
Sign up to save your podcasts
Or


ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2565
1. แก้ปัญหาแรงงานต่างชาติถูกเอาเปรียบ กระทรวงแรงงานเตรียมให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวที่สนามบิน สำหรับแรงงานต่างชาติที่เดินทางมาใหม่ เริ่มปีหน้า ทดลองกับแรงงานต่างชาติในครัวเรือนก่อน
สืบเนื่องจากแรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการสื่อสาร ไม่ทราบระเบียบกฎหมายและสิทธิประโยชน์ของตน รวมทั้งช่องทางในการร้องทุกข์ และระหว่างรอการตรวจโรคถูกบริษัทรับส่งพาไปพักยังหอพักที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มักจะเกิดปัญหาหลังจากที่เข้าทำงานแล้ว เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้แรงงานต่างชาติที่มาใหม่เข้าใจระเบียบกฎหมายและสิทธิประโยชน์ของตน รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการจัดทำเอกสารสำคัญ อาทิ ยื่นขอใบอนุญาตทำงาน ใบถิ่นที่อยู่ การตรวจโรค การเข้ากองทุนประกันภัยแรงงานและกองทุนประกันสุขภาพเป็นต้น ให้เสร็จสิ้นในครั้งเดียว กระทรวงแรงงานเตรียมเปิดให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) แก่แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาใหม่ โดยใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ระหว่างนี้ ถือว่าอยู่ในช่วงทำงาน นายจ้างเริ่มจ่ายค่าจ้าง หลังจากนั้น จึงอนุญาตให้นายจ้างรับไปยังสถานที่ทำงานต่อไป
เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน หลังรับสัมภาระแล้ว พาแรงงานต่างชาติไปผ่านด่านศุลกากร
นายซูอวี้กั๋ว ผอ. สนง. บริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงานคนใหม่กล่าวว่า ปัจจุบัน แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาใหม่ ขณะเดินทางถึงท่าอากาศยานไต้หวัน จะได้รับแจกคู่มือแรงงานต่างชาติและพาเข้ารับการอบรมระเบียบกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่พึงรู้เป็นเวลา 30 นาที ซึ่งไม่เพียงพอ ประกอบกับนายจ้างต้องยื่นขอใบอนุญาตทำงาน ใบถิ่นที่อยู่ สมัครเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ประกันสุขภาพและต้องพาไปตรวจโรคภายใน 3 วันนับจากวันที่เดินทางมาถึง ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงวางแผนให้การบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ก่อนจะให้ตัวแทนหรือนายจ้างรับไปยังสถานที่ทำงาน พร้อมกับรับเอกสารต่าง ๆ ของแรงงานไปด้วย โดยได้หาสถานที่บริเวณใกล้สนามบิน ใช้ในโครงการนี้ ส่วนค่าใช้จ่าย กระทรวงแรงงานจะจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ซึ่งนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนฯ เป็นประจำทุกเดือนๆ ละ 2,000 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน ผอ. สนง. บริหารแรงงานข้ามชาติกล่าวว่า แผนการดังกล่าว จะเริ่มเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2566 ทั้งนี้ ในเบื้องต้น จะทดลองใช้กับแรงงานต่างชาติในครัวเรือนก่อน หากทุกอย่างราบรื่นและเป็นไปตามที่วางแผน จึงค่อยขยายไปยังแรงงานภาคการผลิตและอื่น ๆ ต่อไป
แรงงานต่างชาติขณะเดินทางเข้าสู่ไต้หวัน ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 จะเข้ารับการอบรมและชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของตนเป็นเวลา 30 นาที
