ขุนพล แรงงานไทย

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567


Listen Later

1. ปี 66 สายด่วน 1955 ให้บริการโทรศัพท์ 250,870 สาย ช่วยแรงงานต่างชาติทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 120 ล้านเหรียญ แรงงานเวียดนามร้องเรียนมากสุด 40.1% แรงงานไทยใช้บริการ 4.2%

          กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานออกแถลงการณ์กล่าวว่า ตลอดปี 2566 สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 250,870 สาย เทียบกับ 258,480 สายของปี 2565 ลดลง 7,610 สาย สาเหตุเป็นเพราะสถานการณ์โควิดบรรเทาลง โทรศัพท์สอบถามสิทธิประโยชน์ลดน้อยลง ขณะที่ยอดจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์แม้จะน้อยลง แต่ลดลงไม่มากนัก และในจำนวนนี้ ประมาณ 88% เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอคำปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่สอบถามปัญหาในสัญญาจ้าง อาทิ ค่าที่พักอาหาร การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศเป็นต้น และแรงงานเวียดนามโทรศัพท์ใช้บริการมากที่สุด แรงงานไทยใช้บริการน้อยที่สุด

เจ้าหน้าที่แผนกภาษาไทยกำลังรับโทรศัพท์ให้คำปรึกษาแก่แรงงานไทย (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน)

          กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานแถลงว่า ขั้นตอนการให้บริการของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หลังจากได้รับเรื่องร้องทุกข์แล้ว จะส่งให้กองแรงงานท้องที่ผ่านระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาภายในเวลากำหนด นอกจากนี้ ยังจะประสานกับหน่วยงาน NGO จัดหาบ้านพักฉุกเฉินหรือนำส่งรักษาพยาบาล สำหรับแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนหรือถูกทำร้ายร่างกาย โดยมีล่ามคอยเป็นเพื่อนช่วยแปลภาษาและแก้ไขข้อพิพาทด้วย ทั้งนี้ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน ให้บริการทั้งแรงงานต่างชาติ แรงงานท้องถิ่น นายจ้างหรือบริษัทจัดหางาน โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา มีคนท้องถิ่นโทรศัพท์ใช้บริการประมาณ 31.4% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ประมาณ 5.7%  เป็นการสอบถามข้อระเบียบในการว่าจ้าง ชั่วโมงการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน

หลังรับเรื่องร้องทุกข์แล้ว จะส่งต่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อทันที โดยปี 2566 ช่วยแรงงานต่างชาติโอนย้ายนายจ้างได้สำเร็จ 2,790 ราย ทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายและเงินสิทธิประโยชน์อื่น ๆ 125,783,859 เหรียญ

          กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการที่หลากหลาย นอกจากทางโทรศัพท์แล้ว ยังให้บริการสอบถามข้อมูล ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องทุกข์หรือขอความช่วยเหลือผ่านข้อความของกลุ่ม Line@ 1955 แบบเรียลไทม์เป็นภาษาจีน ภาษาไทย เวียดนาม อังกฤษและอินโดนีเซียตลอด 24 ชั่วโมง และในช่วงปี 2564-2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ยอดจำนวนโทรศัพท์ที่โทรไปสอบถามข้อมูลและมาตรการเกี่ยวกับการป้องกันโรคโควิด-19 จำนวนมาก จนทะลุหลัก 250,000 สาย แม้ในปี 2566 การสอบถามเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ลดน้อยลง แต่เนื่องจากการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นทำลายสถิติ ทำให้โทรศัพท์ที่โทรเข้าสายด่วนคุ้มครองแรงงานเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ยังคงสูงถึง 250,870 สาย   

คณะเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานไทยเดินทางมาเยี่ยมชมการปฏิบัติหน้าที่ของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955

          กรมพัฒนากำลังแรงงานเปิดเผยข้อมูลพบว่า ตลอดปี 2566 ที่ผ่านมา สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 250,870 สาย ในจำนวนนี้เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอรับคำปรึกษา 221,739 สายหรือประมาณ 88.38% ของโทรศัพท์ที่ใช้บริการของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ทั้งหมด ในส่วนของการร้องทุกข์ทั่วไปจำนวน 28,088 สาย โทรศัพท์ขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉิน 1,043 สาย ซึ่งหลังรับเรื่องแล้ว สายด่วนคุ้มครองแรงงานส่งต่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการต่อโดยผ่านระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ ช่วยแรงงานต่างชาติโอนย้ายนายจ้างได้สำเร็จ 2,790 ราย ทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายและเงินสิทธิประโยชน์อื่น ๆ 5,006 คดี รวมมูลค่าเงินสิทธิประโยชน์และค่าจ้างค้างจ่ายที่ทวงคืนได้ 125,783,859 เหรียญ

คณะเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานไทยเดินทางมาเยี่ยมชมการปฏิบัติหน้าที่ของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955

          จากการวิเคราะห์ช่วงเวลาที่แรงงานต่างชาติโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาหรือร้องเรียนต่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มากที่สุด หรือ 47.8% จะโทรศัพท์ในช่วงนอกเวลาทำงาน ซึ่งรวมวันหยุดและกลางคืน สำหรับชาติที่โทรศัพท์ใช้บริการมากสุดได้แก่ เวียดนาม 40.1% ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 15.8% ฟิลิปปินส์ 8.2% ส่วนแรงงานไทยใช้บริการเพียง 4.2% นอกจากแรงงานต่างชาติแล้ว สายด่วน 1955 ยังเปิดให้แรงงานท้องถิ่นใช้บริการด้วย มีชาวไต้หวันโทรศัพท์ใช้บริการ 31.4% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ส่วนนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ที่โทรศัพท์สอบถามกฎระเบียบ ข้อบังคับด้านการบริหารแรงงานต่างชาติมี 5.7% แสดงว่า การให้บริการแบบไม่มีวันหยุดตลอด 24 ชั่วโมง สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานต่างชาติและผู้ใช้บริการชาวไต้หวัน

สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 เป็นแพลตฟอร์มให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างชาติ เปิดให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง และตลอดปี 365 วันไม่เว้นวันหยุด (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน)

          กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า ผู้ใช้บริการร่วม 88% โทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอรับคำปรึกษา ประเด็นปัญหาที่สอบถามมากที่สุดได้แก่ เงื่อนไขในสัญญาจ้าง เช่นค่าอาหาร ที่พัก การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ค่าให้ออกจากงาน ถูกสั่งให้ไปทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต การลดขนาดกิจการของนายจ้าง ถูกบังคับส่งกลับประเทศและค่าเดินทางกลับประเทศเป็นต้น รวมทั้งสิ้น 22.6% ตามด้วยการย้ายงาน 21.1% ขอทราบผลคืบหน้าการร้องเรียนและยืนยันข้อมูลข่าวสาร 15.2% ส่วนประเด็นปัญหาที่มีการร้องเรียนมากที่สุดประมาณ 20.3% ได้แก่ร้องเรียนเรื่องค่าจ้าง การบริหารงาน 18.1% ตามด้วยเอกสารสำคัญ 16.4%

แอดและผูกเบอร์โทรกับ Line@1955 สามารถร้องเรียนหรือขอรับคำปรึกษาผ่านการส่งข้อความทางไลน์ รับข่าวสาร รวมทั้งรับข้อมูลแบบรายบุคคล

          กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 นอกจากเป็นสื่อกลางช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างแล้ว ยังมีบริการแปลภาษาไม่ว่าจะในด้านการรักษาพยาบาล การติดต่อกับหน่วยงานราชการ ปัญหาด้านการทำงานและการใช้ชีวิตในไต้หวัน รวมทั้งเป็นล่ามเคลื่อนที่ทางโทรศัพท์ได้ด้วย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญ 5 ภาษาคอยให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุด จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะแรงงานต่างชาติ ต่อมาเพิ่มการให้บริการนายจ้าง บริษัทจัดหางาน และแรงงานท้องถิ่นด้วย แต่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ยังคงเป็นแรงงานต่างชาติ

2. น่าชื่นชม! ตำรวจเถาหยวนใจดี ผันตัวเป็นช่างช่วยแรงงานต่างชาติปะยางรถยนต์ที่แตกกลางถนน

          นายเจิ่น อายุ 30 ปี เป็นแรงงานเวียดนามทำงานอยู่ในโรงงานเขตหยางเหมย นครเถาหยวน ขับรถจากโรงงานไปยังตำบลซินฟง เมืองซินจู๋ เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงตรุษจีนที่บ้านพี่สาว แต่เพิ่งจะผ่านเขตซินอู ยางรถยนต์แตก ต้องชะลอและจอดรถไว้ข้างทาง ร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้จะติดต่อร้านปะยางรถยนต์ได้ที่ไหน บังเอิญในขณะนั้น มีรถสายตรวจของโรงพักซินอู สถานีตำรวจหยางเหมยขับผ่านมาเห็นเข้าพอดี ตำรวจทั้งสองนายจอดรถข้างทางแล้วลงไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นยางรถยนต์แตกเพราะถูกตะปูทิ่ม บนรถตำรวจมีอุปกรณ์ปะยางรถยนต์ 1 ในตำรวจผันตัวเป็นช่าง ช่วยเหลือแรงงานเวียดนามรายนี้ปะยางรถยนต์จนสามารถใช้งานต่อไปได้ ทำให้แรงงานเวียดนามรายนี้ซาบซึ้งในน้ำใจจนบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็ยกนิ้ว ทึ่งในบริการและความสามารถที่หลากหลายของตำรวจไต้หวันเป็นอย่างยิ่ง

