ขุนพล แรงงานไทย

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม 2567


Listen Later

1. เป็นไปได้ไหม? สส. พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องกระทรวงแรงงานเปลี่ยนการนำเข้าแรงงานต่างชาติเป็นระบบรัฐต่อรัฐ เริ่มต้นจากแรงงานอินเดียเป็นประเทศแรก

          อินเดียกำลังจะกลายเป็นแหล่งที่มาของแรงงานชาติใหม่ของนายจ้างไต้หวัน โดยไต้หวันและอินเดียมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไปแล้วตั้งแต่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 และผ่านการรับรองจากสภาบริหารเมื่อ 2 เมษายน ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาอนุมัติจากสภานิติบัญญัติ เฉินเจาจือ สส. พรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านกล่าวเสนอในที่ประชุมพิจารณาชั้นคณะกรรมาธิการว่า ไต้หวันควรเปลี่ยนแปลงระบบการนำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างจริงจัง ไม่ผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางาน ป้องกันหาผลประโยชน์จากการเรียกเก็บค่าหัวคิว โดยเริ่มต้นจากการนำเข้าแรงงานอินเดียเป็นประเทศแรกก่อน สวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงานตอบกระทู้ถามของ สส. ฝ่ายค้านผู้นี้ว่า ประเทศผู้ส่งออกแรงงานประเทศอื่น เช่นเวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ มีท่าทีเพิกเฉยต่อประเด็นการนำเข้าแรงงานในระบบรัฐต่อรัฐ สำหรับการนำเข้าแรงงานอินเดีย จะหารือความเป็นไปได้ในการนำเข้าโดยไม่ผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางานเป็นอันดับแรกตามข้อเสนอของ สส. พร้อมทั้งปรับปรุงขั้นตอนและมาตรการต่าง ๆ ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) แนวร่วมกลุ่ม NGO ชุมนุมเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติ พิจารณาตรวจสอบ MOU ระหว่างไต้หวันและอินเดีย แทนการรายงานเพื่อทราบ และนำเข้าผ่านการจัดส่งโดยรัฐ ไม่ผ่าน บริษัทจัดหางาน (ภาพจาก tiwa.org.tw)

          สส. พรรค TPP ผู้นี้กล่าวว่า การนำเข้าแรงงานต่างชาติจากประเทศแหล่งใหม่ในอนาคต หากใช้ระบบการจัดส่งโดยรัฐหรือระบบรัฐต่อรัฐ จะช่วยป้องกันการขูดรีดจากบริษัทจัดหางาน สำหรับแรงงานต่างชาติที่นำเข้าอยู่แล้วในปัจจุบัน กระทรวงแรงงานแม้จะมีระบบการนำเข้าแบบจ้างตรง หรือระบบการจัดส่งโดยรัฐ แต่ผลไม่เป็นที่เด่นชัด มีไม่ถึง 1% และดูรายละเอียดหนังสือบันทึกความเข้าใจที่ส่งให้สภาฯ พิจารณา ไม่มีความแตกต่างจากนโยบายการนำเข้าในปัจจุบัน แสดงว่า กระทรวงแรงงานยังจะอนุญาตให้บริษัทจัดหางานขูดรีดแรงงานต่างชาติต่อไปกระนั้นหรือ? รมว. กระทรวงแรงงาน ผู้ซึ่งใกล้พ้นวาระผู้นี้กล่าวว่า กระทรวงแรงงานมีนโยบายนำเข้าแรงงานต่างชาติโดยใช้สองระบบ ได้แก่ผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางานและระบบจ้างตรง หรือระบบจัดส่งโดยรัฐควบคู่กันไป โดยมีการเน้นการจัดส่งโดยระบบจ้างตรงหรือจัดส่งโดยรัฐเป็นประเด็นหลัก แต่ปัญหาอยู่ที่ประเทศผู้ส่งออก อย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ฯลฯ ไม่ให้ความสำคัญมากนักต่อระบบนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับอินเดีย ซึ่งกำลังจะกลายเป็นแหล่งใหม่ของแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานจะจัดให้การจัดส่งโดยระบบจ้างตรงหรือการจัดส่งโดยรัฐเป็นประเด็นหารือในอันดับต้น ๆ

เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) แนวร่วมกลุ่ม NGO ชุมนุมเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติ พิจารณาตรวจสอบ MOU ระหว่างไต้หวันและอินเดีย แทนการรายงานเพื่อทราบ และนำเข้าผ่านการจัดส่งโดยรัฐ ไม่ผ่าน บริษัทจัดหางาน (ภาพจาก udn.com)