หวังว่า แผนการนี้จะเริ่มใช้และขยายครอบคลุมไปยังแรงงานต่างชาติภาคต่าง ๆ โดยเร็ว จะได้ช่วยแก้ปัญหาหอพักคืนแรกในไต้หวันที่ทำให้แรงงานต่างชาติฝันร้ายไปตาม ๆ กัน แม้ว่าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กระทรวงงานจะลงดาบและจัดระเบียบใหม่กับนายจ้างและบริษัทรับส่ง ทั้งนี้ ก่อนปี 2564 แรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันแทบทุกคน ต้องพบกับประสบการณ์คืนแรกในไต้หวันที่ทุกข์ทรมาน เมื่อถูกบริษัทรับส่งพาไปค้างคืนที่หอพักไม่ได้มาตรฐาน เพื่อรอการตรวจโรคที่โรงพยาบาล ก่อนจะเข้ารายงานตัวยังสถานที่ทำงาน โดยสภาพแวดล้อมของหอพักคืนแรกแย่มาก ทั้งแออัด สกปรกและไม่มีน้ำดื่มและห้องสุขาที่เพียงพอ เรื่องนี้มีแรงงานต่างชาติร้องเรียนกันเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งปลายปี 2563 กระทรวงแรงงานประกาศจัดระเบียบใหม่หอพักบริษัทรับส่งแรงงานต่างชาติ หลังพบว่า แรงงานอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ที่รับการกักตัวครบ 14 วันแล้ว ก่อนจะเดินทางไปรายตัวและสังเกตอาการยังสถานที่ทำงานหรือที่อื่น ถูกบริษัทรับส่งพาไปพักค้างคืนเพื่อรอการตรวจโรคปะปนกับแรงงานต่างชาติมาใหม่ ในหอพักมีสภาพที่แออัด สกปรกและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นช่องโหว่ของการป้องกันโรค
แรงงานไทยคงไม่มีใครลืมฝันร้ายในคืนแรกที่ไต้หวัน...สภาพความแออัดของหอพักบริษัทรับส่งแรงงานต่างชาติระหว่างรอส่งตรวจโรคที่โรงพยาบาล ก่อนส่งไปสถานที่ทำงาน (ภาพจากแรงงานไทยเมื่อหลายปีก่อน)
หลังสื่อรายงานสภาพหอพักเหล่านี้แล้ว กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว และประกาศจัดระเบียบใหม่ ให้บริษัทรับส่งแรงงานต่างชาติระหว่างสนามบิน โรงพยาบาลและสถานที่ทำงาน ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน จะต้องจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หอพักที่จัดให้แรงงานต่างชาติพักค้างคืน จะต้องได้มาตรฐานตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด โดยต้องมีห้องพักคนละห้อง หรืออย่างน้อยสุดต้องมีพื้นที่สำหรับเว้นระยะห่างทางสังคม 1.5 เมตร ติดตั้งระบบฆ่าเชื้อและมีระบบสุขาภิบาลที่ได้มาตรฐาน หากฝ่าฝืนกฎระเบียบ นอกจากปรับบริษัทรับส่งแล้ว นายจ้างและบริษัทจัดหางานที่มอบหมายให้ไปรับแรงงานต่างชาติของตน จะถูกปรับ 60,000-300,000 เหรียญไต้หวัน
ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด แรงงานต่างชาติจำนวนมาก ขณะเดินทางถึงไต้หวัน จะถูกบริษัทรับส่งแรงงานพาไปนอนค้างคืนแรกที่หอพักไม่ได้มาตรฐาน เพื่อรอตรวจโรคก่อนจะส่งไปรายงานตัวที่นายจ้าง
2. รูปแบบใหม่การนำเข้าหญิงค้าประเวณีในนามผู้อนุบาล! ออกจากโรงแรมกักตัวเดินทางถึงบ้านนายจ้างวันแรกก็มีรถมารับหลบหนีไป กระทรวงแรงงานชี้ หลบหนีวันแรกแจ้งความได้เลย ไม่ต้องรอ 3 วัน
นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิดที่ลุกลามไปทั่วโลก การเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันประสบอุปสรรคและมีการระงับการเดินทางชั่วคราวระยะหนึ่ง ทำให้ภาวะขาดแคลนแรงงานในไต้หวันทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่มีขบวนการชักชวนหรือยุแหย่ให้แรงงานต่างชาติหลบหนีหรือย้ายงานไปทำงานโรงงาน โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อนุบาล กลายเป็นปัญหาใหญ่ของนายจ้าง
ผู้อนุบาลต่างชาติหลบหนีนายจ้างเป็นจำนวนมาก บางรายเพิ่งเดินทางมาถึงวันแรก ก็มีคนมารับหลบหนีไปแล้ว
จนเมื่อ 15 ก.พ. ปีนี้ กระทรวงแรงงานจึงเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ตามปกติ นายจ้างที่รอคอยแรงงานต่างชาติมานาน ต่างดีใจที่สามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้อีกครั้ง แต่ที่ไหนได้ มีแรงงานต่างชาติหลายรายวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ใช้ตำแหน่งแรงงานหรือผู้อนุบาลแรงงานบังหน้า เมื่อเดินทางมาถึงแล้วไม่กี่วัน จะหลบหนีไปทำงานที่อื่น หรือมีเพศหญิงบางรายจะมีขบวนการค้ามนุษย์รับไปทำงานบริการต่อไป ในจำนวนนี้ มีนายจ้างรายหนึ่งร้องว่า อุตส่าห์เสียค่าบริการและค่าโรงแรมกักตัวไปแล้วหลายหมื่น แต่ผู้อนุบาลหญิงชาวเวียดนามเพิ่งออกจากการกักตัวที่โรงแรมมารายงานตัวที่บ้านนายจ้างในวันแรก ยังไม่ทันข้ามคืนก็หลบหนีไป จากการตรวจดูกล้องวงจรปิดพบว่า ผู้อนุบาลรายนี้ฉวยโอกาสที่นายจ้างเผลอ หิ้วกระเป๋าหลบหนีไป โดยมีรถมารับถึงที่หน้าบ้าน เหมือนกับนัดแนะไว้ล่วงหน้า และดูจากการแต่งตัวและรถที่มารับ สันนิษฐานว่าเป็นหญิงขายบริการที่เดินทางเข้าไต้หวันในคราบของผู้อนุบาล จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ อุดช่องโหว่นี้โดยเร็ว
