
Sign up to save your podcasts
Or


1. สตม.ไต้หวันเริ่มออกวีซ่า Re-entry ให้แรงงานต่างชาติในไต้หวันที่จะลากลับบ้านไปทำธุระอีกครั้ง แต่เตือนแรงงานไทย หากไม่จำเป็น อย่าเพิ่งไป เพราะขากลับเข้าไต้หวันต้องมีที่กักตัวรวมของรัฐ และไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยขาดรายได้ระหว่างกักตัว
เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ปิดให้บริการยื่นขอวีซ่าเดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้อีกครั้ง หรือที่เรียกว่า Re-Entry Visa สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการจะกลับบ้านไปพักร้อน เยี่ยมญาติหรือไปทำธุระ ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2563 เป็นต้นมานั้น
ศูนย์บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำนครเถาหยวน
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ได้ประกาศเปิดให้บริการแก่ชาวต่างชาติ รวมทั้งแรงงานต่างชาติด้วย ที่ประสงค์จะเดินทางออกจากไต้หวัน กรณีที่ขอลาพักผ่อนหรือมีเหตุจำเป็นอื่นๆ ยื่นขอวีซ่าเดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้อีกครั้ง (Re-Entry Visa) ยกเว้นแรงงานอินโดนีเซีย ซึ่งศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวัน ยังไม่ได้ยกเลิกคำสั่งระงับการเดินทางเข้ามาทำงานที่ไต้หวันชั่วคราว อันเนื่องมาจากถูกตรวจพบติดเชื้อโควิดเป็นจำนวนมาก
ศูนย์บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำนครเถาหยวน
เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วที่แรงงานต่างชาติไม่สามารถเดินทางกลับประเทศ เพื่อไปพักร้อน เยี่ยมญาติหรือทำธุระอื่นๆ เนื่องจาก สตม. ไม่ออกวีซ่าเดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่หรือที่เรียกว่า Re-Entry Visa บัดนี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย สตม. ไต้หวันเริ่มเปิดให้ยื่นขอ Re-Entry Visa ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แนะนำว่า ใครที่ไม่มีความจำเป็นจริงๆ อย่าเพิ่งลากลับบ้าน เพราะนอกจากเข้าประเทศไทย ต้องกักตัวเป็นเวลา 10 วัน ที่ยุ่งยากคือขากลับเข้าไต้หวัน นอกจากต้องไปตรวจเชื้อโควิด มีใบรับรองผลตรวจเป็นลบแล้ว นายจ้างจะต้องช่วยลงทะเบียนต่อกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เพื่อขอจองห้องพักจากสถานที่กักตัวรวมของรัฐ ซึ่งมีจำนวนจำกัด จะใช้บริการโรงแรมกักโรคเหมือนอย่างมารอบแรกไม่ได้ ต้องกักตัว 14 วัน เสร็จแล้ว ไปตรวจเชื้อโควิด ในส่วนนี้ รัฐบาลออกค่าตรวจให้ และต้องสังเกตอาการตนเองต่ออีก 7 วัน รวมระยะเวลากักตัวทั้งไทยและไต้หวันนานเป็นเดือนเลยทีเดียว การลากลับบ้านต้องลาอย่างน้อย 40 วันขึ้นไป ไม่เพียงแต่ขาดรายได้ไปกว่าเดือน แถมช่วงระหว่างกักตัว 14 วัน ยังไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยขาดรายได้ ทั้งนี้เพราะคำสั่งของศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันที่ประกาศให้ชาวต่างชาติและชาวไต้หวัน หากเดินทางออกนอกไต้หวันไปยังประเทศที่ถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับ 3 ขึ้นไป ซึ่งรวมทุกประเทศ หลังวันที่ 17 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา ไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยขาดรายได้ระหว่างกักตัว 14 วัน เพราะขัดคำสั่งของศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวัน
ศูนย์บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำเมืองเจียอี้
2. ระวังอันตราย ยืนบนแผงโซล่าร์เซลล์จับปลา อาจเสี่ยงตายได้
ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเขื่อนเน่ยผูจื่อที่ตำบลหมินสง เมืองเจียงอี้ ร้องเรียนว่า มีคนพายแพที่ทำจากท่อพีวีซี เพื่อไปจับปลากลางเขื่อนเป็นประจำ บางครั้งยังยืนบนแผงโซล่าร์เซลล์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูง อาจจมน้ำหรือถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตได้ และคนจับปลาอย่างผิดกฎหมายกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ สำนักชลประทานเขตเจียอี้-ไถหนานเตือนว่า จะเก็บรวบรวมหลักฐานส่งตำรวจดำเนินคดีต่อไป
ยืนบนแผงโซล่าร์เซลล์ทอดแห เป็นพฤติกรรมที่ผ่านผืนกฎหมายและอันตรายมาก อาจเสี่ยงตายได้
เขื่อนเน่ยผูจื่อ ที่ตำบลหมินสง เมืองเจียงอี้ เป็นเขื่อนที่ป้อนน้ำให้กับการเกษตรโดยเฉพาะ ไม่ได้ใช้สำหรับอุปโภคและบริโภค คุณภาพน้ำจึงไม่ดีเท่ากับเขื่อนทั่วไป ยิ่งมีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟแล้ว ยิ่งทำคุณภาพน้ำแย่ลง ไม่เหมาะสำหรับดื่ม สัตว์น้ำในเขื่อนนี้ ก็ปนเปื้อนมลพิษ หากจับมาทาน จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ บริเวณรอบๆ เขื่อน มีการปักป้ายเตือน ห้ามลงเล่นน้ำ ห้ามตกหรือจับปลาและห้ามลงไปเหยียบบนแผงโซล่าร์เซลล์ แต่วันหยุดมักจะมีแรงงานต่างชาติจับกลุ่มกันไปเล่นน้ำ หรือไปจับปลาเป็นประจำ บางรายใช้แพที่ทำจากท่อพีวีซี พายไปยังจุดกลางของเขื่อน ซึ่งค่อนข้างลึก หากแพคว่ำ อาจจมน้ำตายได้ ขณะที่บางราย ยืนบนแผงโซล่าร์เซลล์ หว่านแหหรือตกปลา ซึ่งอันตรายมาก เพราะแผงโซล่าเซลล์ขนาดใหญ่ มีการเชื่อมขั่วไฟฟ้าต่อกัน หากเกิดการลัดวงจรหรือไฟช็อต แรงเคลื่อนและกระแสไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกันสูงพอที่จะทำให้คนเสียชีวิตได้ ชาวบ้านกล่าวว่า แรงงานต่างชาติเหล่านี้ จับปลามากินโดยไม่สนใจความปลอดภัยของชีวิต น่าเป็นห่วงจริงๆ
ในวันหยุด แรงงานต่างชาติมักจะไปจับปลาในเขื่อนเน่ยผูจื่อ ตำบลหมินสง เมืองเจียอี้เป็นประจำ
นายหวางจื้อเฉิง ผอ. สำนักชลประทานเขตเจียอี้-ไถหนานกล่าวว่า บริเวณรอบๆ เขื่อน มีป้ายเตือนห้ามลงเล่นน้ำ ห้ามตกปลา ห้ามจับปลาและห้ามลงไปเหยียบบนแผงโซล่าร์เซลล์ โดยมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดสอดส่องตลอดเวลา ผู้ใดฝ่าฝืน จะส่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ในวันหยุด จะมีแรงงานต่างชาติไปจับปลาในเขื่อนเน่ยผูจื่อเป็นประจำ
แม้จะไม่ได้บอกว่าเป็นแรงงานชาติไหน แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแรงงานไทย จึงขอเตือนมาด้วยความห่วงใยว่า หลีกเลี่ยงไปจับปลาในแม่น้ำลำธารหรือสถานที่มีการปักป้ายเตือน เพราะนอกจากส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจถูกจับดำเนินคดี ที่สำคัญสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิต
มีการปักป้ายเตือนห้ามลงเล่นน้ำ ห้ามจับปลาในเขื่อน แต่เสียดายมีแต่ภาษาจีน แรงงานต่างชาติอาจไม่รู้เรื่อง
3. ตีสามยังไม่กลับหอพัก! แรงงานไทยเมาเหล้าส่งเสียงดังกลางดึก ตะลุมบอนกับแรงงานไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ทุกคนสร่างเมาหลังถูกตำรวจจับปรับคนละ 6,000 เหรียญไต้หวัน