แรงงานเวียดนามขับรถเก๋งแต่ถูกตะปูทิ่มยางรถยนต์จนรั่วไม่สามารถขับต่อไปได้ ตำรวจเถาหยวนช่วยซ่อมและปะยางจนสามารถใช้งานได้ตามปกติ

          โฆษกสถานีตำรวจหยางเหมยกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 18.00 น. นายเจิ่น แรงงานเวียดนามทำงานอยู่ที่โรงงานในเขตพื้นที่หยางเหมย เลิกงานแล้วขับรถของเพื่อนชาวไต้หวันเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงของพี่สาวที่แต่งงานมาตั้งรกรากอยู่ที่ตำบลซินฟง เมืองซินจู๋ แต่ขณะที่แล่นบนถนนในเขตซินอู นครเถาหยวน ถูกตะปูทิ่มแทงจนยางรั่ว ต้องจอดรถไว้ข้างทาง จะโทรศัพท์ติดต่อร้านซ่อมรถยนต์บริเวณใกล้เคียงก็ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ร้านซ่อมรถยนต์ทั่วไปไม่เปิดให้บริการ ขณะที่กำลังร้อนรนใจเป็นอย่างยิ่ง เกรงจะไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงของบ้านพี่สาวได้ ตำรวจสายตรวจโรงพักซินอูแล่นผ่านมาพอดี จึงจอดรถและไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นยางรถยนต์แตกเพราะถูกตะปูทิ่มแทง ตำรวจจึงนำอุปกรณ์ปะยางรถยนต์ออกมาจากรถตำรวจ ช่วยเหลือปะยางรถยนต์และปั๊มลมจนสามารถใช้งานได้ตามปกติ ตำรวจกล่าวว่า ยังดีที่พบปัญหาแต่แรก หากขืนขับต่อไปอีกระยะหนึ่ง ยางรถยนต์มีหวังพัง ไม่สามารถปะยางได้ ต้องเปลี่ยนทั้งเส้น จึงเตือนแรงงานต่างชาติที่จะขับขี่ยานพาหนะ ต้องตรวจสอบความเรียบร้อยและความพร้อมก่อนออกเดินทาง จะได้ราบรื่นและไม่เสียเวลา

ตำรวจเถาหยวน ผันตัวเป็นช่างช่วยแรงงานต่างชาติปะยางรถยนต์ที่แตกกลางถนน

          ด้านนายเจิ่น กล่าวขอบคุณตำรวจที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นกันเอง ทำให้เขาสามารถเดินทางไปงานเลี้ยงได้ทันเวลา เขากล่าวว่า นอกจากซาบซึ้งในน้ำใจแล้ว ยังชื่นชมตำรวจไต้หวันมีความสามารถหลากหลายให้บริการประชาชนรวมทั้งแรงงานต่างชาติที่เดือดร้อนได้ทุกอย่าง

แรงงานเวียดนามขับรถเก๋งแต่ถูกตะปูทิ่มยางรถยนต์จนรั่วไม่สามารถขับต่อไปได้ ตำรวจเถาหยวนช่วยซ่อมและปะยางจนสามารถใช้งานได้ตามปกติ

3. เถ้าแก่สุดใจดี เป็นกันเองกับลูกน้อง นอกจากเงินโบนัสแล้ว ยังจ่ายค่าตั๋วไป-กลับบ้านพักร้อนแก่แรงงานไทยทุกปี ชาวเน็ตชื่นชมถามว่า ยังขาดคนงานอีกไหม?

          ที่ไถหนาน มีโรงงานผลิตนอตชื่อดังแห่งหนึ่ง เถ้าแก่โรงงานนี้ใจดีมาก เป็นคนติดดินและให้ความเป็นกันเองกับลูกน้องทุกคน ในโรงงานว่าจ้างแรงงานไทยชาติเดียวมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ในวันหยุดหรือวันฉลองสำคัญ จะออกค่าใช้จ่ายให้คนงานไทยซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแบบไทย ๆ กินเลี้ยงกันประมาณเดือนละครั้ง พนักงานท้องถิ่นทุกคนรวมทั้งเถ้าแก่และสมาชิกในครอบครัวต่างก็ชอบกินอาหารไทย ทั้งโรงงานเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นแบบครอบครัว ไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานไทย ได้รับสวัสดิการเหมือนกันหมด โดยก่อนตรุษจีนทุกปี นอกจากแจกเงินโบนัสปลายปีแล้ว เถ้าแก่จะถามแรงงานไทยว่า จะกลับบ้านไปเยี่ยมญาติไหม ใครกลับบ้านจะออกค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับให้ หรือพาไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ปีนี้ เถ้าแก่ไม่ถามอีกต่อไป ใช้วิธีจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับให้แรงงานไทยที่ประสงค์จะกลับบ้านไปพักร้อนหรือเยี่ยมญาติ ส่วนใครที่เพิ่งกลับบ้านมา มีโครงการไปเที่ยวประเทศไหนก็ตาม เถ้าแก่จะออกค่าใช้จ่ายให้ทุกคน สำหรับแรงงานไทย ซึ่งปัจจุบันมี 11 คน ปีนี้กลับบ้านไปพักร้อน 6 คน ที่เหลือเลือกไปเที่ยวประเทศอื่น โดยเถ้าแก่ออกค่าเดินทางให้ทั้งหมด ความเอาใจใส่ต่อลูกน้องไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานไทยของเถ้าแก่รายนี้ ถูกสื่อไต้หวันรายงานเป็นข่าว ชาวเน็ตกว่า 4,000 รายแห่กดไลค์กดแชร์ และคอมเมนต์แสดงความชื่นชมว่า เถ้าแก่ใจพระ บางรายถามว่า โรงงานยังขาดคนงานอีกไหม?

นายเฉิน หย่งเหอ (คนกลาง) เถ้าแก่โรงงานผลิตนอตที่ไถหนานเป็นคนใจดีและเป็นกันเองกับลูกน้อง ออกค่าเดินทางให้แรงงานทุกคนที่จะกลับบ้านหรือไปเที่ยวต่างประเทศช่วงตรุษจีน ถ่ายภาพกับแรงงานไทย 6 คนก่อนเดินทางกลับประเทศ (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)

          เถ้าแก่ที่กล่าวถึงรายนี้ ชื่อนายเฉิน หย่งเหอ (陳永和) เป็นเจ้าของโรงงานเซิ่งไท้ หรือ CLC Industrial Co., Ltd. (聖泰工業股份有限公司) โรงงานผลิตนอตชื่อดังส่งออกยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่เขตเหรินเต๋อ นครไถหนาน เนื่องจากเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น และพัฒนาชุมชน ยังเคยได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านมานานหลายปี ปีนี้ ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่ง ส.ส. เมื่อ 13 มกราคมที่ผ่านมาด้วย แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ทำให้คู่แข่งที่เป็น ส.ส. เก่าพรรครัฐบาลที่มีฐานเสียงแข็งปึกสะดุ้งเฮือก เพราะได้คะแนนเสียงร่วม 20% เรียกได้ว่าแพ้แบบสมศักดิ์ศรี นอกจากใส่ใจการพัฒนาชุมชนแล้ว นายเฉิน หย่งเหอ ยังเป็นนายจ้างที่ดูแลเอาใจใส่พนักงานในโรงงานของตน ซึ่งมีประมาณ 50 คน ประกอบด้วยแรงงานชาวไต้หวัน ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวเวียดนามและแรงงานต่างชาติ ซึ่งจ้างแรงงานไทยเพียงชาติเดียวมาตลอดกว่า 30 ปี ภายใต้การบริหารของเถ้าแก่รายนี้ ลูกน้องทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็ง สามัคคี และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง ทำให้โรงงานแห่งนี้คล้ายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ไม่มีการแบ่งว่าเป็นพนักงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ

ทั้งเถ้าแก่ แรงงานท้องถิ่นและแรงงานไทยในโรงงานนี้ อยู่กันอย่างอบอุ่นเสมือนครอบครัวใหญ่ ในภาพนายเฉินหย่งเหอ (คนที่ 1 จากซ้าย) เถ้าแก่ผู้ใจดีร่วมรับประทานอาหารไทยกับลูกน้องทุกคน ซึ่งจัดขึ้นทุกเดือน (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)

นายเฉินหย่งเหอ (คนขวามือ) เถ้าแก่ผู้ใจดีโอบกอดแสดงความยินดีกับแรงงานไทยผู้โชคดีในงานเลี้ยงอาหารไทย ซึ่งจัดขึ้นทุกเดือน (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ขุนพล แรงงานไทยBy อโศก ศรีจันทร์, Rti