อย่างมันปวด มันเมื่อย ก่อนปวดก็ไม่ใช่ หลังปวดก็ไม่ใช่ กำลังปวดอยู่เนี่ย หรือ กำลังเมื่อยอยู่เนี่ย ดูซิว่าใจเรามันดิ้นไปที่ไหน มันอยู่กับความรู้สึกได้มั้ย อยู่กับความรู้สึกตัวได้มั้ย มันสนใจกายไหว ใจรู้ได้มั้ย ที่กายไหว กายกระทบ ที่มีอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวมันลืม มันทิ้งไปอยู่กับความรู้สึกอึดอัดขัดเคือง อยากให้หาย อยากให้สบาย อยากให้โล่ง อยากให้โปร่ง ...ถ้ามันทิ้งภาวะความรู้สึกตัว ทิ้งกายไหว ใจรู้ ไปอยู่กับภาวะโล่ง โปร่ง สบาย มันก็ติดอีกน่ะแหละ คอยจะแก้ไข ปรับปรุง ให้มันโล่ง ให้มันโปร่ง สบาย พอวันใดวันหนึ่งมันแก้ไข ปรับปรุงไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็จะอึดอัดจนตาย ไม่ต้องไปยุ่งกับสภาวะทั้งหลาย ทั้งที่มันดี ดีในที่นี้คือความถูกใจเรา ความเป็นจริงมันไม่มีดีหรอก ที่เราชอบใจ ถูกใจ เราก็จะว่ามันดี ที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ เราก็ว่ามันไม่ดี เวลาเราภาวนา เราต้องเผชิญความจริง อย่าไปกลอกกลิ้ง หลบเลี่ยง เอาแต่ความชอบใจของตนเอง ไม่ได้หรอก มันก็ทำไป ยิ่งสร้างกิเลสให้เจ้าของอยู่นั่นแหละ มันไม่ได้ทำไปแล้วขูดกิเลสออก ยิ่งปฏิบัติไป ยิ่งสร้างกิเลสใส่เจ้าของเรื่อยๆ ชอบใจอะไรก็จะเอา ไม่ชอบใจอะไรก็จะปฏิเสธ ไม่ได้ศึกษาเลย ..จะชอบใจก็ช่าง ไม่ชอบใจก็ช่าง อย่าทิ้งหลัก การปฏิบัติธรรมมันเป็นการชิงไหว ชิงพริบกันในปัจจุบันขณะนี้แหละ ...เรื่องที่กำลังเกิดขึ้น วางจิต วางใจอย่างไรกับมัน วางใจไว้กับความรู้สึกตัวได้มั้ย
...ถ้ามันทนสภาพความเป็นจริงไม่ได้ ไม่มีทางก้าวหน้า ทนในนีที้คือ ทนทำความรู้สึกตัวไป ไม่ใช่ทนเพื่อไปกำจัดให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เกิดก็เกิดไป เราก็ทำของเราไป เดี๋ยวมันจะละที่ความรู้สึก มันไม่ได้ละด้วยการคิดได้ ละด้วยการฟังได้ ละด้วยการอ่านได้ พวกนี้มันละไม่ได้หรอก ละด้วยความรู้จากการอ่าน จากการฟัง การคิดน่ะ มันก็กลั่นมาเป็นความคิดละ แล้วเราก็ละไม่ได้อยู่ดี ก็ติดอยู่ในความคิด เราต้องละความคิด ก็ไม่รู้จักละความคิดอีก แต่ถ้ากลับมารู้สึกตัว มันจะละ ไม่ยุ่ง เพราะมันไม่เกี่ยวกับความคิด อยู่กับกายไหว กายกระทบ แต่ละขณะที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ธรรมะบรรยายโดย พระอาจารย์กระสินธุ์ อนุภัทโท