เมื่อรุ่งเช้าเวลา 03.00 น. วันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมานี้ แรงงานไทยกลุ่มหนึ่งเนื่องจากเมาสุรา ขณะผ่านบริเวณศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ในนครไทจง โวยวายเสียงดัง สร้างความไม่พอใจแก่แรงงานไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้จักกัน แต่เมาสุราเช่นกัน ทั้งสองกลุ่มเกิดมีปากเสียงกันจนถึงขั้นลงมือตีกันจนหัวร้างข้างแตก ชาวบ้านใกล้เคียงโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจนับสิบนายรุดมาที่เกิดเหตุในไม่กี่นาที ระงับเหตุไม่ให้บานปลาย และจับกุมแรงงานไทยทั้งหมดกลับไปยังโรงพัก
แรงงานไทยเมาส่งเสียงโวยวาย เพื่อร่วมชาติอีกกลุ่มไม่พอใจเกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ถูกตำรวจล็อกคอกลับโรงพัก
จากการสอบปากคำ คนงานไทยทั้งสองกลุ่มไม่รู้จักกันมาก่อน ในวันเกิดเหตุ ไปดื่มสุราที่ร้านอาหารไทยใกล้อาเซียนสแควร์ ศูนย์การค้าบริการแรงงานต่างชาติที่ใหญ่สุดในภาคกลาง ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟไทจง จนถึงรุ่งเช้า 03.00 น. กลุ่มแรกในอาการเมาคุยส่งเสียงดัง เดินผ่านหน้ากลุ่มที่สอง สร้างความไม่พอใจให้คนงานไทยกลุ่มที่ 2 จนมีการทะเลาะและลงมือชกต่อยกัน อย่างไรก็ตามคนงานไทยทั้งสองกลุ่ม แม้จะปากแตก หัวแตกและมีเลือดไหลไปตามๆ กัน แต่เป็นเพียงบาดเจ็บภายนอก ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลและตกลงไม่เอาเรื่องซึ่งกันและกัน แต่แม้จะยอมความกันได้ ตำรวจกล่าวว่า การส่งเสียงดัง ทะเลาะวิวาทและชกต่อยกันในที่สาธารณะ ต้องส่งดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ปรับสูงสุดคนละ 6,000 เหรียญ หลังจากได้ยินค่าปรับแล้วแรงงานไทยทั้งสองกลุ่มสร่างเมาทันที
แรงงานไทยเมาส่งเสียงโวยวาย เพื่อร่วมชาติอีกกลุ่มไม่พอใจเกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ถูกตำรวจล็อกคอกลับโรงพัก
หนึ่งในปัญหาที่ชาวบ้านใกล้หอพักโรงงานร้องเรียนแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทยและเวียดนามมากที่สุด ก็คือส่งเสียงดังรบกวนความสงบสุขของชาวบ้าน สำหรับแรงงานไทย ในยามปกติ ไม่มีปัญหาเรื่องส่งเสียงดัง ยกเว้นเมาสุรา เอะอะโวยวาย ท้าตีท้าต่อย นอกจากนี้ยังมักจะส่งเสียงดังขณะเล่นการพนัน หากชาวบ้านร้องเรียน ตำรวจตรวจสอบแล้วเป็นจริง จะถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ต้องระวางโทษปรับ 1,200 – 6,000 เหรียญไต้หวัน
แรงงานไทยเมาส่งเสียงโวยวาย เพื่อร่วมชาติอีกกลุ่มไม่พอใจเกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ถูกตำรวจล็อกคอกลับโรงพัก
จึงเตือนแรงงานไทย หลีกเลี่ยงและลด ละ เลิก ดื่มสุรา เพราะสุราเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของแรงงานไทยในไต้หวัน ในอดีตสมัยที่แรงงานไทยยังมีจำนวนมากนั้น เมื่อมีข่าวอาชญากรรมหรือฆ่ากันตาย ส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับแรงงานไทยและมักจะมีสาเหตุมาจากเมาสุรา ระยะหลัง แรงงานเวียดนามมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แรงงานไทยลดน้อยลง จึงได้เสียตำแหน่งไปให้กับแรงงานเวียดนาม แต่หากเทียบอัตราส่วนกับยอดจำนวนแล้ว แรงงานไทยที่ก่อคดีอาชญากรรมและอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากฤทธิ์น้ำเมา ยังคงครองแชมป์ในบรรดาแรงงานต่างชาติในไต้หวันทั้ง 4 ชาติ
ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ในไทจง เป็นแหล่งรวมสินค้า อาหารและความบันเทิงของแรงงานต่างชาติ