ผู้อนุบาลต่างชาติหลบหนีนายจ้างเป็นจำนวนมาก บางรายเพิ่งเดินทางมาถึงวันแรก ก็มีคนมารับหลบหนีไปแล้ว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานเตือนนายจ้างและผู้อนุบาลว่า จะต้องจัดคนรับส่งแรงงานต่างชาติ หลังเดินทางถึงไต้หวันและระหว่างการกักตัว เพื่อปิดกั้นโอกาสของแก๊งมิจฉาชีพ แม้ว่าในกฎหมายการจ้างงาน มาตรา 56 จะกำหนดชัดเจนว่า แรงงานต่างชาติขาดงานและไม่สามารถติดต่อได้เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 3 วัน นายจ้างสามารถไปแจ้งความแรงงานหลบหนีได้ แต่ไม่ได้กำหนดว่า จะต้องรอ 3 วันถึงจะไปแจ้งความได้ ดังนั้น หากแรงงานขาดงานและไม่สามารถติดต่อได้ แม้เพียงวันเดียว นายจ้างก็สามารถแจ้งความได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 3 วัน ทั้งนี้เพื่อให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามตรวจสอบร่องรอยของแรงงานต่างชาติที่หายตัวไป ยกเว้นกรณีที่แรงงานต่างชาติได้เข้าร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับเรื่องร้องทุกข์เรียบร้อยแล้วภายในเวลา 3 วัน ได้แก่ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 กระทรวงแรงงาน กองแรงงานท้องที่หรือสำนักงานแรงงานของประเทศตน โดยมีการรายงานและจัดหาที่พักให้ ลักษณะเช่นนี้ ไม่ถือว่าขาดการติดต่อ นอกจากนี้ส่งเสริมให้มีการแจ้งเบาะแสการว่าจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย หากนำไปสู่การจับกุม จะได้รับเงินรางวัลนำจับ 5,000-70,000 เหรียญไต้หวัน
สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ภาวะขาดแคลนผู้อนุบาลในครัวเรือนทวีความรุนแรง
ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 70,000 คนแล้ว ข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบ มี 70,331 คน ในจำนวนนี้เป็นเพศหญิง 36,432 คน เพศชาย 33,899 คน แรงงานต่างชาติในภาคการผลิตหลบหนีมากสุด 34,428 คน ตามด้วยตำแหน่งผู้อนุบาล 31,792 คน และลูกเรือประมง 2,511 คน เมื่อจำแนกตามสัญชาติ ชาติที่หลบหนีมากที่สุดได้แก่เวียดนาม 39,927 คน ครองสัดส่วนแรงงานต่างชาติหลบหนี 57% อันดับสอง อินโดนีเซีย 26,512 คน ฟิลิปปินส์ 2,521 คน ส่วนแรงงานไทย แม้จะจำนวนที่หลบหนีจะอยู่อันดับ 4 มีจำนวน 1,370 คน แบ่งเป็นเพศชาย 1,157 คน เพศหญิง 213 คน แต่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นร่วม 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ และเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มสูงสุดในบรรดา 4 ชาติ
ลูกเรือประมงเป็นตำแหน่งงานที่มีอัตราส่วนการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายค่อนข้างสูง
3. ติดรั้วไฟฟ้ากันหมูป่า เป็นเหตุให้แรงงานอินโดฯ ผิดกฎหมายถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อตดับอนาถ ศาลตัดสินจำคุกเจ้าของสวน 4 เดือน
กรณีที่แรงงานต่างชาติรายหนึ่ง ขณะไปหาหาเพื่อนที่เมืองหนานโถว เดินลัดผ่านสวนผลไม้ ถูกรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่เจ้าของสวนติดไว้เพื่อกันหมูป่ามาแทะกินผลไม้ช็อตที่ขาจนแตกอาการสาหัส และเสียชีวิตขณะระหว่างทางนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ศาลท้องถิ่นเมืองหนานโถวตัดสินให้เจ้าของสวนชาวไต้หวันมีความผิดข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 4 เดือน สามารถชำระเงินค่าปรับแทนการจำคุกได้ ในอัตรา 1,000 เหรียญไต้หวันต่อ 1 วัน หรือทั้งหมดต้องเสียค่าปรับ 120,000 เหรียญ และทายาทผู้ตายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้
