
Sign up to save your podcasts
Or
คอร์สอานาปานสติ วันที่ 19-22 มิ.ย. 68 ณ วัดบุปผาราม กทม. โดย พระกิตติวิมลเมธี (พระอาจารย์สุชีพ สุธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบุปผาราม วรวิหาร
ชาคริยํ อนุยุตฺโต โหติ คือการประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าปฏิบัติแล้วไม่ผิด ความหมายที่แท้จริงมันคือการปรับระบบชีวิตของเราในชีวิตจริงทั้งชีวิตที่มันมีอยู่จากนี้ไป
ชีวิตของเราที่มันก่อตัวขึ้นมาเป็นชีวิต เราเรียกว่า “เกิด” มันสิ้นสุดอยู่ที่คําว่า “ตาย” จากเกิดยันตาย เส้นทางสั้นนิดเดียว ด้วยเวลาอันน้อยนิดนั้นนะ อวิชชามันหลอกให้เกิดเป็นความหลงเข้าไปสู่ความปรุงแต่งในแต่ละเรื่องแต่ละอย่าง แล้วก็ตกผลึกมาเป็นความรู้ นอกจากเราหลงเข้าไปปรุงแล้วเราหลงเข้าไปจําในความรู้นั้น แล้วก็เชื่อเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็เดินทางอยู่กับความเชื่อความจําความรู้นั้นจนตายไป ถ้าเราเกิดมาใหม่ มันก็เป็นอีหรอบเดิม
คือ จิตที่เป็นธาตุรู้ อวิชชาคือความไม่รู้ มันก็ให้ศึกษาเรื่องราว แล้วก็พาให้หลงเข้าไปสู่การปรุง ปรุงมันขึ้นมา มีชื่อบัญญัติเรียกต่างๆนานา ตกมาเป็นความรู้ แล้วเราก็จําความรู้นั้นไว้จนเราเชื่อ เราเชื่อว่ามันเป็นเรา มันเป็นของเรา มันเป็นสิ่งนั้น มันเป็นสิ่งนี้ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนี้ และเราอยู่กับความเชื่อพวกนี้จนตลอดชีวิต เราเคลื่อนไหวดีดดิ้นชีวิตนี้ไปตามความรู้ความจําความเชื่อ ที่อวิชชาหลอกให้เราหลงเข้าไปปรุงแต่ง สร้างขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว เราจึงพอก่อตัวขึ้นมาเป็นชีวิต มันจึงเหมือนกับการถูกแช่แข็งไว้ในจินตนาการ ไม่มีอิสระไม่มีเสรี ตัวจิตธาตุดั้งเดิมเหมือนกับถูกขังไว้ในโลกแห่งการปรุงแต่งนั้น แล้วก็หลง
ในบริบทของชีวิตของเราไม่มีอะไรแตกต่าง เหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าจึงมองเห็นภาพนี้ ท่านจึงบอกว่าทุกอย่างมันเป็นแค่สิ่งสมมติ เรื่องสมมติ สมมติจากอะไรเป็นผู้สมมติ? จากอวิชชาและโมหะมันห่อจิตของเราให้หลงเข้าไป แล้วก็ปรุงขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว ตกมาเป็นความรู้ แล้วเราก็หลงกับมัน แม้นกระทั่งว่าเจอพระพุทธเจ้าแล้ว ในทางศาสนาเองในการปฏิบัติเองมันยังหลงกันเลย มันก็ยังหลงเป็นเรื่องเป็นราว เพราะว่าตัวอวิชชามันอยู่เหนือทุกอย่าง เหนือทุกอย่างของสิ่งสมมติ เหนือทุกอย่างของความหลง เหนือทุกอย่างของเรื่องราว เหนือทุกอย่างของความรู้ ความจําและความเชื่อ มันอยู่เหนือทั้งหมด
