ขุนพล แรงงานไทย

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564


Listen Later

1. เศรษฐกิจไต้หวันโตสวนกระแส ค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานและเงินเดือนข้าราชการ มีหวังได้รับการปรับสูงขึ้น กลุ่มแรงงานเรียกร้องประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ทำตามที่เคยคาดหวัง ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 30,000 เหรียญ ก่อนพ้นวาระ

      สถานการณ์โควิดทั่วโลกยังคงรุนแรง เศรษฐกิจหลายประเทศได้รับผลกระทบ แต่ไต้หวันสวนกระแสโลก ภาวะเศรษฐกิจร้อนแรงมาก แม้สินค้าส่งออกที่เติบโตมากที่สุด จะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ไอซี เวเฟอร์ชิปคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เครื่องออกกำลังกายและเครื่องจักรกลความแม่นยำสูง เป็นหลัก ประกอบกับตลาดหุ้นที่ร้อนแรง จากดัชนีตลาดหุ้นประมาณ 11,000 จุดเมื่อกลางปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้ ทะลุ 17,000 จุด พุ่งขึ้นกว่า 50% บริษัทมหาชนต่างๆ มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่รัฐบาลมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นพุ่งขึ้นอย่างมาก และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะเกิน 5% สูงสุดในรอบ 8 ปี การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงาน หรือแม้กระทั่งการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก

กลุ่มแรงงานไต้หวันเดินขบวนเมื่อวันแรงงาน 1 พ.ค. ที่ผ่านมา เรียกร้องรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างและให้การประกันเงินบำนาญ

      นายซูเจี้ยนหรง รมว. กระทรวงการคลังไต้หวัน กล่าวขณะตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า สถานะทางการเงินของรัฐในหลายปีมานี้ อยู่ในระดับดี โดยเฉพาะปีนี้ 3 เดือนแรกจัดเก็บภาษีจากตลาดหุ้นได้มากกว่า 55,000 ล้านเหรียญไต้หวัน มากกว่าที่คาดการณ์ถึง 20,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ประกอบกับเศรษฐกิจเติบโตสูง รายได้จากการจัดเก็บภาษีในภาคส่วนต่างๆ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา มีโอกาสปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ แต่ก็ต้องดูภาวะเศรษฐกิจในระดับมหาภาคด้วย ทั้งนี้ การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการครั้งล่าสุด ปรับขึ้นเมื่อปี 2561 โดยปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือ ทหาร ตำรวจในอัตรา 3%

กลุ่มแรงงานไต้หวันเดินขบวนเมื่อวันแรงงาน 1 พ.ค. ที่ผ่านมา เรียกร้องรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างและให้การประกันเงินบำนาญ

      ด้านการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็มีโอกาสสูงเช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำไตรมาสแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในที่ประชุมทั้งตัวแทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างต่างเห็นว่า ปีนี้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น มีโอกาสปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ต้องจับตามองดูสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ที่รุนแรงขึ้น จะส่งผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

กลุ่มแรงงานไต้หวันเดินขบวนเมื่อวันแรงงาน 1 พ.ค. ที่ผ่านมา เรียกร้องรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างและให้การประกันเงินบำนาญ

      อย่างไรก็ตาม กลุ่มสหภาพแรงงานกล่าวเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ซึ่งเป็นวันแรงงาน เรียกร้องรัฐบาลว่า ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน เคยกล่าวว่า ค่าจ้างขั้นต่ำที่คาดหวังคือ 30,000 เหรียญไต้หวัน ขณะนี้ ยังมีวาระการดำรงตำแหน่งอีก 3 ปี ขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบันยังอยู่ที่ 24,000 เหรียญเท่านั้น หากจะให้ถึง 30,000 เหรียญไต้หวัน จะต้องปรับขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 เหรียญไต้หวัน จึงจะบรรลุเป้าหมาย ขณะที่ แรงงานบางกลุ่มกล่าวเรียกร้องให้ปรับทีเดียวเป็น 28,000 เหรียญไต้หวัน จึงจะเหมาะสมกับค่าครองชีพในปัจจุบัน

      คงต้องจับตามองดูกันต่อไปว่า ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในเดือนสิงหาคมปีนี้ จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่? เท่าไหร่?

กลุ่มแรงงานไต้หวันเดินขบวนเมื่อวันแรงงาน 1 พ.ค. ที่ผ่านมา เรียกร้องรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างและให้การประกันเงินบำนาญ

2. ไต้หวันหารือประเด็นขยายระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติเกิน 12 ปี เผยมีโอกาสขยายเป็น 14 ปีมากสุด ส่วน 15 ปีหรือมากกว่านั้น ยังติดปัญหาข้อกฎหมายทำงานครบ 15 ปี ต้องจ่ายเงินบำนาญรายเดือน

      ไต้หวันกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก โดยเฉพาะแรงงานกึ่งฝีมือ ซึ่งได้รับผลกระทบจาก 3 ปัจจัยใหญ่ ได้แก่ สถานการณ์โควิดทั่วโลกที่รุนแรงมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้การเดินทางของแรงงานต่างชาติมีอุปสรรค รัฐบาลเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการผลักดันโครงการเมกโปรเจกต์ ต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก รวมถึงนักธุรกิจไต้หวันแห่ย้ายกลับมาลงทุนในมาตุภูมิมากขึ้น หาคนงานเข้าทำงานไม่ได้ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้ประกอบการมีเสียงเรียกร้องดังกระหึ่มมากขึ้น จนประธานาธิบดีไช่อิงเหวินเคยรับจะแก้ปัญหาเรื่องนี้และกล่าวว่า ไต้หวันจะไม่ยอมเป็นสถานฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงานต่างชาติให้ประเทศอื่นอีกต่อไป ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและกระทรวงเศรษฐการ ก็เคยกล่าวต่อนักธุรกิจว่า การขยายระเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติออกไปอีก 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้ประกอบการ เป็นประเด็นที่หารือกันได้ แต่เสียงเรียกร้องของผู้ประกอบการที่ต้องการให้ขยายระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างชาติ จากปัจจุบันที่กำหนดไม่เกิน 12 ปีเป็น 15 ปี หรือบางกลุ่มเรียกร้องให้ขยายไปถึง 20 ปีเลย กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเผย ทั้งหมดติดอยู่ที่ปัญหาเงินบำนาญชราภาพรายเดือน กล่าวคือ ตามกฎหมายการจ้างงานในปัจจุบัน แรงงานต่างชาติทำงานไม่ครบ 15 ปี มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นก้อนครั้งเดียว แต่หากขยายระยะเวลาการทำงานออกไปครบหรือเกิน 15 ปี แรงงานต่างชาติจะมีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรางรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน

      ไต้หวันประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานมานานแล้ว จึงมีนโยบายเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ในลักษณะทดแทนภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยมีการจำกัดคุณสมบัติของนายจ้าง กล่าวคือกิจการที่เป็นงานหนัก สกปรกและอันตราย หาแรงงานท้องถิ่นเข้าทำงานไม่ได้ จึงจะได้รับอนุญาตให้ยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ ในโควตาที่ขึ้นอยู่กับความยากลำบากในการรับสมัครแรงงานท้องถิ่นเข้าทำงาน และไม่เพียงมีกฎระเบียบการยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติที่รัดกุม ยังกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ในอัตราเดือนละ 2,000 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันกระทบโอกาสการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ให้นายจ้างนำเข้าแรงงานต่างชาติ เพราะขาดแคลนแรงงานจริงๆ ไม่ใช่เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงาน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรางรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน

      แต่ตามความเจริญเติบโตด้านการนส่งออกของไต้หวันที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบจากปัจจัย 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงกฎหมายการจ้างงานกำหนดให้แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันได้รวมสะสมแล้ว แรงงานต่างชาติภาคการผลิตไม่เกิน 12 ปี ภาคสวัสดิการสังคมไม่เกิน 14 ปี ทำให้แรงงานต่างชาติที่ถูกฝึกฝนจนมีทักษะฝีมือดี คุ้นสถานที่ทำงาน สื่อสารรู้เรื่อง ตลอดจนรู้วัฒนธรรมการทำงานในไต้หวันเป็นอย่างดี รวมถึงผู้อนุบาลที่ได้รับความไว้วางและมีความผูกพันกับผู้ป่วย ต้องเดินทางกลับประเทศ เพราะครบกำหนดระยะเวลาทำงาน แรงงานกลุ่มนี้ เมื่อเดินทางกลับประเทศแล้ว ส่วนหนึ่งเดินทางต่อไปทำงานยังประเทศคู่แข่งทางเศรษฐกิจของไต้หวัน อย่างเกาหลีและญี่ปุ่นเป็นต้น ส่วนนายจ้างไต้หวันได้แต่นำเข้าแรงงานคนใหม่มาฝึกฝนใหม่ต่อไป ซึ่งขัดกับผลประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและภาคสวัสดิการสังคมของไต้หวัน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง

      จึงมีนายจ้างส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลขยายระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างชาติออกไป และสมาชิกสภานิติบัญญัตของไต้หวัน ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ต่างมีการเสนอญัตติขยายระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างชาติให้มากกว่า 12 ปีในเวอร์ชั่นต่างๆ มีทั้งขยายเป็น 15 ปี 20 ปี และไม่จำกัดระยะเวลาทำงานสำหรับแรงงานที่มีทักษะ สื่อสารภาษารู้เรื่อง และประพฤติตัวดี แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเวอร์ชั่นไหนผ่านการพิจารณาวาระแรกของคณะกรรมาธิการ สภานิติบัญญัติเลย

แรงงานไทยในโรงงานผลิตล้อแมกซ์

      จากการเปิดเผย สาเหตุสำคัญของปัญหา ติดที่เมื่อมีการขยายระยะเวลาทำงานออกไปครบ 15 ปี จะส่งผลถึงสิทธิในการขอรับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเป็นภาระหนักสำหรับกองทุนประกันภัยแรงงานที่กำลังประสบกับภาวะรายรับรายจ่ายไม่สมดุล เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานอธิบายว่า ตามกฎหมายปัจจุบัน แรงงานต่างชาติ ทำงานไม่ครบ 15 ปี สามารถรับเงินบำเหน็จชราภาพ ซึ่งเป็นเงินก้อนครั้งเดียว การจ่ายเงินบำเหน็จนี้ ไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่หากเป็นเงินบำนาญรายเดือน จะยุ่งยากและซับซ้อน และเป็นภาระหนักให้กับกองทุนประกันภัยแรงงานที่กำลังประสบกับภาวะรายจ่ายมากกว่ารายรับ การแก้กฎหมายในส่วนนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะไต้หวันยึดหลักความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน การจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญของแรงงานท้องถิ่นและแรงงานต่างชาติ ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน จะแก้กฎหมายให้แรงงานต่างชาติที่เข้ากองทุนฯ ครบ 15 ปีรับเป็นก้อนเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ แรงงานท้องถิ่นก็ต้องมีสิทธิ์ด้วยเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้น กองทุนฯ จะแบกรับภาระไม่ไหว อาจประสบปัญหาล้มละลายก็ได้

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง

3. จับสาวไต้หวันร่วมกับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใส่ชุดตำรวจเวียดนามวีดิโอคอลหลอกชาวเวียดนาม 3 เดือนได้เงินกว่า 10 ล้านเหรียญไต้หวัน

      นางเฉิน หญิงไต้หวันอายุ 34 ปี เคยถูกจับข้อหาเป็นสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงต้มตุ๋นที่ประเทศชาวมาเลเซีย ถูกส่งกลับไต้หวันเมื่อปี 2557 ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่หนีคดีก่อนเข้ารับโทษ และระหว่างที่ศาลออกหมายจับ นางเฉินหาทางตีสนิทกับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายในร้านอาหารเวียดนามแห่งหนึ่งในนครเกาสง จากนั้นชักชวนมาร่วมตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลุ่มเป้าหมายเป็นชาวเวียดนาม โดยให้แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายสวมชุดตำรวจ ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเวียดนาม ใช้วีดิโอคอลคุยกันสดๆ จนเหยื่อเชื่อสนิท ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ตุ๋นเงินไปกว่า 7,800 ล้านด่อง หรือประมาณ 10 ล้านเหรียญไต้หวัน จนเหยื่อรายหนึ่งเข้าแจ้งความกับตำรวจเวียดนาม จากนั้นมีการประสานและส่งข้อมูลให้แก่ตำรวจไต้หวัน บุกจู่โจมทลายขบวนการนอกกฎหมายแก๊งนี้ จับนางเฉินพร้อมสมุนชาวไต้หวันและแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 7 คน

จับนางเฉิน (คนกลาง) สาวไต้หวันร่วมกับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นเงินชาวเวียดนาม

       โฆษกกรมสอบสวนคดีอาญาแถลงว่า นางเฉิน นักโทษหนีคดีฉ้อโกงและความผิดฐานซ่องโจรที่ประเทศมาเลเซีย ยังไม่เข็ด ยึดอาชีพหลอกลวงต้มตุ๋นที่ไต้หวันอีกครั้ง คราวนี้ พุ่งเป้าไปยังเหยื่อที่ประเทศเวียดนาม โดยดึงดูดแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายจากร้านอาหารเวียดนามแห่งหนึ่งในนครเกาสง มาร่วมตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ไทจง ถ่ายทอดเทคนิคกลโกงทั้งหมดให้กับแรงงานเวียดนาม ทั้งที่พูดภาษาเวียดนามไม่เป็น แต่อาศัยโปรแกรมแปลภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสาร นอกจากนี้ ยังจัดหาชุดตำรวจเวียดนามมาให้แรงงานเวียดนามได้สวมใส ขณะวีดิโอคอลกับเหยื่อ เพื่อให้ตายใจหลงเชื่อ นางเฉินงมงายกับความเชื่อที่ว่า เธอจะร่ำรวย ดังนั้น โทรศัพท์มือถือทุกครั้งที่แจกให้แรงงานเวียดนามใช้เป็นเครื่องมือต้มตุ๋น จะเปิดด้วยรหัส PIN 0857 ออกเสียงในภาษาไต้หวันความหมาย ข้าจะรวย

แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายสวมชุดตำรวจตุ๋นเพื่อนร่วมชาติในเวียดนามผ่านวีดิโอคอล

      ตำรวจกล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว เช่าบ้านเดี่ยว 3 ชั้นในไทจงเป็นฐานมั่น จ้างนายหยาง ชายชาวไต้หวันเป็นผู้จัดการ จัดหาระบบคอมพิเตอร์และโทรศัพท์มือถือตามที่ต้องการ พุ่งเป้าต้มตุ๋นเหยื่อในประเทศเวียดนามเป็นหลัก โดยให้แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายที่ผ่านมาฝึกฝนจากนางเฉินมาแล้ว ปลอมตัวเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์เวียดนาม ติดต่อไปว่า โทรศัพท์ของเหยื่อผิดปกติ ส่งข้อความขยะให้ผู้อื่นจำนวนมาก และถูกขบวนการนอกกฎหมายใช้เลขหมายโทรศัพท์ของเหยื่อไปฟอกเงินและก่อคดีต้มตุ๋น เพื่อให้เหยื่อเชื่อสนิทใจ ยังให้แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ปลอมตัวโดยสวมใส่ชุดตำรวจเวียดนาม ใช้หย่าโล (Zalo) สื่อโซเชียลสัญชาติเวียดนามที่ได้รับความนิยมและใช้กันแพร่หลายในเวียดนาม วีดิโอคอลกับเหยื่อ จนมีผู้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อให้ตำรวจปลอมช่วยตรวจสอบจำนวนมาก ประมาณการว่าในช่วง 3 เดือนได้เงินจากเหยื่อไปแล้วกว่า 10 ล้านเหรียญไต้หวัน ในจำนวนนี้ มีหญิงเวียดนามเป็นข้าราชการเกษียณรายหนึ่งตกเป็นผู้เสียหาย ถูกหลอกให้โอนเงิน 292 ล้านด่อง หรือประมาณ 4.19 ล้านเหรียญไต้หวัน เหยื่อได้เข้าแจ้งความกับตำรวจเวียดนาม ฝ่ายกิจการตำรวจสากลของสำนักงานตำรวจเวียดนาม จึงประสานและส่งข้อมูลมายังตำรวจไต้หวัน นำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้ โดยจับนางเฉิน หัวหน้าแก๊งชาวไต้หวัน นายหยางผู้จัดการฝ่ายเทคนิค และแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 7 คน เป็นชาย 4 หญิง 3 ยึดของกลางเป็นเงินสด 637,800 เหรียญ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและสมุดบัญชีรายชื่อเหยื่อจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีชุดตำรวจเวียดนามที่ใช้สวมใส่เพื่อหลอกให้เหยื่อตายใจอีก 2 ชุด

แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายสวมชุดตำรวจตุ๋นเพื่อนร่วมชาติในเวียดนามผ่านวีดิโอคอล

      โฆษกกรมสอบสวนคดีอาญาแถลงว่า นี่เป็นการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีแรงงานเวียดนามเป็นสมาชิกหลัก จากความร่วมมือระหว่างตำรวจไต้หวันและเวียดนามเป็นครั้งแรก และเตือนให้แรงงานต่างชาติในไต้หวัน ระวังอย่าเข้าร่วมขบวนการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากนี้ ต้องระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อโดยใช้วิธีป้องกันดังนี้

1.หากได้รับโทรศัพท์หรือโซเชียลจากบุคคลที่ไม่รู้จัก ควรทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า มีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

2.ไม่โลภอย่าได้เงินรางวัลที่ไม่มีที่มา

3.ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลอื่น ถึงแม้ผู้ติดต่อจะอ้างตัวเป็นส่วนราชการ หรือสถาบันการเงิน เพราะส่วนราชการ และสถาบันการเงินไม่มีนโยบายสอบถามข้อมูลส่วนตัวลูกค้าผ่านโทรศัพท์

4.ไม่ทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม หรือเครื่องฝากเงินอัตโนมัติตามคำบอกของผู้ที่ติดต่อ

5.ควรสอบถามข้อเท็จจริงกับสถาบันการเงินที่ถูกอ้างถึงหรือใช้บริการ โดยติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าสถาบันนั้น

6.หากได้รับแจ้งว่า มีผู้โอนเงินผิดเข้าบัญชี ควรสอบถามสถาบันการเงินถึงที่มาของเงินดังกล่าว หากเป็นเงินที่มีการโอนผิดเข้ามาจริงต้องให้สถาบันการเงินเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเท่านั้น

7. มีข้อสงสัย หรือต้องการความช่วยเหลือ โทรสายด่วนต่อต้านแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 165

ของกลางที่ยึดได้

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ขุนพล แรงงานไทยBy อโศก ศรีจันทร์, Rti