บางครั้งก็เกรี้ยวกราด บางครั้งก็ราบเรียบ บางครั้งก็สงบนิ่ง นั่นเป็นเรื่องของคลื่นที่จะมา
เมื่อก่อนเราหวั่นไหวกับมัน ไม่ว่าจะมาแบบไหนเราก็จะหวั่นไหวกับมัน จนเราลืมฝั่ง ลืมที่อยู่ของเราเอง
ณ ปัจจุบันนี้เราได้กลับมาอยู่กับฝั่ง ได้ขึ้นมาจากน้ำกันบ้างแล้ว แต่...แล้วแต่เราจะขึ้นมาระดับไหน
----more----
หลวงพ่อเทียนเคยบอกว่า เวลาเราจมน้ำ..เราจมน้ำระดับไหน บางครั้งเราจมน้ำหรือมันคว่ำ จมน้ำระดับลึก ก็กว่าจะโผล่ขึ้นมาได้ ก็อึดอัด สำลักน้ำ คือหายใจไม่ออก แต่ก็ยังไม่ถึงกับตาย มันเหมือนกับเรา "จมน้ำลึก" ที่เรายังต้องว่ายอยู่ตลอด บางครั้งก็ถูกกระแสน้ำ ถูกคลื่น
อันนี้อุปมานี้เหมือนกับเรา บางทีเมื่อก่อนเราจมไปในอารมณ์ยาว นาน ข้ามวัน ข้ามเดือน ข้ามปี บางทีที่เรามักจมไปเรื่อย ๆ นี่ใน "ระดับน้ำลึก" เวลาเราจมไปใน "อารมณ์ลึก ๆ" มัน "ไม่หายซักที" มันเกิดอยู่นั่นแหละ มันเป็นอยู่นั่นแหละ เวียนแล้ว เวียนซ้ำ เวียนซาก "ไม่ค่อย
ถ้าจมใน"ระดับน้ำตื้น" ๆ หน่อย เวลามันจมไปปุ๊บ มันจมในอารมณ์ สักพักมันก็โผล่ขึ้นมาหายใจได้ ภาวะอารมณ์เหล่านั้นมันก็สลายหายไปได้เร็ว ไม่อยู่กับเรานาน แต่ยังจมอยู่นะ เพราะว่า "ขายังหยั่งไม่ถึง" "ตีนยังหยั่งไม่ถึง" อยู่ เวลาโดนมันซัดมันเซเข้ามาแต่ละทีแล้วเนี่ย เหมือนเราเห็นว่า บางครั้งบางช่วงเรามีอารมณ์โกรธนะ เกลียดนะ ขัดเคืองนะ คับแค้นนะ แต่ "มันหายไวขึ้น" มันเปลี่ยนแปลงได้ไวขี้น นี่ใน "ระดับน้ำตื้น" พอจมไปแล้วถึงพื้น แล้วก็ดันขึ้นมาได้ ยันขึ้นมาได้ นี่คือระดับนี้ เป็นระดับที่ทำให้เรารู้สึกกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่มันเปลี่ยนแปลงไปกับเราเร็วขึ้น ไม่เหมือนเก่า
ถ้าขึ้นไปอีกหน่อยนึง คือ "ระดับแค่คอ" บางทีมันก็สำลักน้ำ คือ สำลักอารมณ์บ้าง แต่ว่าตั้งตัวได้ไว อาจจะโดนเซไปบ้าง นิด ๆ
ขยับขี้นมาอีก ขึ้นมาถึง "แค่เอว" อันนี้ก็แม้แต่มีอารมณ์มากระแทกกระเทือนบ้าง แต่ว่าไม่โอนเอน เอียงไปกับมันมากนัก "ตั้งมั่นได้ระดับนึง" แต่ยังมีแรงกระทบอยู่ ยังมีคลื่นกระทบอยู่เสมอ ๆ แต่ก็ยังพอประคองตัวเองได้ นอกจากคลื่นแรง ๆ ก็เซนิดหน่อย แต่ "ประคองได้เร็ว ตั้งตัวเองได้เร็ว" เหมือนคนที่เจอภาวะวิกฤติของชีวิตที่เกิดขึ้นมา แต่กลับลุกขึ้นมาตั้งตัวเองได้เร็วขึ้นกว่าเก่า ไม่เหมือนระดับแรก ๆ ที่เราไม่ได้ฝึก
พอขี้นมาถึงระดับมันตื้นถึง "ตาตุ่ม" บ้าง ถึง "เข่า" บ้าง มันก็แค่รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างมากระทบเฉยๆ แต่"จิตใจไม่ได้หวั่นไหว" ไปกับอะไร
จนกว่าเรา "ขี้นถึงฝั่ง" โอเคเรานั่งดูมัน ความรู้สึกแค่นั่งดูมัน เราไม่ได้เปียกน้ำ ไม่ได้นั่นแล้ว "นั่งดูอารมณ์" มันมากระทบกับจิตใจเรา