4. แรงงานอินโดนีเซียหญิงชายผิดกฎหมายคู่หนึ่ง เห็นตำรวจปิดจราจรให้ขบวนรถผ่าน คิดว่าตั้งด่านจับแรงงานผิดกฎหมาย หลบเข้าป่าแต่พลาดตกเหวตาย 1 สาหัสอีก 1
เมื่อเย็นวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมานี้ มีแรงงานอินโดนีเซียหญิงชายที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายคู่หนึ่ง ฝ่ายชายขับมอเตอร์ไซค์โดยมีฝ่ายหญิงนั่งซ้อนท้าย ลงจากภูเขาในตำบลเหรินอ้าย เมืองหนานโถว เห็นปากทางอุโมงค์ข้างหน้ามีตำรวจจำนวนมากควบคุมการจราจร เกรงว่าจะถูกจับ ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้าป่าข้างทาง จอดรถแล้วข้ามกำแพงแนวกั้นที่เป็นปูนซิเมนต์ เพื่อไปหลบในซอกข้างอุโมงค์ รอให้ตำรวจกลับไปแล้วค่อยขับมอเตอร์ไซค์ผ่าน แต่ก้าวพลาด ตกลงไปในลำห้วยที่อยู่ลึกลงไปประมาณ 50 เมตร ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ชั่วโมงจึงมีคนมาพบเห็นและแจ้งหน่วยกู้ภัยมาช่วยนำร่างขึ้นมา ปรากฎว่าฝ่ายหญิงเสียชีวิตแล้ว ขณะที่ผู้ชายบาดเจ็บสาหัส
รถมอเตอร์ไซค์ของสองแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย
ในวันเกิดเหตุ อดีตประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่ว นำคณะไปเยี่ยมหมู่บ้านชาวพื้นเมือง จนถึงช่วงเย็น 17.00 จึงเดินทางกลับไทเป ในระหว่างการเดินทาง ตำรวจเมืองหนานโถว อำนวยความสะดวก โดยควบคุมการจราจรให้ขบวนรถของคณะอดีตผู้นำไต้หวันผ่าน แรงงานอินโดนีเซียหญิงชายคู่นี้ ซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมายขี่รถมอเตอร์ไซค์ลงมาจากภูเขามาพบเห็นเข้า กลัวจะถูกจับ จึงขี่มอเตอร์เข้าข้างทาง หาที่หลบซ่อน โดยจอดรถมอเตอร์ไว้ในที่กำบัง จากนั้นปีนข้ามกำแพงกั้นแนวปูนซิเมนต์ เพื่อหลบเข้าไปในซอก ซึ่งเป็นหน้าผา แต่แรงงานหญิงเสียหลักพลัดตกลงไป เพื่อนชายเห็นรีบคว้า แต่เอาไม่อยู่ร่วงตกลงในลำห้วยที่อยู่ลึกไปประมาณ 50 เมตร ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งถึงเวลา 20.00 น. วันเดียวกัน จึงมีชาวบ้านในละแวกนั้นเดินผ่าน เห็นมีรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ และมีเสียงร้องแผ่วเบาขอความช่วยเหลือ เมื่อลงไปดูจึงพบแรงงานอินโดนีเซียทั้งสอง รีบโทรศัพท์แจ้งความ หน่วยกู้ภัยและตำรวจมาถึง ช่วยนำร่างทั้งสองขึ้นมาจากลำห้วย ปรากฎว่า ฝ่ายหญิงซึ่งบาดเจ็บสาหัสและเสียเลือดมาก เสียชีวิตแล้ว ส่วนแรงงานอินโดนีเซียชายได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน กระดูกหักหลายที่ แต่ยังมีชีวิต ถูกส่งไปรักษาโดยการผ่าตัด ขณะนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว
จากคำให้การของแรงงานอินโดนีเซียรายนี้กล่าวว่า ในวันที่เกิดเหตุ ตนและแฟนไม่ทราบว่า เป็นตำรวจที่คอยควบคุมการจราจรเพื่อให้ขบวนรถคณะของอดีตผู้นำผ่าน โดยคิดว่า ตำรวจตั้งด่านตรวจ กลัวว่าจะถูกจับ จึงหลบเข้าไปข้างทาง ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้
แรงงานหลบหนี มักจะอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ความเป็นอยู่ก็ยากลำบาก เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่กล้าไปรับการรักษา นอกจากค่ารักษาแพง เพราะไม่มีประกันสุขภาพแล้ว ยังกลัวจะถูกจับ เสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และยังเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของขบวนการนอกกฎหมายด้วย
By อโศก ศรีจันทร์, Rti1. สตม.ไต้หวันเริ่มออกวีซ่า Re-entry ให้แรงงานต่างชาติในไต้หวันที่จะลากลับบ้านไปทำธุระอีกครั้ง แต่เตือนแรงงานไทย หากไม่จำเป็น อย่าเพิ่งไป เพราะขากลับเข้าไต้หวันต้องมีที่กักตัวรวมของรัฐ และไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยขาดรายได้ระหว่างกักตัว
เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ปิดให้บริการยื่นขอวีซ่าเดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้อีกครั้ง หรือที่เรียกว่า Re-Entry Visa สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการจะกลับบ้านไปพักร้อน เยี่ยมญาติหรือไปทำธุระ ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2563 เป็นต้นมานั้น
ศูนย์บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำนครเถาหยวน
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ได้ประกาศเปิดให้บริการแก่ชาวต่างชาติ รวมทั้งแรงงานต่างชาติด้วย ที่ประสงค์จะเดินทางออกจากไต้หวัน กรณีที่ขอลาพักผ่อนหรือมีเหตุจำเป็นอื่นๆ ยื่นขอวีซ่าเดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้อีกครั้ง (Re-Entry Visa) ยกเว้นแรงงานอินโดนีเซีย ซึ่งศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวัน ยังไม่ได้ยกเลิกคำสั่งระงับการเดินทางเข้ามาทำงานที่ไต้หวันชั่วคราว อันเนื่องมาจากถูกตรวจพบติดเชื้อโควิดเป็นจำนวนมาก
ศูนย์บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำนครเถาหยวน
เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วที่แรงงานต่างชาติไม่สามารถเดินทางกลับประเทศ เพื่อไปพักร้อน เยี่ยมญาติหรือทำธุระอื่นๆ เนื่องจาก สตม. ไม่ออกวีซ่าเดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่หรือที่เรียกว่า Re-Entry Visa บัดนี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย สตม. ไต้หวันเริ่มเปิดให้ยื่นขอ Re-Entry Visa ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แนะนำว่า ใครที่ไม่มีความจำเป็นจริงๆ อย่าเพิ่งลากลับบ้าน เพราะนอกจากเข้าประเทศไทย ต้องกักตัวเป็นเวลา 10 วัน ที่ยุ่งยากคือขากลับเข้าไต้หวัน นอกจากต้องไปตรวจเชื้อโควิด มีใบรับรองผลตรวจเป็นลบแล้ว นายจ้างจะต้องช่วยลงทะเบียนต่อกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เพื่อขอจองห้องพักจากสถานที่กักตัวรวมของรัฐ ซึ่งมีจำนวนจำกัด จะใช้บริการโรงแรมกักโรคเหมือนอย่างมารอบแรกไม่ได้ ต้องกักตัว 14 วัน เสร็จแล้ว ไปตรวจเชื้อโควิด ในส่วนนี้ รัฐบาลออกค่าตรวจให้ และต้องสังเกตอาการตนเองต่ออีก 7 วัน รวมระยะเวลากักตัวทั้งไทยและไต้หวันนานเป็นเดือนเลยทีเดียว การลากลับบ้านต้องลาอย่างน้อย 40 วันขึ้นไป ไม่เพียงแต่ขาดรายได้ไปกว่าเดือน แถมช่วงระหว่างกักตัว 14 วัน ยังไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยขาดรายได้ ทั้งนี้เพราะคำสั่งของศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันที่ประกาศให้ชาวต่างชาติและชาวไต้หวัน หากเดินทางออกนอกไต้หวันไปยังประเทศที่ถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับ 3 ขึ้นไป ซึ่งรวมทุกประเทศ หลังวันที่ 17 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา ไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยขาดรายได้ระหว่างกักตัว 14 วัน เพราะขัดคำสั่งของศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวัน
ศูนย์บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำเมืองเจียอี้
2. ระวังอันตราย ยืนบนแผงโซล่าร์เซลล์จับปลา อาจเสี่ยงตายได้
ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเขื่อนเน่ยผูจื่อที่ตำบลหมินสง เมืองเจียงอี้ ร้องเรียนว่า มีคนพายแพที่ทำจากท่อพีวีซี เพื่อไปจับปลากลางเขื่อนเป็นประจำ บางครั้งยังยืนบนแผงโซล่าร์เซลล์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูง อาจจมน้ำหรือถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตได้ และคนจับปลาอย่างผิดกฎหมายกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ สำนักชลประทานเขตเจียอี้-ไถหนานเตือนว่า จะเก็บรวบรวมหลักฐานส่งตำรวจดำเนินคดีต่อไป
ยืนบนแผงโซล่าร์เซลล์ทอดแห เป็นพฤติกรรมที่ผ่านผืนกฎหมายและอันตรายมาก อาจเสี่ยงตายได้
เขื่อนเน่ยผูจื่อ ที่ตำบลหมินสง เมืองเจียงอี้ เป็นเขื่อนที่ป้อนน้ำให้กับการเกษตรโดยเฉพาะ ไม่ได้ใช้สำหรับอุปโภคและบริโภค คุณภาพน้ำจึงไม่ดีเท่ากับเขื่อนทั่วไป ยิ่งมีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟแล้ว ยิ่งทำคุณภาพน้ำแย่ลง ไม่เหมาะสำหรับดื่ม สัตว์น้ำในเขื่อนนี้ ก็ปนเปื้อนมลพิษ หากจับมาทาน จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ บริเวณรอบๆ เขื่อน มีการปักป้ายเตือน ห้ามลงเล่นน้ำ ห้ามตกหรือจับปลาและห้ามลงไปเหยียบบนแผงโซล่าร์เซลล์ แต่วันหยุดมักจะมีแรงงานต่างชาติจับกลุ่มกันไปเล่นน้ำ หรือไปจับปลาเป็นประจำ บางรายใช้แพที่ทำจากท่อพีวีซี พายไปยังจุดกลางของเขื่อน ซึ่งค่อนข้างลึก หากแพคว่ำ อาจจมน้ำตายได้ ขณะที่บางราย ยืนบนแผงโซล่าร์เซลล์ หว่านแหหรือตกปลา ซึ่งอันตรายมาก เพราะแผงโซล่าเซลล์ขนาดใหญ่ มีการเชื่อมขั่วไฟฟ้าต่อกัน หากเกิดการลัดวงจรหรือไฟช็อต แรงเคลื่อนและกระแสไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกันสูงพอที่จะทำให้คนเสียชีวิตได้ ชาวบ้านกล่าวว่า แรงงานต่างชาติเหล่านี้ จับปลามากินโดยไม่สนใจความปลอดภัยของชีวิต น่าเป็นห่วงจริงๆ
ในวันหยุด แรงงานต่างชาติมักจะไปจับปลาในเขื่อนเน่ยผูจื่อ ตำบลหมินสง เมืองเจียอี้เป็นประจำ
นายหวางจื้อเฉิง ผอ. สำนักชลประทานเขตเจียอี้-ไถหนานกล่าวว่า บริเวณรอบๆ เขื่อน มีป้ายเตือนห้ามลงเล่นน้ำ ห้ามตกปลา ห้ามจับปลาและห้ามลงไปเหยียบบนแผงโซล่าร์เซลล์ โดยมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดสอดส่องตลอดเวลา ผู้ใดฝ่าฝืน จะส่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ในวันหยุด จะมีแรงงานต่างชาติไปจับปลาในเขื่อนเน่ยผูจื่อเป็นประจำ
แม้จะไม่ได้บอกว่าเป็นแรงงานชาติไหน แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแรงงานไทย จึงขอเตือนมาด้วยความห่วงใยว่า หลีกเลี่ยงไปจับปลาในแม่น้ำลำธารหรือสถานที่มีการปักป้ายเตือน เพราะนอกจากส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจถูกจับดำเนินคดี ที่สำคัญสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิต
มีการปักป้ายเตือนห้ามลงเล่นน้ำ ห้ามจับปลาในเขื่อน แต่เสียดายมีแต่ภาษาจีน แรงงานต่างชาติอาจไม่รู้เรื่อง
3. ตีสามยังไม่กลับหอพัก! แรงงานไทยเมาเหล้าส่งเสียงดังกลางดึก ตะลุมบอนกับแรงงานไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ทุกคนสร่างเมาหลังถูกตำรวจจับปรับคนละ 6,000 เหรียญไต้หวัน