แรงงานอินโดนีเซียเดินลัดเลาะเข้าไปในสวนผลไม้โดยไม่ได้สังเกตป้ายเตือนให้ระวังไฟแรงสูง ถูกไฟฟ้าช็อตตายคาที่
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองหนานโถว เมื่อบ่าย 16.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 แรงงานอินโดนีเซียรายหนึ่ง สันนิษฐานว่า เดินทางลัดผ่านเข้าไปในสวนเสาวรสแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลจากชุมชน ในตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว โดยไม่ทันสังเกตป้ายเตือนให้ระวังไฟแรงสูง ถูกไฟฟ้าช็อตที่ขาจนเนื้อแตกออก สลบคาที่ หลังถูกเพื่อนร่วมชาติมาพบเรียกรถพยาบาลนำส่งรักษาฉุกเฉิน แต่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล
เนื่องจากมีหมูป่าออกมากินผลไม้ในสวนเป็นประจำ ชาวบ้านจึงติดตั้งรั้วไฟฟ้าป้องกันหมูป่า และแขวนและปักป้ายเตือนอันตรายมีไฟแรงสูงห้ามเข้าใกล้เป็นภาษาจีน
แรงงานอินโดนีเซียรายนี้ ชื่อนาย MUALIF อายุ 29 ปี เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่เลยกำหนดวีซ่าและหางานทำอย่างผิดกฎหมาย ในวันที่เกิดเหตุ แรงงานอินโดนีเซียรายนี้เดินทางไปหาเพื่อนบ้านเดียวกัน ซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมายเช่นกัน แต่ไม่ได้สังเกตหรืออ่านไม่ออกป้ายเตือนภาษาจีนที่ปักตามบริเวณรอบสวน ให้ระวังรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่ใช้ป้องกันการบุกรุกของสัตว์ป่า ถูกรั้วไฟแรงสูงในพงหญ้าช็อตที่ขาแตกเป็นแผลใหญ่เสียชีวิต แรงงานอินโดนีเซียอีกรายซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมายเช่นกัน เมื่อไม่เห็นเพื่อนที่โทรมาแจ้งว่าจะเดินทางมาหา ได้เดินหาตามทาง พบเพื่อนนอนแน่นิ่งในพงหญ้าริมสวน ที่ขามีแผลขนาดใหญ่ จึงรีบโทรหาเพื่อนช่วยประสานกับสายด่วน 119 เมื่อรถพยาบาลมาถึงนำร่างแรงงานอินโดนีเซียรายนี้ไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่เสียชีวิตระหว่างทาง
เนื่องจากมีหมูป่าออกมากินผลไม้ในสวนเป็นประจำ ชาวบ้านจึงติดตั้งรั้วไฟฟ้าป้องกันหมูป่า และแขวนและปักป้ายเตือนอันตรายมีไฟแรงสูงห้ามเข้าใกล้เป็นภาษาจีน
ชาวบ้านในละแวกเดียวกันกล่าวว่า เนื่องจากใกล้ป่า มักจะมีหมูป่าออกมากินผลไม้ในสวนเป็นประจำ ชาวบ้านจึงติดตั้งรั้วไฟฟ้าป้องกันหมูป่า และปักป้ายเตือนอันตรายมีไฟแรงสูงห้ามเข้าใกล้เป็นภาษาจีน สันนิษฐานว่าผู้ตายคงไม่เห็นหรืออาจอ่านไม่ออก จึงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ คดีนี้ หลังอัยการชันสูตรศพแล้วเห็นว่า เจ้าของสวนมีความผิด จึงดำเนินคดีสั่งฟ้องศาล ข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เจ้าของสวนร้องขอความเห็นใจจากศาลว่า การทำสวนผลไม้รายได้น้อย ต้องแบกรับภาระมากมาย ขอให้ศาลสั่งรอลงอาญา แต่ศาลท้องถิ่นเมืองหนานโถวเห็นว่า ความประมาทของจำเลยเป็นเหตุให้แรงงานต่างชาติเสียชีวิต เป็นความประมาทที่ไม่น่าให้อภัย อย่างไรก็ตาม จำเลยให้ความร่วมมือโดยดี เพื่อให้หลาบจำ จึงตัดสินจำคุกจำเลย ในสถานเบา เป็นเวลา 4 เดือน สามารถชำระเงินค่าปรับแทนการจำคุกได้ ในอัตรา 1,000 เหรียญไต้หวันต่อ 1 วัน ทั้งหมดต้องเสียค่าปรับ 120,000 เหรียญ และทายาทผู้ตายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้
ศาลท้องถิ่นหนานโถวตัดสินจำคุกเจ้าของสวนชาวไต้หวัน 4 เดือน ข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
คดีนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับแรงงานไทยบางรายที่ชอบไปเด็ดมะละกอหรือผลไม้อื่น ๆ ในสวนของชาวบ้าน อย่าเด็ดขาด เพราะอาจเจอรั้วไฟแรงสูง หรือไม่ก็มีการฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลง ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต ที่สำคัญอาจถูกจับข้อหาลักทรัพย์ ซึ่งเป็นคดีอาญา ได้ไม่คุ้มเสีย