แต่ที่เราฝึกรู้สั้น ๆ สั้นๆ เนี่ย จะอยู่ระดับของเอว ของแข้ง ของตาตุ่มเพราะว่ามันจะทำให้อารมณ์มันโผล่ขึ้น มันไหลผ่านเราได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ติด ไม่จมนาน เพียงแต่มาแล้วก็ผ่านไป มาแล้วก็ผ่านไป
จึงใช้อุบายให้การฝึกว่าให้มันรู้สั้น ๆไ ว้ เพื่อจะทำให้มันหลุดไปจากจิตจากใจ ผ่านจากจิตจากใจไปได้ไวขึ้น มันจะได้ไม่เอนเอียง เหมือนเก่า นี่คือระดับการเปลี่ยน เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ของมัน ทำให้จิตมันได้อารมณ์นี้บ่อย ๆ รู้สึกสั้น ๆ ทีละขณะ ๆ
จะเห็นว่าทุกสรรพสิ่งมันเกิดไวมาก ผ่านไวมาก ดับไวมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เราไม่มีภาวะของอารมณ์สั้น ๆ มันจะยืดเยื้อและยาวนาน ข้ามวัน ข้ามเดือน ข้ามปีไป เจ็บซ้ำเจ็บซาก แต่ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ อาการพวกนี้ไม่ได้มีความแตกต่าง จะเจ็บกี่ที ๆ ก็เหมือนเดิม เหมือนไฟจะเกิดกี่ทีๆ ก็เหมือนเดิมเหมือนกันแหละ เพียงแต่เราจะรู้จักบริหารจัดการมันอย่างไร
เลยว่าให้เราฝึกฝนอารมณ์นี้ อารมณ์รู้สั้น ๆ ในใจ กับทุกสิ่งที่มันส่งมาเป็นคลื่น ทีละขณะ ๆ สัมผัสให้มันได้บ่อย ๆ แล้วเรา เราจะรู้ว่าจิต
ระดับยังว่ายน้ำอยู่ ตีนยังหยั่งไม่ถึง
เมื่อขึ้นมาถึงฝั่งแล้ว ถ้าเรารู้อยู่กับการรับรู้สังเกตเห็นเรื่อย ๆ ต่อไปเราจะสังเกตว่าอุปมาเหมือน
ถึงเวลาไม่สนใจทั้งทะเล ไม่สนใจทั้งฝั่ง ก็กลับบ้านได้
ถึงเวลาฉันก็อยู่กับตัวฉันเอง ด้วยความเป็นอิสระ แล้วก็เบิกบานได้เรื่อย ๆ ท่ามกลางพายุอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละ
ก็เลยอยากให้เราได้อารมณ์ตัวนี้กันให้มาก
เมื่อกี้อาตมาฟัง ก็จะเห็น เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ๆ ขณะหนึ่งที่เขาพูด และ ในเวลาเดียวกัน มีขณะหนึ่งในใจเราอยากให้ทำอย่างนี้ ๆ ๆ
ในเวลาเดียวกันเราจะเห็นขณะหนึ่งทั้งข้างนอกและขณะหนึ่งข้างในที่มันส่งคลื่นมากระทบกับเรา แต่เราก็ไม่หวั่นไหว อยู่กับหลักของเราไปเรื่อย ๆ
งั้นอุปมาอันนี้ ก็ขอให้เราพยายามฝึกฝนกันให้มากขึ้นในการที่จะสัมผัสทุกสรรพสิ่งแบบสั้น ๆ แบบที่มันเป็นจริง ๆ แค่ขณะเดียว
ไม่งั้นเรามักเกิน ที่มักเกินก็คือเจ้าตัวสังขาร ในบรรดาทั้งหมด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตัวเกินก็คือตัวสังขารนั่นแหละ
ก็เห็นมันบ่อย ๆ แล้วรู้สึกมันสั้น ๆ บ่อย ๆ จะทำให้เราขยับตัวเองขึ้นมาจากการที่เราเคยไปลงลึก ขึ้นมาอยู่ตื้น ๆ หน่อย บ่อย ๆ เข้า จนกว่าเราจะปลอดภัย
ขอให้ข้อคิดในเช้านี้เพียงเท่านี้นะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ช่องทางอื่นๆในการรับสื่อธรรมะ
YouTube, FaceBook พระอาจารย์กระสินธุ์
Podcast : รู้ขณะเดียว
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ติดตามรับฟัง..สาธุ