          ด้านเฉินจิงฮุย สส. พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเช่นกันกล่าวสนับสนุนว่า หวังให้กระทรวงแรงงานอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนและปรับปรุงระบบการให้บริการ เพื่อดึงดูดให้นายจ้างหันมานำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบจ้างตรงหรือการจัดส่งโดยรัฐมากขึ้น และอยากให้กระทรวงแรงงานพิจารณาศึกษาระบบอนุญาตจ้างงาน (Employment Permit System : EPS) ของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบประมาณจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบการนำเข้าแรงงานต่างชาติเป็นการเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหาของแรงงานต่างชาติอย่างเป็นระบบ สวี่หมิงชุนตอบกระทู้ถามว่า กระทรวงแรงงานมีการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของระบบจ้างตรงในปัจจุบันให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในอนาคตยังจะให้ความสำคัญในประเด็นต่อไป

เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) แนวร่วมกลุ่ม NGO ชุมนุมเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติ พิจารณาตรวจสอบ MOU ระหว่างไต้หวันและอินเดีย แทนการรายงานเพื่อทราบ และนำเข้าผ่านการจัดส่งโดยรัฐ ไม่ผ่าน บริษัทจัดหางาน (ภาพจาก udn.com)

          แต่ทางด้านหวงซิ่วฟาง สส. พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลกลับแสดงความห่วงกังวลว่า หากการนำเข้าแรงงานอินเดียใช้ระบบจ้างตรงหรือจัดส่งโดยรัฐ จะทำให้ภารกิจหน่วยงานรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ มิเช่นนั้น กระทรวงแรงงานจะไม่สามารถบริหารจัดการได้ จนต้องมอบหมายให้หน่วยงานเอกชนรับไปดำเนินการต่อ ในที่สุดก็เหมือนกับการจัดส่งผ่านบริษัทจัดหางาน 

ชาวเน็ตไต้หวันชุมนุมหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงไทเป คัดค้านการเปิดให้นำเข้าแรงงานจากประเทศใหม่ เรียกร้องให้ระงับแผนการนำเข้าแรงงานอินเดียชั่วคราว (ภาพจาก taisounds.com)

          ก็คงต้องจับตามองดูกันต่อไปว่า เป็นไปได้ไหมที่จะนำเข้าแรงงานอินเดียผ่านระบบจ้างตรงหรือการจัดส่งโดยรัฐ หรืออนุญาตให้นายจ้างเป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้การนำเข้าแบบจ้างตรงหรือการจัดส่งโดยผ่านบริษัทจัดหางานระบบไหนก็ได้ หากเป็นเช่นนั้น ผลที่ได้ก็คงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงต่อไป

2. นายจ้างไต้หวันจ้างแรงงานผิดกฎหมายถอดไม้แบบโดนจับไม่จ่ายค่าปรับ กองบังคับคดีฟ้องศาลสั่งขายทอดตลาดที่ดินบนเนินเขา 3 ไร่

          สำนักงานบังคับคดีเมืองผิงตงประกาศขายทอดที่ดินแปลงหนึ่ง ตั้งอยู่บนเนินเขาในเมืองผิงตง ขนาดพื้นที่ 1,467 ผิง (4,850 ตารางเมตร) หรือประมาณ 3.03 ไร่ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมประมูลได้ จะมีการเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้

กองบังคับคดีฟ้องศาลสั่งขายทอดตลาดที่ดินบนเนินเขาในเมืองผิงตง ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ เพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับที่นายจ้างค้างจ่าย (สำนักงานบังคับคดีเมืองผิงตง)

          สำนักงานบังคับคดีเมืองผิงตงเปิดเผยว่า เจ้าของที่ดินแปลงนี้ เนื่องจากว่าจ้างแรงงานเวียดนามที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจำนวน 5 คนเข้าทำงานถอดไม้แบบในงานรับเหมาย่อย ไซต์งานก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยในเมืองผิงตง ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุมได้ ลงโทษปรับ 300,000 เหรียญ ฐานว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน ตั้งแต่ปี 2563 แต่ปฏิเสธที่จะเสียค่าปรับ หลังจากตามทวงแล้วไม่เป็นผล ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงส่งมอบให้สำนักงานบังคับคดีเมืองผิงตงดำเนินการยึดทรัพย์ ซึ่งเป็นที่ดินบนเนินเขา ขนาดพื้นที่ 1,467 ผิง (4,850 ตารางเมตร) หรือประมาณ 3.03 ไร่ และฟ้องศาลสั่งขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าปรับ เนื่องจากเป็นการประกาศขายทอดตลาดทอดครั้งที่สอง จึงมีการลดราคาประมูลต่ำเริ่มต้นที่ 576,000 เหรียญ