By อโศก ศรีจันทร์, Rtiขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2565
1. แก้ปัญหาแรงงานต่างชาติถูกเอาเปรียบ กระทรวงแรงงานเตรียมให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวที่สนามบิน สำหรับแรงงานต่างชาติที่เดินทางมาใหม่ เริ่มปีหน้า ทดลองกับแรงงานต่างชาติในครัวเรือนก่อน
สืบเนื่องจากแรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการสื่อสาร ไม่ทราบระเบียบกฎหมายและสิทธิประโยชน์ของตน รวมทั้งช่องทางในการร้องทุกข์ และระหว่างรอการตรวจโรคถูกบริษัทรับส่งพาไปพักยังหอพักที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มักจะเกิดปัญหาหลังจากที่เข้าทำงานแล้ว เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้แรงงานต่างชาติที่มาใหม่เข้าใจระเบียบกฎหมายและสิทธิประโยชน์ของตน รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการจัดทำเอกสารสำคัญ อาทิ ยื่นขอใบอนุญาตทำงาน ใบถิ่นที่อยู่ การตรวจโรค การเข้ากองทุนประกันภัยแรงงานและกองทุนประกันสุขภาพเป็นต้น ให้เสร็จสิ้นในครั้งเดียว กระทรวงแรงงานเตรียมเปิดให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) แก่แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาใหม่ โดยใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ระหว่างนี้ ถือว่าอยู่ในช่วงทำงาน นายจ้างเริ่มจ่ายค่าจ้าง หลังจากนั้น จึงอนุญาตให้นายจ้างรับไปยังสถานที่ทำงานต่อไป
เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน หลังรับสัมภาระแล้ว พาแรงงานต่างชาติไปผ่านด่านศุลกากร
นายซูอวี้กั๋ว ผอ. สนง. บริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงานคนใหม่กล่าวว่า ปัจจุบัน แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาใหม่ ขณะเดินทางถึงท่าอากาศยานไต้หวัน จะได้รับแจกคู่มือแรงงานต่างชาติและพาเข้ารับการอบรมระเบียบกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่พึงรู้เป็นเวลา 30 นาที ซึ่งไม่เพียงพอ ประกอบกับนายจ้างต้องยื่นขอใบอนุญาตทำงาน ใบถิ่นที่อยู่ สมัครเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ประกันสุขภาพและต้องพาไปตรวจโรคภายใน 3 วันนับจากวันที่เดินทางมาถึง ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงวางแผนให้การบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ก่อนจะให้ตัวแทนหรือนายจ้างรับไปยังสถานที่ทำงาน พร้อมกับรับเอกสารต่าง ๆ ของแรงงานไปด้วย โดยได้หาสถานที่บริเวณใกล้สนามบิน ใช้ในโครงการนี้ ส่วนค่าใช้จ่าย กระทรวงแรงงานจะจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ซึ่งนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนฯ เป็นประจำทุกเดือนๆ ละ 2,000 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน ผอ. สนง. บริหารแรงงานข้ามชาติกล่าวว่า แผนการดังกล่าว จะเริ่มเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2566 ทั้งนี้ ในเบื้องต้น จะทดลองใช้กับแรงงานต่างชาติในครัวเรือนก่อน หากทุกอย่างราบรื่นและเป็นไปตามที่วางแผน จึงค่อยขยายไปยังแรงงานภาคการผลิตและอื่น ๆ ต่อไป
แรงงานต่างชาติขณะเดินทางเข้าสู่ไต้หวัน ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 จะเข้ารับการอบรมและชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของตนเป็นเวลา 30 นาที
หวังว่า แผนการนี้จะเริ่มใช้และขยายครอบคลุมไปยังแรงงานต่างชาติภาคต่าง ๆ โดยเร็ว จะได้ช่วยแก้ปัญหาหอพักคืนแรกในไต้หวันที่ทำให้แรงงานต่างชาติฝันร้ายไปตาม ๆ กัน แม้ว่าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กระทรวงงานจะลงดาบและจัดระเบียบใหม่กับนายจ้างและบริษัทรับส่ง ทั้งนี้ ก่อนปี 2564 แรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันแทบทุกคน ต้องพบกับประสบการณ์คืนแรกในไต้หวันที่ทุกข์ทรมาน เมื่อถูกบริษัทรับส่งพาไปค้างคืนที่หอพักไม่ได้มาตรฐาน เพื่อรอการตรวจโรคที่โรงพยาบาล ก่อนจะเข้ารายงานตัวยังสถานที่ทำงาน โดยสภาพแวดล้อมของหอพักคืนแรกแย่มาก ทั้งแออัด สกปรกและไม่มีน้ำดื่มและห้องสุขาที่เพียงพอ เรื่องนี้มีแรงงานต่างชาติร้องเรียนกันเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งปลายปี 2563 กระทรวงแรงงานประกาศจัดระเบียบใหม่หอพักบริษัทรับส่งแรงงานต่างชาติ หลังพบว่า แรงงานอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ที่รับการกักตัวครบ 14 วันแล้ว ก่อนจะเดินทางไปรายตัวและสังเกตอาการยังสถานที่ทำงานหรือที่อื่น ถูกบริษัทรับส่งพาไปพักค้างคืนเพื่อรอการตรวจโรคปะปนกับแรงงานต่างชาติมาใหม่ ในหอพักมีสภาพที่แออัด สกปรกและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นช่องโหว่ของการป้องกันโรค
แรงงานไทยคงไม่มีใครลืมฝันร้ายในคืนแรกที่ไต้หวัน...สภาพความแออัดของหอพักบริษัทรับส่งแรงงานต่างชาติระหว่างรอส่งตรวจโรคที่โรงพยาบาล ก่อนส่งไปสถานที่ทำงาน (ภาพจากแรงงานไทยเมื่อหลายปีก่อน)
หลังสื่อรายงานสภาพหอพักเหล่านี้แล้ว กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว และประกาศจัดระเบียบใหม่ ให้บริษัทรับส่งแรงงานต่างชาติระหว่างสนามบิน โรงพยาบาลและสถานที่ทำงาน ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน จะต้องจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หอพักที่จัดให้แรงงานต่างชาติพักค้างคืน จะต้องได้มาตรฐานตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด โดยต้องมีห้องพักคนละห้อง หรืออย่างน้อยสุดต้องมีพื้นที่สำหรับเว้นระยะห่างทางสังคม 1.5 เมตร ติดตั้งระบบฆ่าเชื้อและมีระบบสุขาภิบาลที่ได้มาตรฐาน หากฝ่าฝืนกฎระเบียบ นอกจากปรับบริษัทรับส่งแล้ว นายจ้างและบริษัทจัดหางานที่มอบหมายให้ไปรับแรงงานต่างชาติของตน จะถูกปรับ 60,000-300,000 เหรียญไต้หวัน
ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด แรงงานต่างชาติจำนวนมาก ขณะเดินทางถึงไต้หวัน จะถูกบริษัทรับส่งแรงงานพาไปนอนค้างคืนแรกที่หอพักไม่ได้มาตรฐาน เพื่อรอตรวจโรคก่อนจะส่งไปรายงานตัวที่นายจ้าง
2. รูปแบบใหม่การนำเข้าหญิงค้าประเวณีในนามผู้อนุบาล! ออกจากโรงแรมกักตัวเดินทางถึงบ้านนายจ้างวันแรกก็มีรถมารับหลบหนีไป กระทรวงแรงงานชี้ หลบหนีวันแรกแจ้งความได้เลย ไม่ต้องรอ 3 วัน
นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิดที่ลุกลามไปทั่วโลก การเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันประสบอุปสรรคและมีการระงับการเดินทางชั่วคราวระยะหนึ่ง ทำให้ภาวะขาดแคลนแรงงานในไต้หวันทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่มีขบวนการชักชวนหรือยุแหย่ให้แรงงานต่างชาติหลบหนีหรือย้ายงานไปทำงานโรงงาน โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อนุบาล กลายเป็นปัญหาใหญ่ของนายจ้าง
ผู้อนุบาลต่างชาติหลบหนีนายจ้างเป็นจำนวนมาก บางรายเพิ่งเดินทางมาถึงวันแรก ก็มีคนมารับหลบหนีไปแล้ว
จนเมื่อ 15 ก.พ. ปีนี้ กระทรวงแรงงานจึงเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ตามปกติ นายจ้างที่รอคอยแรงงานต่างชาติมานาน ต่างดีใจที่สามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้อีกครั้ง แต่ที่ไหนได้ มีแรงงานต่างชาติหลายรายวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ใช้ตำแหน่งแรงงานหรือผู้อนุบาลแรงงานบังหน้า เมื่อเดินทางมาถึงแล้วไม่กี่วัน จะหลบหนีไปทำงานที่อื่น หรือมีเพศหญิงบางรายจะมีขบวนการค้ามนุษย์รับไปทำงานบริการต่อไป ในจำนวนนี้ มีนายจ้างรายหนึ่งร้องว่า อุตส่าห์เสียค่าบริการและค่าโรงแรมกักตัวไปแล้วหลายหมื่น แต่ผู้อนุบาลหญิงชาวเวียดนามเพิ่งออกจากการกักตัวที่โรงแรมมารายงานตัวที่บ้านนายจ้างในวันแรก ยังไม่ทันข้ามคืนก็หลบหนีไป จากการตรวจดูกล้องวงจรปิดพบว่า ผู้อนุบาลรายนี้ฉวยโอกาสที่นายจ้างเผลอ หิ้วกระเป๋าหลบหนีไป โดยมีรถมารับถึงที่หน้าบ้าน เหมือนกับนัดแนะไว้ล่วงหน้า และดูจากการแต่งตัวและรถที่มารับ สันนิษฐานว่าเป็นหญิงขายบริการที่เดินทางเข้าไต้หวันในคราบของผู้อนุบาล จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ อุดช่องโหว่นี้โดยเร็ว
ผู้อนุบาลต่างชาติหลบหนีนายจ้างเป็นจำนวนมาก บางรายเพิ่งเดินทางมาถึงวันแรก ก็มีคนมารับหลบหนีไปแล้ว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานเตือนนายจ้างและผู้อนุบาลว่า จะต้องจัดคนรับส่งแรงงานต่างชาติ หลังเดินทางถึงไต้หวันและระหว่างการกักตัว เพื่อปิดกั้นโอกาสของแก๊งมิจฉาชีพ แม้ว่าในกฎหมายการจ้างงาน มาตรา 56 จะกำหนดชัดเจนว่า แรงงานต่างชาติขาดงานและไม่สามารถติดต่อได้เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 3 วัน นายจ้างสามารถไปแจ้งความแรงงานหลบหนีได้ แต่ไม่ได้กำหนดว่า จะต้องรอ 3 วันถึงจะไปแจ้งความได้ ดังนั้น หากแรงงานขาดงานและไม่สามารถติดต่อได้ แม้เพียงวันเดียว นายจ้างก็สามารถแจ้งความได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 3 วัน ทั้งนี้เพื่อให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามตรวจสอบร่องรอยของแรงงานต่างชาติที่หายตัวไป ยกเว้นกรณีที่แรงงานต่างชาติได้เข้าร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับเรื่องร้องทุกข์เรียบร้อยแล้วภายในเวลา 3 วัน ได้แก่ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 กระทรวงแรงงาน กองแรงงานท้องที่หรือสำนักงานแรงงานของประเทศตน โดยมีการรายงานและจัดหาที่พักให้ ลักษณะเช่นนี้ ไม่ถือว่าขาดการติดต่อ นอกจากนี้ส่งเสริมให้มีการแจ้งเบาะแสการว่าจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย หากนำไปสู่การจับกุม จะได้รับเงินรางวัลนำจับ 5,000-70,000 เหรียญไต้หวัน
สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ภาวะขาดแคลนผู้อนุบาลในครัวเรือนทวีความรุนแรง
ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 70,000 คนแล้ว ข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบ มี 70,331 คน ในจำนวนนี้เป็นเพศหญิง 36,432 คน เพศชาย 33,899 คน แรงงานต่างชาติในภาคการผลิตหลบหนีมากสุด 34,428 คน ตามด้วยตำแหน่งผู้อนุบาล 31,792 คน และลูกเรือประมง 2,511 คน เมื่อจำแนกตามสัญชาติ ชาติที่หลบหนีมากที่สุดได้แก่เวียดนาม 39,927 คน ครองสัดส่วนแรงงานต่างชาติหลบหนี 57% อันดับสอง อินโดนีเซีย 26,512 คน ฟิลิปปินส์ 2,521 คน ส่วนแรงงานไทย แม้จะจำนวนที่หลบหนีจะอยู่อันดับ 4 มีจำนวน 1,370 คน แบ่งเป็นเพศชาย 1,157 คน เพศหญิง 213 คน แต่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นร่วม 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ และเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มสูงสุดในบรรดา 4 ชาติ
ลูกเรือประมงเป็นตำแหน่งงานที่มีอัตราส่วนการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายค่อนข้างสูง
3. ติดรั้วไฟฟ้ากันหมูป่า เป็นเหตุให้แรงงานอินโดฯ ผิดกฎหมายถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อตดับอนาถ ศาลตัดสินจำคุกเจ้าของสวน 4 เดือน
กรณีที่แรงงานต่างชาติรายหนึ่ง ขณะไปหาหาเพื่อนที่เมืองหนานโถว เดินลัดผ่านสวนผลไม้ ถูกรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่เจ้าของสวนติดไว้เพื่อกันหมูป่ามาแทะกินผลไม้ช็อตที่ขาจนแตกอาการสาหัส และเสียชีวิตขณะระหว่างทางนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ศาลท้องถิ่นเมืองหนานโถวตัดสินให้เจ้าของสวนชาวไต้หวันมีความผิดข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 4 เดือน สามารถชำระเงินค่าปรับแทนการจำคุกได้ ในอัตรา 1,000 เหรียญไต้หวันต่อ 1 วัน หรือทั้งหมดต้องเสียค่าปรับ 120,000 เหรียญ และทายาทผู้ตายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้