พอมันหลงเข้าไปแล้วมันก็ให้เกิดยึดมั่นถือมั่น เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ยึดมั่นถือมั่นในรูป ยึดมั่นถือมั่นในเวทนา ยึดมั่นถือมั่นในในรูปกาย ยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึก ยึดมั่นถือมั่นในความจํา ยึดมั่นถือมั่นในความคิด ยึดมั่นถือมั่นในความรู้ ยึดอยู่อย่างนั้น ยึดอย่างไร? ยึดว่ารูปกายนี้ของเรา ความรู้สึกที่เกิดภายในนั้นเป็นของเรา ความจําที่มีอยู่นั้นเป็นของเรา ความคิดที่เกิดแต่ละขณะนั้นก็คือเป็นเรา ความรู้ที่มันรู้สึกตัวอยู่ที่มันเกิดเคลื่อนไหวอยู่ก็เป็นเรา นั่นเรียกว่าเกิดอุปาทานมันยึด จากอวิชชาที่มันสร้างขึ้นมาสมมติขึ้นมา ในสายตาพระพุทธเจ้าพอตรัสรู้ ท่านจึงมองเห็นแค่ทั้งหมดนั้นน่ะคือสิ่งที่ถูกสมมติขึ้นมา เราก็เหมือนกับถูกขังถูกแช่แข็งอยู่ในโลกของจินตนาการ ไม่มีอะไร สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว นี้คือสภาพชีวิตในทั้งสังสารวัฏที่มันเวียนว่ายตายเกิด แต่ละภพแต่ละชาติเป็นแบบนี้
ท่านบอกว่า ชาคริยํ อนุยุตฺโต โหติ ให้ประกอบความเพียรเพื่อความตื่น ตื่นในที่นี้หมายความว่า มันจะต้องลงไปที่ต้นเงื่อนของสิ่งทั้งหมด เรื่องราวทั้งหมดก็คือ อวิชชา แล้วตื่นอย่างไร ท่านบอกว่าให้มันตื่นด้วยการที่ไม่หลงไปกับสิ่งที่เห็น ไม่หลงไปกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่หลงไปกับ สิ่งที่ได้ดม ไม่หลงไปกับสิ่งที่ได้ลิ้มรส ไม่หลงไปกับผัสสะ ไม่หลงไปกับความรู้ ไม่หลงไปกับสิ่งที่รู้ ด้วยวิธีการที่เข้าไปถึงจิตตัวในสุด ด้วยตัวรู้ที่อยู่ข้างในสุดของชีวิต แล้วนิ่งไว้ เข้าไปถึงตรงนั้นแล้วก็นิ่งไว้ อย่าให้มันไปกวัดแกว่งด้วยอํานาจของอวิชชา ตรงนั้นแหละเรียกว่าตื่น ด้วยหลักและวิธีการที่ท่านบอกว่า เมื่อนิ่งแล้วมันมีสติรู้สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ รู้สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่คืออาการของกาย อาการของกายก็คือร่างกายนี้ที่มันขยับเคลื่อนไหว จนจิตตัวที่นิ่งอยู่มันรู้สึกได้ด้วยตัวของมันเอง อันมีสิ่งที่เข้าไปรู้สึก ท่านสมมติชื่อเรียกว่าสติ ที่มันระลึกเข้าไปในสิ่งที่เคลื่อนไหว แล้วตัวรู้ที่คลออยู่จากการระลึกที่เรียกว่าสัมปชัญญะนี่ท่านก็สมมติขึ้นมา เพื่อเป็นสื่อสําหรับที่จะให้เราเข้าไปถึงตัวในของชีวิต
#พระกิตติวิมลเมธี #วัดบุปผาราม #อานาปานสติ #สติปัฏฐาน #ปฏิบัติธรรม #สมาธิ #สมาธิภาวนา #นั่งสมาธิ #วิปัสสนา #วิปัสสนากรรมฐาน
#ปัญญา #ธรรมะในชีวิตประจำวัน #ธรรมะ #พระธรรมเทศนา #พุทธศาสนา #คำสอน #ความตั้งมั่น #จิตตสังขาร