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับแรงงานเวียดนามทำงานผิดกฎหมาย ลากตัวออกมาขากที่หลบซ่อนในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก chinatimes.com)

กฎหมายการจ้างงานมาตรา 44 กำหนดให้นายจ้างห้ามว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต นายจ้างที่ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับ 150,000-750,000 เหรียญ หากทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน

แรงงานผิดกฎหมายเป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ในภาพตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับแรงงานเวียดนามตั้งแก๊งลักลอบตัดไม้จากป่าในเมืองหนานโถว (ภาพจาก udn.com)

บริษัทจัดหางานที่จัดหาคนงานอย่างผิดกฎหมายหรือนายหน้าเถื่อน ระวางโทษปรับ 100,000-500,000 เหรียญ หากทำธุรกิจจัดหางานโดยผิดกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับ 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน ในอนาคตจะมีการปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษหนักขึ้น 3 เท่าสำหรับผู้ให้ที่พักพิง ว่าจ้างชาวต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตและจะคิดคำนวณค่าปรับเป็นรายหัวแทนรายครั้งที่ตรวจพบ บริษัทจัดหางานที่มีพฤติกรรมจัดหางานโดยผิดกฎหมาย จะเพิ่มโทษปรับจากปัจจุบัน 100,000-500,000 เหรียญเป็น 300,000-1,500,000 เหรียญ และจะคิดค่าปรับเป็นรายหัวเช่นกัน

แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายในเถาหยวนกำลังจะขึ้นรถตู้ไปทำงานในไซต์งานก่อสร้าง ถูกตำรวจสกัดจับ (ภาพจาก mypeoplevol.com)

3. อันตราย! แรงงานไทยที่ไถหนานขี่จักรยานไฟฟ้าไปเล่นมือถือไป ใส่แมสก์แต่กลิ่นเหล้าคลุ้ง ตำรวจขับรถผ่านก็ไม่สน ถูกจับเป่าแอลกอฮอล์สูงถึง 0.82 mg/l

          ตำรวจสายตรวจขณะขับรถออกปฏิบัติการตรวจตราความเป็นระเบียบเรียบร้อยบนท้องถนนในตัวเมืองไถหนาน พบชายคนหนึ่งขี่รถจักรยานไฟฟ้าไปเล่นโทรศัพท์มือถือไป อันตรายมาก และแม้จะสวมหน้ากากอนามัยแต่กลิ่นสุราคลุ้ง และไม่รู้สึกว่ารถตำรวจขับผ่านเลยไปดักรอข้างหน้า ตำรวจเรียกให้หยุดรถรับการตรวจจึงสะดุ้งปฏิบัติตาม หลังเป่าลมพบระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.82มิลลิกรัม/ลิตร จากมาตรฐานห้ามเกิน 0.15 มิลลิกรัม/ลิตร หลังสอบปากคำส่งดำเนินคดีข้อหากระทำในสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ

แรงงานไทยที่ไถหนานเมาขับขี่จักรยานไฟฟ้าไปเล่นมือถือไป ตำรวจขับรถผ่านก็ไม่สน ถูกจับเป่าแอลกอฮอล์สูงถึง 0.82 mg/l (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจไถหนาน)

          โฆษกสถานีตำรวจไถหนานแถลงว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้ ชื่อนายจีรศักดิ์ (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี เป็นแรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันได้ไม่นาน ไม่สามารถสื่อภาษาได้ ต้องเรียกล่ามมาช่วยแปลภาษา เหตุเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 21.00 น. ตำรวจสายตรวจกำลังขับรถตรวจตราความเรียบร้อยผ่านไปตามถนนจินหัวในตัวเมืองไถหนาน เห็นนายจีรศักดิ์ก้มหน้าขี่รถจักรยานไฟฟ้าไปมืออีกข้างหนึ่งรูดมือถือไปด้วย อันตรายมาก จึงขับรถเข้าใกล้แต่แรงงานไทยรายนี้ไมสน ยังคงก้มหน้าขี่ไปเล่นมือถือไป เมื่อเปิดกระจกรถก็ได้กลิ่นสุราคลุ้ง ตำรวจจึงขับรถไปดักรอจอดข้างหน้า แล้วเรียกให้หยุดรถรับการตรวจ นั่นแหละแรงงานไทยรายนี้ จึงรู้ตัวว่าถูกตำรวจขับรถตามมาแต่ไกล ตำรวจให้แรงงานไทยรายนี้เป่าลม พบระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.82มิลลิกรัม/ลิตร จากมาตรฐานห้ามเกิน 0.15 มิลลิกรัม/ลิตร ตำรวจจึงนำควบคุมตัวกลับไปบันทึกปากคำที่โรงพัก เนื่องจากแรงงานไทยรายนี้ไม่สามารถสื่อภาษาได้ ทำให้ไม่สามารถสอบปากคำ ต้องเรียกล่ามประจำสถานีตำรวจมาช่วยจนแล้วเสร็จขั้นตอน จากนั้นส่งดำเนินคดีข้อหากระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายในที่สาธารณะ

แรงงานไทยที่ไถหนานเมาขับขี่จักรยานไฟฟ้าไปเล่นมือถือไป ตำรวจขับจับเป่าแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.82 mg/l (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจไถหนาน)

          ตามกฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรของไต้หวัน ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ โน้ตแพดหรือโน้ตบุ๊ก ขณะขับขี่รถยนต์ ปรับ 3,000 เหรียญ หากเป็นรถจักรยานไฟฟ้าหรือรถจักรยานยนต์ ปรับ 1,000 เหรียญ สำหรับโทษเมาแล้วขับ แบ่งความรุนแรงตามพฤติกรรมเมาแล้วขับออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่

          1. โทษปรับ 15,000-90,000 เหรียญไต้หวัน สำหรับผู้ที่ดื่มสุราแล้วขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์ ถูกตรวจพบและเป่าลม มีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ 0.15 มิลลิกรัม/ลิตร แต่ถ้าขับรถยนต์ ค่าปรับ 30,000-120,000 เหรียญ ถูกยึดใบขับขี่ 1-4 ปี และหากทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง รถจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นปรับที่ 90,000 เหรียญ รถยนต์ปรับที่ 120,000 เหรียญ ทำผิดซ้ำซากครั้งที่ 3 ขึ้นไป เพิ่มค่าปรับอีกครั้งละ 90,000 เหรียญ ยึดใบขับขี่ตลอดไป กรณีปฏิเสธเป่าลม ค่าปรับเริ่มต้นที่ 180,000 เหรียญ ยึดใบขับขี่ตลอดชีพ คนที่ซ้อนท้ายหรือนั่งร่วมไปในรถคันเดียวกันก็มีโทษปรับเช่นกัน 6,000-15,000 เหรียญ ฐานไม่ห้ามปราม

แรงงานไทยที่ไถหนานเมาขับขี่จักรยานไฟฟ้าไปเล่นมือถือไป ตำรวจขับจับเป่าแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.82 mg/l (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจไถหนาน)

          2. โทษอาญา วัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจได้ 0.25 มิลลิกรัม/ลิตรขึ้นไป เมาแล้วขับอย่างเดียวไม่ได้เกิดอุบัติหรือชนคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่เกิน 300,000 เหรียญไต้หวัน แต่หากเมาแล้วขับชนคนบาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 7 ปี ปรับ 1,000,000 เหรียญไต้หวัน ชนคนเสียชีวิต มีโทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2,000,000 เหรียญไต้หวัน กรณีทำผิดซ้ำชนคนบาดเจ็บสาหัส จำคุก 3 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2,000,000 เหรียญไต้หวัน แต่หากชนคนเสียชีวิตจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับ 3,000,000 เหรียญไต้หวัน

          เมาแล้วขับเป็น 1 ในปัญหาใหญ่ของแรงงานไทยในไต้หวัน พฤติกรรมเมาแล้วขับ นอกจากจะมีโทษหนัก ทำให้หมดโอกาสทำงานในไต้หวันแล้ว ยังคุกคามความปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สินทั้งต่อตัวเองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของสังคมด้วย ที่ผ่านมามีแรงงานไทยบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตจากพฤติกรรมเมาแล้วขับทั้งจากตนเองและผู้อื่น และถูกปรับหนักเนรเทศออกนอกประเทศห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันแล้วมากมาย

สื่อประชาสัมพันธ์เตือนผลของการเมาแล้วขับ จัดทำโดยกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน ไต้หวัน

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ขุนพล แรงงานไทยBy อโศก ศรีจันทร์, Rti