แรงงานอินโดนีเซียเดินลัดเลาะเข้าไปในสวนผลไม้โดยไม่ได้สังเกตป้ายเตือนให้ระวังไฟแรงสูง ถูกไฟฟ้าช็อตตายคาที่
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองหนานโถว เมื่อบ่าย 16.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 แรงงานอินโดนีเซียรายหนึ่ง สันนิษฐานว่า เดินทางลัดผ่านเข้าไปในสวนเสาวรสแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลจากชุมชน ในตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว โดยไม่ทันสังเกตป้ายเตือนให้ระวังไฟแรงสูง ถูกไฟฟ้าช็อตที่ขาจนเนื้อแตกออก สลบคาที่ หลังถูกเพื่อนร่วมชาติมาพบเรียกรถพยาบาลนำส่งรักษาฉุกเฉิน แต่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล
เนื่องจากมีหมูป่าออกมากินผลไม้ในสวนเป็นประจำ ชาวบ้านจึงติดตั้งรั้วไฟฟ้าป้องกันหมูป่า และแขวนและปักป้ายเตือนอันตรายมีไฟแรงสูงห้ามเข้าใกล้เป็นภาษาจีน
แรงงานอินโดนีเซียรายนี้ ชื่อนาย MUALIF อายุ 29 ปี เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่เลยกำหนดวีซ่าและหางานทำอย่างผิดกฎหมาย ในวันที่เกิดเหตุ แรงงานอินโดนีเซียรายนี้เดินทางไปหาเพื่อนบ้านเดียวกัน ซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมายเช่นกัน แต่ไม่ได้สังเกตหรืออ่านไม่ออกป้ายเตือนภาษาจีนที่ปักตามบริเวณรอบสวน ให้ระวังรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่ใช้ป้องกันการบุกรุกของสัตว์ป่า ถูกรั้วไฟแรงสูงในพงหญ้าช็อตที่ขาแตกเป็นแผลใหญ่เสียชีวิต แรงงานอินโดนีเซียอีกรายซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมายเช่นกัน เมื่อไม่เห็นเพื่อนที่โทรมาแจ้งว่าจะเดินทางมาหา ได้เดินหาตามทาง พบเพื่อนนอนแน่นิ่งในพงหญ้าริมสวน ที่ขามีแผลขนาดใหญ่ จึงรีบโทรหาเพื่อนช่วยประสานกับสายด่วน 119 เมื่อรถพยาบาลมาถึงนำร่างแรงงานอินโดนีเซียรายนี้ไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่เสียชีวิตระหว่างทาง
เนื่องจากมีหมูป่าออกมากินผลไม้ในสวนเป็นประจำ ชาวบ้านจึงติดตั้งรั้วไฟฟ้าป้องกันหมูป่า และแขวนและปักป้ายเตือนอันตรายมีไฟแรงสูงห้ามเข้าใกล้เป็นภาษาจีน
ชาวบ้านในละแวกเดียวกันกล่าวว่า เนื่องจากใกล้ป่า มักจะมีหมูป่าออกมากินผลไม้ในสวนเป็นประจำ ชาวบ้านจึงติดตั้งรั้วไฟฟ้าป้องกันหมูป่า และปักป้ายเตือนอันตรายมีไฟแรงสูงห้ามเข้าใกล้เป็นภาษาจีน สันนิษฐานว่าผู้ตายคงไม่เห็นหรืออาจอ่านไม่ออก จึงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ คดีนี้ หลังอัยการชันสูตรศพแล้วเห็นว่า เจ้าของสวนมีความผิด จึงดำเนินคดีสั่งฟ้องศาล ข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เจ้าของสวนร้องขอความเห็นใจจากศาลว่า การทำสวนผลไม้รายได้น้อย ต้องแบกรับภาระมากมาย ขอให้ศาลสั่งรอลงอาญา แต่ศาลท้องถิ่นเมืองหนานโถวเห็นว่า ความประมาทของจำเลยเป็นเหตุให้แรงงานต่างชาติเสียชีวิต เป็นความประมาทที่ไม่น่าให้อภัย อย่างไรก็ตาม จำเลยให้ความร่วมมือโดยดี เพื่อให้หลาบจำ จึงตัดสินจำคุกจำเลย ในสถานเบา เป็นเวลา 4 เดือน สามารถชำระเงินค่าปรับแทนการจำคุกได้ ในอัตรา 1,000 เหรียญไต้หวันต่อ 1 วัน ทั้งหมดต้องเสียค่าปรับ 120,000 เหรียญ และทายาทผู้ตายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้
ศาลท้องถิ่นหนานโถวตัดสินจำคุกเจ้าของสวนชาวไต้หวัน 4 เดือน ข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
คดีนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับแรงงานไทยบางรายที่ชอบไปเด็ดมะละกอหรือผลไม้อื่น ๆ ในสวนของชาวบ้าน อย่าเด็ดขาด เพราะอาจเจอรั้วไฟแรงสูง หรือไม่ก็มีการฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลง ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต ที่สำคัญอาจถูกจับข้อหาลักทรัพย์ ซึ่งเป็นคดีอาญา ได้ไม่คุ้มเสีย