คอร์สอานาปานสติ วันที่ 19-22 มิ.ย. 68 ณ วัดบุปผาราม กทม. โดย พระกิตติวิมลเมธี (พระอาจารย์สุชีพ สุธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบุปผาราม วรวิหาร
ชาคริยํ อนุยุตฺโต โหติ คือการประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าปฏิบัติแล้วไม่ผิด ความหมายที่แท้จริงมันคือการปรับระบบชีวิตของเราในชีวิตจริงทั้งชีวิตที่มันมีอยู่จากนี้ไป
ชีวิตของเราที่มันก่อตัวขึ้นมาเป็นชีวิต เราเรียกว่า “เกิด” มันสิ้นสุดอยู่ที่คําว่า “ตาย” จากเกิดยันตาย เส้นทางสั้นนิดเดียว ด้วยเวลาอันน้อยนิดนั้นนะ อวิชชามันหลอกให้เกิดเป็นความหลงเข้าไปสู่ความปรุงแต่งในแต่ละเรื่องแต่ละอย่าง แล้วก็ตกผลึกมาเป็นความรู้ นอกจากเราหลงเข้าไปปรุงแล้วเราหลงเข้าไปจําในความรู้นั้น แล้วก็เชื่อเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็เดินทางอยู่กับความเชื่อความจําความรู้นั้นจนตายไป ถ้าเราเกิดมาใหม่ มันก็เป็นอีหรอบเดิม
คือ จิตที่เป็นธาตุรู้ อวิชชาคือความไม่รู้ มันก็ให้ศึกษาเรื่องราว แล้วก็พาให้หลงเข้าไปสู่การปรุง ปรุงมันขึ้นมา มีชื่อบัญญัติเรียกต่างๆนานา ตกมาเป็นความรู้ แล้วเราก็จําความรู้นั้นไว้จนเราเชื่อ เราเชื่อว่ามันเป็นเรา มันเป็นของเรา มันเป็นสิ่งนั้น มันเป็นสิ่งนี้ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนี้ และเราอยู่กับความเชื่อพวกนี้จนตลอดชีวิต เราเคลื่อนไหวดีดดิ้นชีวิตนี้ไปตามความรู้ความจําความเชื่อ ที่อวิชชาหลอกให้เราหลงเข้าไปปรุงแต่ง สร้างขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว เราจึงพอก่อตัวขึ้นมาเป็นชีวิต มันจึงเหมือนกับการถูกแช่แข็งไว้ในจินตนาการ ไม่มีอิสระไม่มีเสรี ตัวจิตธาตุดั้งเดิมเหมือนกับถูกขังไว้ในโลกแห่งการปรุงแต่งนั้น แล้วก็หลง
ในบริบทของชีวิตของเราไม่มีอะไรแตกต่าง เหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าจึงมองเห็นภาพนี้ ท่านจึงบอกว่าทุกอย่างมันเป็นแค่สิ่งสมมติ เรื่องสมมติ สมมติจากอะไรเป็นผู้สมมติ? จากอวิชชาและโมหะมันห่อจิตของเราให้หลงเข้าไป แล้วก็ปรุงขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว ตกมาเป็นความรู้ แล้วเราก็หลงกับมัน แม้นกระทั่งว่าเจอพระพุทธเจ้าแล้ว ในทางศาสนาเองในการปฏิบัติเองมันยังหลงกันเลย มันก็ยังหลงเป็นเรื่องเป็นราว เพราะว่าตัวอวิชชามันอยู่เหนือทุกอย่าง เหนือทุกอย่างของสิ่งสมมติ เหนือทุกอย่างของความหลง เหนือทุกอย่างของเรื่องราว เหนือทุกอย่างของความรู้ ความจําและความเชื่อ มันอยู่เหนือทั้งหมด