เมื่อรุ่งเช้าเวลา 03.00 น. วันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมานี้ แรงงานไทยกลุ่มหนึ่งเนื่องจากเมาสุรา ขณะผ่านบริเวณศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ในนครไทจง โวยวายเสียงดัง สร้างความไม่พอใจแก่แรงงานไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้จักกัน แต่เมาสุราเช่นกัน ทั้งสองกลุ่มเกิดมีปากเสียงกันจนถึงขั้นลงมือตีกันจนหัวร้างข้างแตก ชาวบ้านใกล้เคียงโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจนับสิบนายรุดมาที่เกิดเหตุในไม่กี่นาที ระงับเหตุไม่ให้บานปลาย และจับกุมแรงงานไทยทั้งหมดกลับไปยังโรงพัก
แรงงานไทยเมาส่งเสียงโวยวาย เพื่อร่วมชาติอีกกลุ่มไม่พอใจเกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ถูกตำรวจล็อกคอกลับโรงพัก
จากการสอบปากคำ คนงานไทยทั้งสองกลุ่มไม่รู้จักกันมาก่อน ในวันเกิดเหตุ ไปดื่มสุราที่ร้านอาหารไทยใกล้อาเซียนสแควร์ ศูนย์การค้าบริการแรงงานต่างชาติที่ใหญ่สุดในภาคกลาง ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟไทจง จนถึงรุ่งเช้า 03.00 น. กลุ่มแรกในอาการเมาคุยส่งเสียงดัง เดินผ่านหน้ากลุ่มที่สอง สร้างความไม่พอใจให้คนงานไทยกลุ่มที่ 2 จนมีการทะเลาะและลงมือชกต่อยกัน อย่างไรก็ตามคนงานไทยทั้งสองกลุ่ม แม้จะปากแตก หัวแตกและมีเลือดไหลไปตามๆ กัน แต่เป็นเพียงบาดเจ็บภายนอก ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลและตกลงไม่เอาเรื่องซึ่งกันและกัน แต่แม้จะยอมความกันได้ ตำรวจกล่าวว่า การส่งเสียงดัง ทะเลาะวิวาทและชกต่อยกันในที่สาธารณะ ต้องส่งดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ปรับสูงสุดคนละ 6,000 เหรียญ หลังจากได้ยินค่าปรับแล้วแรงงานไทยทั้งสองกลุ่มสร่างเมาทันที
แรงงานไทยเมาส่งเสียงโวยวาย เพื่อร่วมชาติอีกกลุ่มไม่พอใจเกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ถูกตำรวจล็อกคอกลับโรงพัก
หนึ่งในปัญหาที่ชาวบ้านใกล้หอพักโรงงานร้องเรียนแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทยและเวียดนามมากที่สุด ก็คือส่งเสียงดังรบกวนความสงบสุขของชาวบ้าน สำหรับแรงงานไทย ในยามปกติ ไม่มีปัญหาเรื่องส่งเสียงดัง ยกเว้นเมาสุรา เอะอะโวยวาย ท้าตีท้าต่อย นอกจากนี้ยังมักจะส่งเสียงดังขณะเล่นการพนัน หากชาวบ้านร้องเรียน ตำรวจตรวจสอบแล้วเป็นจริง จะถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ต้องระวางโทษปรับ 1,200 – 6,000 เหรียญไต้หวัน
แรงงานไทยเมาส่งเสียงโวยวาย เพื่อร่วมชาติอีกกลุ่มไม่พอใจเกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ถูกตำรวจล็อกคอกลับโรงพัก
จึงเตือนแรงงานไทย หลีกเลี่ยงและลด ละ เลิก ดื่มสุรา เพราะสุราเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของแรงงานไทยในไต้หวัน ในอดีตสมัยที่แรงงานไทยยังมีจำนวนมากนั้น เมื่อมีข่าวอาชญากรรมหรือฆ่ากันตาย ส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับแรงงานไทยและมักจะมีสาเหตุมาจากเมาสุรา ระยะหลัง แรงงานเวียดนามมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แรงงานไทยลดน้อยลง จึงได้เสียตำแหน่งไปให้กับแรงงานเวียดนาม แต่หากเทียบอัตราส่วนกับยอดจำนวนแล้ว แรงงานไทยที่ก่อคดีอาชญากรรมและอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากฤทธิ์น้ำเมา ยังคงครองแชมป์ในบรรดาแรงงานต่างชาติในไต้หวันทั้ง 4 ชาติ
ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ในไทจง เป็นแหล่งรวมสินค้า อาหารและความบันเทิงของแรงงานต่างชาติ