พอมันหลงเข้าไปแล้วมันก็ให้เกิดยึดมั่นถือมั่น เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ยึดมั่นถือมั่นในรูป ยึดมั่นถือมั่นในเวทนา ยึดมั่นถือมั่นในในรูปกาย ยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึก ยึดมั่นถือมั่นในความจํา ยึดมั่นถือมั่นในความคิด ยึดมั่นถือมั่นในความรู้ ยึดอยู่อย่างนั้น ยึดอย่างไร? ยึดว่ารูปกายนี้ของเรา ความรู้สึกที่เกิดภายในนั้นเป็นของเรา ความจําที่มีอยู่นั้นเป็นของเรา ความคิดที่เกิดแต่ละขณะนั้นก็คือเป็นเรา ความรู้ที่มันรู้สึกตัวอยู่ที่มันเกิดเคลื่อนไหวอยู่ก็เป็นเรา นั่นเรียกว่าเกิดอุปาทานมันยึด จากอวิชชาที่มันสร้างขึ้นมาสมมติขึ้นมา ในสายตาพระพุทธเจ้าพอตรัสรู้ ท่านจึงมองเห็นแค่ทั้งหมดนั้นน่ะคือสิ่งที่ถูกสมมติขึ้นมา เราก็เหมือนกับถูกขังถูกแช่แข็งอยู่ในโลกของจินตนาการ ไม่มีอะไร สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว นี้คือสภาพชีวิตในทั้งสังสารวัฏที่มันเวียนว่ายตายเกิด แต่ละภพแต่ละชาติเป็นแบบนี้
ท่านบอกว่า ชาคริยํ อนุยุตฺโต โหติ ให้ประกอบความเพียรเพื่อความตื่น ตื่นในที่นี้หมายความว่า มันจะต้องลงไปที่ต้นเงื่อนของสิ่งทั้งหมด เรื่องราวทั้งหมดก็คือ อวิชชา แล้วตื่นอย่างไร ท่านบอกว่าให้มันตื่นด้วยการที่ไม่หลงไปกับสิ่งที่เห็น ไม่หลงไปกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่หลงไปกับ สิ่งที่ได้ดม ไม่หลงไปกับสิ่งที่ได้ลิ้มรส ไม่หลงไปกับผัสสะ ไม่หลงไปกับความรู้ ไม่หลงไปกับสิ่งที่รู้ ด้วยวิธีการที่เข้าไปถึงจิตตัวในสุด ด้วยตัวรู้ที่อยู่ข้างในสุดของชีวิต แล้วนิ่งไว้ เข้าไปถึงตรงนั้นแล้วก็นิ่งไว้ อย่าให้มันไปกวัดแกว่งด้วยอํานาจของอวิชชา ตรงนั้นแหละเรียกว่าตื่น ด้วยหลักและวิธีการที่ท่านบอกว่า เมื่อนิ่งแล้วมันมีสติรู้สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ รู้สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่คืออาการของกาย อาการของกายก็คือร่างกายนี้ที่มันขยับเคลื่อนไหว จนจิตตัวที่นิ่งอยู่มันรู้สึกได้ด้วยตัวของมันเอง อันมีสิ่งที่เข้าไปรู้สึก ท่านสมมติชื่อเรียกว่าสติ ที่มันระลึกเข้าไปในสิ่งที่เคลื่อนไหว แล้วตัวรู้ที่คลออยู่จากการระลึกที่เรียกว่าสัมปชัญญะนี่ท่านก็สมมติขึ้นมา เพื่อเป็นสื่อสําหรับที่จะให้เราเข้าไปถึงตัวในของชีวิต
#พระกิตติวิมลเมธี #วัดบุปผาราม #อานาปานสติ #สติปัฏฐาน #ปฏิบัติธรรม #สมาธิ #สมาธิภาวนา #นั่งสมาธิ #วิปัสสนา #วิปัสสนากรรมฐาน
#ปัญญา #ธรรมะในชีวิตประจำวัน #ธรรมะ #พระธรรมเทศนา #พุทธศาสนา #คำสอน #ความตั้งมั่น #จิตตสังขาร