4. แรงงานอินโดนีเซียหญิงชายผิดกฎหมายคู่หนึ่ง เห็นตำรวจปิดจราจรให้ขบวนรถผ่าน คิดว่าตั้งด่านจับแรงงานผิดกฎหมาย หลบเข้าป่าแต่พลาดตกเหวตาย 1 สาหัสอีก 1
เมื่อเย็นวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมานี้ มีแรงงานอินโดนีเซียหญิงชายที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายคู่หนึ่ง ฝ่ายชายขับมอเตอร์ไซค์โดยมีฝ่ายหญิงนั่งซ้อนท้าย ลงจากภูเขาในตำบลเหรินอ้าย เมืองหนานโถว เห็นปากทางอุโมงค์ข้างหน้ามีตำรวจจำนวนมากควบคุมการจราจร เกรงว่าจะถูกจับ ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้าป่าข้างทาง จอดรถแล้วข้ามกำแพงแนวกั้นที่เป็นปูนซิเมนต์ เพื่อไปหลบในซอกข้างอุโมงค์ รอให้ตำรวจกลับไปแล้วค่อยขับมอเตอร์ไซค์ผ่าน แต่ก้าวพลาด ตกลงไปในลำห้วยที่อยู่ลึกลงไปประมาณ 50 เมตร ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ชั่วโมงจึงมีคนมาพบเห็นและแจ้งหน่วยกู้ภัยมาช่วยนำร่างขึ้นมา ปรากฎว่าฝ่ายหญิงเสียชีวิตแล้ว ขณะที่ผู้ชายบาดเจ็บสาหัส
รถมอเตอร์ไซค์ของสองแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย
ในวันเกิดเหตุ อดีตประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่ว นำคณะไปเยี่ยมหมู่บ้านชาวพื้นเมือง จนถึงช่วงเย็น 17.00 จึงเดินทางกลับไทเป ในระหว่างการเดินทาง ตำรวจเมืองหนานโถว อำนวยความสะดวก โดยควบคุมการจราจรให้ขบวนรถของคณะอดีตผู้นำไต้หวันผ่าน แรงงานอินโดนีเซียหญิงชายคู่นี้ ซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมายขี่รถมอเตอร์ไซค์ลงมาจากภูเขามาพบเห็นเข้า กลัวจะถูกจับ จึงขี่มอเตอร์เข้าข้างทาง หาที่หลบซ่อน โดยจอดรถมอเตอร์ไว้ในที่กำบัง จากนั้นปีนข้ามกำแพงกั้นแนวปูนซิเมนต์ เพื่อหลบเข้าไปในซอก ซึ่งเป็นหน้าผา แต่แรงงานหญิงเสียหลักพลัดตกลงไป เพื่อนชายเห็นรีบคว้า แต่เอาไม่อยู่ร่วงตกลงในลำห้วยที่อยู่ลึกไปประมาณ 50 เมตร ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งถึงเวลา 20.00 น. วันเดียวกัน จึงมีชาวบ้านในละแวกนั้นเดินผ่าน เห็นมีรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ และมีเสียงร้องแผ่วเบาขอความช่วยเหลือ เมื่อลงไปดูจึงพบแรงงานอินโดนีเซียทั้งสอง รีบโทรศัพท์แจ้งความ หน่วยกู้ภัยและตำรวจมาถึง ช่วยนำร่างทั้งสองขึ้นมาจากลำห้วย ปรากฎว่า ฝ่ายหญิงซึ่งบาดเจ็บสาหัสและเสียเลือดมาก เสียชีวิตแล้ว ส่วนแรงงานอินโดนีเซียชายได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน กระดูกหักหลายที่ แต่ยังมีชีวิต ถูกส่งไปรักษาโดยการผ่าตัด ขณะนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว
จากคำให้การของแรงงานอินโดนีเซียรายนี้กล่าวว่า ในวันที่เกิดเหตุ ตนและแฟนไม่ทราบว่า เป็นตำรวจที่คอยควบคุมการจราจรเพื่อให้ขบวนรถคณะของอดีตผู้นำผ่าน โดยคิดว่า ตำรวจตั้งด่านตรวจ กลัวว่าจะถูกจับ จึงหลบเข้าไปข้างทาง ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้
แรงงานหลบหนี มักจะอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ความเป็นอยู่ก็ยากลำบาก เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่กล้าไปรับการรักษา นอกจากค่ารักษาแพง เพราะไม่มีประกันสุขภาพแล้ว ยังกลัวจะถูกจับ เสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และยังเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของขบวนการนอกกฎหมายด้วย