ขุนพล แรงงานไทย

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2567


Listen Later

1. สส. ฝ่ายค้านวิจารณ์ แรงงานต่างชาติในไซต์งานก่อสร้างเทอร์มินัล 3 สนามบินเถาหยวนหลบหนีสูง 40% ส่งผลสร้างเสร็จช้ากว่ากำหนด 1 ปี ก. แรงงานชี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว

          โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 หรือเทอร์มินัล 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน มูลค่า 95,600 ล้านเหรียญไต้หวัน เริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 กำหนดการเดิมจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 และเริ่มเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2564 แต่เนื่องจากประสบภาวะขาดแคลนแรงงาน โควตาแรงงานต่างชาติที่อนุญาตนำเข้าไม่เพียงต่อความต้องการ ผู้รับเหมาไม่กล้าร่วมประมูล ทำให้การประมูลรับเหมาโครงการดังกล่าวประสบความล้มเหลว เป็นเหตุให้การก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด 5 ปี ต่อมากระทรวงแรงงานผ่อนปรนเงื่อนไข อนุญาตเพิ่มจำนวนแรงงานต่างชาติตามที่ผู้รับเหมาต้องการคือ 2,440 คน จึงได้ผู้รับเหมารายใหม่ ได้แก่ RSEA Engineering Corp. ของไต้หวัน จับมือกับ Samsung C&T Corporation ของเกาหลีใต้เริ่มการก่อสร้างเมื่อปี 2564 มีกำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ สื่อมวลชนต่างรายงานการเปิดโปงของสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่า แรงงานต่างชาติในไซต์งานก่อสร้างดังกล่าว หลบหนีในอัตราสูงถึง 40% ส่งผลให้โครงการก่อสร้างที่กำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2569 ยืดเวลาออกไปอีก 1 ปี เป็น 2570

แรงงานไทยประมาณ 800 คน กลายเป็นแรงงานต่างชาติกลุ่มหลักในไซต์งานโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (ภาพจาก news.owlting.com)

          เนื่องจากช่วงหลายปีมานี้ เกิดอุบัติในไซต์งานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐบ่อยมาก คณะกรรมาธิการการคมนาคม สภานิติบัญญัติ เชิญคณะกรรมการควบคุมโครงการก่อสร้างสาธารณะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารายงานประเด็นนี้ นายหลู่หมิงเจ๋อ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากนครเถาหยวน สังกัดพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามว่า คณะกรรมการควบคุมโครงการก่อสร้างสาธารณะได้ช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างนำเข้าแรงงานต่างชาติเป็นกรณีพิเศษกว่า 1,300 คน แต่หลบหนีไปแล้วถึง 519 คน ครองสัดส่วนการหลบหนีสูงถึง 40% และคิดเป็นอัตราส่วนการหลบหนี 20% ของไซต์งานก่อสร้างทั่วไต้หวันทีเดียว กระทบผลคืบหน้าโครงการก่อสร้าง ทำให้สร้างเสร็จช้ากว่ากำหนดต้องยืดเวลาออกไป จะแก้ปัญหาอย่างไร? นายอู๋เจ๋อเฉิง ประธานคณะกรรมการควบคุมโครงการก่อสร้างสาธารณะกล่าวยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงแรงงานและบริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวน เจ้าของโครงการปรับปรุงแก้ไขแล้ว และขณะนี้อัตราส่วนการหลบหนีลดลงต่ำกว่า 10%

สส. ฝ่ายค้านวิจารณ์ แรงงานต่างชาติในไซต์งานก่อสร้างเทอร์มินัล 3 สนามบินเถาหยวนหลบหนีสูง 40% ส่งผลสร้างเสร็จช้ากว่ากำหนด 1 ปี ก. แรงงานชี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว (ภาพจาก udn.com)

          จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนได้รับอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติแล้ว 1,980 คน จากจำนวนที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด 2,440 คน ในจำนวนนี้แรงงานเวียดนามนำเข้าแล้ว 1,204 คน แรงงานไทยนำเข้าแล้ว 776 คน แต่หลบหนีออกจากไซต์งานก่อสร้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายสูงถึง 519 คน คือคิดเป็นสัดส่วน 26% ของแรงงานต่างชาติทั้งหมดในไซต์งานแห่งนี้ โดยแรงงานที่หลบหนีเป็นแรงงานเวียดนาม 476 คน หรือคิดเป็น 24.04% ขณะที่แรงงานไทยหลบหนี 43 คน คิดเป็น 2.17% ของจำนวนผู้หลบหนี หากคิดเป็นอัตราส่วนการหลบหนีของแรงงานเวียดนามและไทยตามจำนวนที่นำเข้า แรงงานเวียดนามหลบหนี 39.53% ส่วนแรงงานไทยหลบหนี 5.54% ช่วงที่หลบหนีมากที่สุดได้แก่ สิงหาคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2566 หลบหนีรวม 392 คน คิดเป็นอัตราส่วนการหลบหนี 76% ของไซต์งานแห่งนี้ หากเทียบกับจำนวนการหลบหนีของแรงงานต่างชาติในไซต์งานก่อสร้างทั่วไต้หวันช่วงปี 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่งมี 2,530 คน เฉพาะไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนหลบหนี 519 คน คิดเป็นสัดส่วน 21% ถือว่ามีสัดส่วนการหลบหนีที่สูงมาก

สำนักงานแรงงานไทย ไทเป นำคณะเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงานเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจแรงงานไทยในหอพักไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน

          ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นในปี 2565-2566 แต่เมื่อ สส. ตั้งกระทู้ถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ทางสื่ออีกครั้ง สาเหตุสำคัญของการหลบหนีดังกล่าว จากข้อมูลของสำนักงานแรงงานไทย ไทเป ที่ให้ความช่วยเหลือนายจ้างแก้ไขปัญหานี้ทราบว่า ช่วงหลบหนีมากที่สุดเป็นช่วงเกิดสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลมีการประกาศควบคุมพรมแดน ชะลอการนำเข้าแรงงานต่างชาติชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกสาขาอาชีพขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก และไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 หรือเทอร์มินัล 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน เป็นโครงการเดียวที่ได้รับอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติและนำเข้าในจำนวนมากร่วม 2,000 คน ที่สำคัญการนำเข้าแรงงานต่างชาติทีเดียวจำนวนมาก แต่บริหารจัดการในเรื่องการทำงานยังไม่พร้อม ทำให้แรงงานจำนวนมากเข้ามาทำงานในไซต์งานแล้ว ไม่มีงานทำหรือมีแต่ไม่มีโอทีทำเป็นเวลาหลายเดือน แม้จะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำตามปกติ แต่สำหรับแรงงานต่างชาติที่กู้หนี้ยืมสินมาทำงาน ต้องแบกรับภาระหนี้สิน กังวลใจเป็นอย่างยิ่ง และช่วงเวลานี้ มีกลุ่มนายหน้าหรือล่ามบริษัทจัดหางานอื่น ติดต่อให้ไปทำงานในไซต์งานอื่น จึงมีการหลบหลบหนีเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่มีการปรับปรุงด้านสวัสดิการและปัญหาการทำงาน แรงงานมีงานและโอทีทำตามปกติ รวมถึงรัฐบาลเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ ทำให้การหลบหนีลดน้อยลงอย่างมาก เท่าที่ทราบ ปัจจุบัน ไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 หรือเทอร์มินัล 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน มีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ประมาณ 1,500 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 800 คน ในส่วนของแรงงานไทยหลบหนีน้อยมาก จนแทบไม่มีแล้ว ขณะที่แรงงานเวียดนามยังมีอยู่บ้าง เดือนละประมาณไม่ถึง 10 คน เมื่อเทียบกับช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ถือว่าลดลงไปอย่างมาก

ภาพจำลองอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (ภาพจากการท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน)

2. ด่วน! ตรวจพบสาวประเภทสองชาวไทยค้าประเวณีป่วยโรคเอดส์ กองอนามัยเหมียวลี่เรียกร้องหนุ่มไต้หวันผู้เคยซื้อบริการรีบเข้ารับการตรวจเชื้อ HIV

          ตำรวจตรวจพบหญิงไทยรายหนึ่งในเมืองเหมียวลี่มีพฤติกรรมค้าประเวณี พบเป็นคนข้ามเพศชาวไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว แต่อยู่เลยกำหนดและทำงานค้าประเวณี จากการตรวจเลือดพบป่วยเป็นโรคเอดส์ เรียกร้องให้หนุ่มไต้หวันที่เคยซื้อบริการรีบเข้ารับการตรวจเชื้อเอชไอวี (HIV) นอกจากนี้ยังเตือนผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ และผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี อาทิ ผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือกามโรค มีคู่นอนหลายคน ผู้ติดสารเสพติดและใช้เข็มฉีดยาหรือเข็มฉีดสารละลายเข้าเส้นร่วมกับคนอื่น เป็นต้น รวมทั้งคู่นอนต้องเข้ารับการตรวจเชื้อเอชไอวีทุก 3-6 เดือน

สื่อประชาสัมพันธ์การตรวจเอดส์ที่บ้านด้วยตนเองของกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน ไต้หวัน

          จากข้อมูลของกองอนามัยเมืองเหมียวลี่พบว่า คนข้ามเพศจากประเทศไทยรายนี้ อายุ 31 ปี เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราหรือฟรีวีซ่า 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2567 ถูกตำรวจจับเมื่อค่ำวันที่ 23 เมษายน 2567 ขณะขายประเวณีในห้องพักแห่งหนึ่งในเมืองเหมียวลี่ กองอนามัยทำการตรวจเลือด และเมื่อวันที่ 29 เดือนเดียวกัน ยืนยันผลตรวจเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ สาวประเภทสองชาวไทยรายนี้ให้การขณะตำรวจสอบปากคำว่า หลังเดินทางเข้าไต้หวันแล้ว ตนพำนักอาศัยอยู่ในเมืองทางภาคเหนือ เพิ่งจะเดินทางถึงเหมียวลี่ในวันที่ 22 เมษายน และถูกจับในวันต่อมา

กองอนามัยเถาหยวน ประชาสัมพันธ์การป้องกันโรคเอดส์ (ภาพจากกองอนามัยเถาหยวน)

          นายหยางเหวินจื้อ ผู้อำนวยการกองอนามัยเมืองเหมียวลี่แถลงเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา เรียกร้องให้ผู้เคยซื้อบริการจากคนข้ามเพศรายนี้ รีบเข้ารับการตรวจเชื้อไวรัสเอชไอวีด่วน โดยในเมืองเหมียวลี่มีสถานีอนามัย 18 แห่ง สถานพยาบาล อย่างโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ โรงพยาบาลเหวยกง เมมโมเรียล ฯลฯ หรือสถานพยาบาลของรัฐในเมืองต่าง ๆ ทุกแห่ง ให้บริการตรวจเชื้อไวรัสเอชไอวีอย่างแม่นยำและปกปิดเป็นความลับ ผู้เคยซื้อบริการหรือผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งคู่นอน รีบเข้ารับการตรวจหรือใช้บริการได้

ทุกวันที่ 1 ธ.ค. ของปีเป็นวันเอดส์โลก (World AIDS Day) ในภาพเป็นกิจกรรมรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในวันเอดส์โลกปี 2566 ของกองอนามัยเกาสง (ภาพจากกองอนามัยเกาสง)

          ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2567 ในไต้หวัน มีผู้ป่วยโรคเอดส์สะสม 46,247 ราย เสียชีวิตแล้ว 8,641 ราย ในจำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ 96.41% หรือ 44,585 ราย เป็นผู้ป่วยชาวไต้หวัน ส่วนที่เป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติมี 1,662 ราย หรือ 3.59% เฉพาะเดือนเมษายน 2567 พบผู้ป่วยโรคเอดส์ 82 ราย เป็นชาวไต้หวัน 73 ราย และชาวต่างชาติ 9 ราย

3. คดีแรกของแรงงานต่างชาติไต้หวัน! ศาลเถาหยวนใช้ระบบลูกขุนหรือให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินคดีแรงงานไทยถูกชาวไต้หวันเมาขับชนเสียชีวิตแล้วหนี

                คดีที่นายพงษ์พิทักษ์ อายุ 31 ปี แรงงานไทยจากอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ทำงานที่โรงงานผลิตสายไฟและสายเคเบิลขนาดใหญ่ในเขตซินอู นครเถาหยวน หลังเลิกงานเมื่อค่ำวันที่ 9 มีนาคม 2566 เวลา 21.50 น. เดินออกจากโรงงานเพื่อข้ามถนนไปซื้อยาหยอดตาที่ร้านสะดวกซื้อ ขณะรอข้ามอยู่ริมถนนที่หน้าร้านอาหารไทย-เวียดนามข้างโรงงาน ยืนพูดคุยกับเพื่อนแรงงานไทยอีก 4 คน ทันใดนั้นมีรถเก๋งสีขาวคันหนึ่งวิ่งออกนอกเลนมุ่งมาทางขอบถนนด้วยความเร็วสูง พุ่งชนนายพงษ์พิทักษ์ฯ กระเด็นไปไกลตกกลางถนนด้านหน้าเสียชีวิต เพื่อนที่ยืนพูดคุยด้วยกันเห็นเหตุการณ์เมื่อรถพุ่งเข้าใกล้แต่คว้าไม่ทัน แรงงานไทยทั้ง 4 รอดมาได้อย่างหวุดหวิด และรถคันที่ก่อเหตุชนคนแล้วเหยียบคันเร่งหนีจากที่เกิดเหตุ โดยไม่จอดรถลงมาให้ความช่วยเหลือคนที่ถูกชน

นายพงษ์พิทักษ์ (วงกลมสีแดง) ขณะยืนคุยกับเพื่อน 4 คนข้างถนน ก่อนถูกรถชนกระเด็นเสียชีวิต (ภาพจากคลิปกล้องวงจรปิด)

          หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและตามไปจับกุมชายชาวไต้หวันที่ก่อเหตุคนดังกล่าวถึงที่บ้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว จับตัวไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจ พบว่าเป็นชายชาวไต้หวัน ชื่อนายสง อายุ 65 ปี ยังอยู่ในอาการเมา ไม่สามารถให้ปากคำได้ ตำรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.48 มิลลิกรัม/ลิตร จากมาตรฐานห้ามเกิน 0.15 มิลลิกรัม/ลิตร ส่งดำเนินคดีโดยตั้งข้อหาเมาแล้วขับและชนแล้วหนี ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับ 2 ล้านเหรียญไต้หวัน

จุดที่เกิดเหตุ ข้างโรงงานสายไฟและเคเบิลที่เขตซินอู นครเถาหยวน (ภาพจากสถานีตำรวจซินอู)

          สำนักงานแรงงานไทย ไทเป ได้ให้ความช่วยเหลือโดยการประสานกับทายาทมอบหมายให้สมาคมคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานต่างชาติ (Taiwan Transnational Labor Right Association) ติดตามและจัดหาทนายเรียกร้องขอความเป็นธรรม จนบริษัทประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายประกันภัยภาคบังคับเป็นเงิน 2,000,000 เหรียญให้แก่ทายาทแล้ว ส่วนค่าชดใช้จากคนชน เนื่องจากผู้ก่อเหตุบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบและไม่ยอมประนีประนอมชดใช้ค่าเสียหายแก่กับทายาท ยิ่งไปกว่านั้น ยังอ้างว่าตนไม่ได้ชนแล้วหนี เพราะมึนเมา นึกว่ามีถุงขยะตกลงมาจากฟ้า จึงไม่ได้จอดรถลงมาดู สำนักงานแรงงานไทย ไทเปและสมาคมฯ ดังกล่าว ดำเนินการเอาผิดกับคนชนรายนี้ถึงที่สุด จากความพยายาม ศาลเถาหยวน มีมติให้ใช้ระบบประชาชนมีส่วนร่วมพิจารณาคดีหรือระบบคณะลูกขุน ร่วมกับคณะผู้พิพากษาพิจารณาคดีนี้ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินเร็วขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหายมากกว่า โดยก่อนหน้านี้ เคยเสนอใช้ระบบนี้กับคดีของแรงงานเวียดนามและอินโดนีเซียมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ สาเหตุเพราะยุ่งยากในเรื่องของการแปลภาษาทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและแปลภาษาทางวาจา คดีของนายพงษ์พิทักษ์ ฯ จึงจัดเป็นคดีแรกของชาวต่างชาติที่ใช้ระบบลูกขุนหรือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินคดี

จุดที่เกิดเหตุ ข้างโรงงานสายไฟและเคเบิลที่เขตซินอู นครเถาหยวน (ภาพจากสถานีตำรวจซินอู)

          เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นเถาหยวนนัดไต่สวนเป็นครั้งแรก เพื่อกำหนดขั้นตอนและวันพิจารณาคดีระหว่างวันที่ 23-25 กรกฎาคม 2567 ตัดสินในวันถัดมาคือวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 โดยสำนักงานแรงงานไทย ไทเป และสมาคมฯ ให้ความช่วยเหลือจัดให้มารดาของผู้ตายเดินทางมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมถึงที่ไต้หวันในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยดูแลความเป็นอยู่ในไต้หวันเป็นเวลา 1 เดือน จนกว่าจะมีการตัดสินคดีแล้วเสร็จในวันที่ 26 ก.ค. จากนั้นจึงจะเดินทางกลับประเทศ

รถยนต์คันที่ก่อเหตุ ฝากระโปรงบุบ กระจกบานหน้าร้าว แสดงถึงความแรงที่พุ่งชน (ภาพจากสถานีตำรวจซินอู)

          กฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาตัดสินคดีอาญา (หรือกฎหมายประชาชนร่วมพิจารณาคดี) ซึ่งคล้ายกับระบบลูกขุนของประเทศตะวันตกและเกาหลีใต้ โดยไต้หวันใช้ระบบลูกขุนที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยประชาชนร่วมกับผู้พิพากษาจากศาลจะเป็นผู้ตัดสินว่าจำเลยมีความผิดหรือไม่และมีอำนาจกำหนดโทษด้วย ซึ่งจะพิจารณาคดีอาญาที่มีโทษจำคุก 10 ปีขึ้นไป เช่นคดีทุจริตคอร์รับชัน หรืออาชญากรรมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตโดยเจตนา เช่นคดีเมาแล้วขับชนคนเสียชีวิตเป็นต้น ทั้งนี้ ไต้หวันเริ่มใช้ระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ในปีเดียวกัน มีการพิจารณาคดีโดยใช้ระบบนี้แล้วทั้งหมด 108 คดี ในจำนวนนี้ 45% เป็นคดีฆ่าคน รองลงมาเป็นคดีเมาแล้วขับชนคนตาย 31%

รถยนต์คันที่ก่อเหตุ ฝากระโปรงบุบ กระจกบานหน้าร้าว แสดงถึงความแรงที่พุ่งชน (ภาพจากสถานีตำรวจซินอู)

          ระบบให้ประชาชนร่วมพิจารณาคดีหรือระบบลูกขุน ประกอบด้วยผู้พิพากษาจากศาล 3 คน และพลเมืองในท้องที่ที่ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย แต่ใช้สามัญสำนึกและวิจารณญาณในฐานะวิญญูชนพิจารณาคดีร่วมกับผู้พิพากษา หวังให้ชาวไต้หวันมีสิทธิ์เข้าร่วมกระบวนการด้านตุลาการ สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นผู้พิพากษาประชาชนหรือลูกขุน ต้องเป็นพลเมืองไต้หวันอายุ 23 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และพำนักอาศัยอยู่ในท้องที่ไม่ต่ำกว่า 4 เดือน โดยกองบริหารกิจการพลเรือนแต่ละเมืองจะใช้วิธีสุ่มรายชื่อก่อนวันที่ 1 กันยายนของทุกปี เพื่อมาดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประชาชนหรือลูกขุนในปีต่อไป อย่างเช่นนครเถาหยวน กองบริหารกิจการพลเรือนได้สุ่มคัดเลือกชาวเมืองเถาหยวนจำนวน 6,600 คน จากพลเมืองที่มีคุณสมบัติ 1.8 ล้านคน เพื่อเป็นผู้พิพากษาประชาชนประจำปี 2567 ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2566 และแต่ละคดีจะสุ่มรายชื่อ 6 คน สำรอง 4 คน จากทั้งหมด 6,600 คน ผู้ได้รับเลือกต้องเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีเป็นเวลา 4 วัน โดยจะปิดรายชื่อเป็นความลับ มีค่าตอบแทนจากศาลและนายจ้างต้องให้วันหยุด ทั้งนี้ ผู้ต้องหาจะถูกลงโทษหรือไม่ ต้องมีเสียงรับรองทั้งจากผู้พิพากษาจากศาลและผู้พิพากษาประชาชนทั้ง 9 คนรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5 เสียง กรณีโทษประหารชีวิตจะต้องได้รับเสียงรับรองจากทั้งสองฝ่าย 6 เสียงขึ้นไป

นายสง (กลาง) ผู้ก่อเหตุเมาแล้วและชนแล้วหนี เป็นเหตุให้แรงงานไทยเสียชีวิต ขณะนั่งรอขึ้นศาล (ภาพจาก udn.com)

4. คืบหน้าคดีลวงสาวไทยไปฆ่า ทิ้งศพกลางหุบเขาที่จีหลง ตำรวจจับนายจ้างหญิงไทยพบสร้อยทองผู้ตายในห้องพัก สันนิษฐานฆ่าชิงทรัพย์

          คดีสะเทือนขวัญคนไทยในต่างแดนคดีนี้ ผู้ตายคือนางสาวสุดธิดา หรือแวว อายุ 32 ปี เป็นชาวจังหวัดอุดรธานี เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ไปทำงานร้านนวดแผนโบราณ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 ต่อมา ย้ายมาทำงานผู้ช่วยงานบ้านกับนางหลิน หญิงไทยที่มาแต่งงานและได้สัญชาติไต้หวันที่เมืองจีหลง แต่ทำงานได้เพียง 5 วัน เช้าวันที่ 11 พ.ค. เวลา 06.30 น. แฟนหนุ่มของนางสาวสุดธิดา ซึ่งเป็นแรงงานไทยถูกกฎหมายทำงานอยู่ที่ซินจู๋ หลังได้รับแจ้งข้อความทางไลน์ขอความช่วยเหลือพร้อมพิกัดเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 10 พ.ค. 67 ได้แจ้งความผ่านคนรู้จักและเดินทางไปค้นหาพร้อมเพื่อนแรงงานไทยอีก 2 คนยังบริเวณพิกัดได้รับ แถวภูเขาในเขตพื้นที่ต้าอู่หลุนในเมืองจีหลง พบร่างไร้วิญญาณของแฟนสาว นอนเสียชีวิตในหุบเขาลึกห่างจากถนนประมาณ 10 เมตร ตำรวจจีหลงช่วยนำร่างของหญิงไทยรายนี้ขึ้นมา บนร่างมีบาดแผลถูกแทงที่บริเวณมือและเท้า โดยเฉพาะที่ข้อมือซ้ายถูกแทงเป็นแผลลึกจนเส้นเลือดใหญ่ขาด ทำให้เสียเลือดมากจนเสียชีวิต บนพื้นยังมีคราบเลือดผู้ตายเปรอะเปื้อนเป็นรอยยาว สันนิษฐานว่า ถูกแทงจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นลากไปทิ้งลงหุบเขาเพื่ออำพรางคดี

ตำรวจปิดล้อมบนเขาต้าอู่หลุน เมืองจีหลง สถานที่เกิดเหตุหญิงไทยถูกแทงและถูกลากไปทิ้งลงหุบเขาทำให้เสียชีวิต (ภาพจากสถานีตำรวจจีหลง)

          ตำรวจตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด พบก่อนเกิดเหตุ มีผู้หญิงขี่รถมอเตอร์ไซค์ขึ้นเขาในพื้นที่ต้าอู่หลุน โดยมีหญิงอีกคนนั่งซ้อนท้าย แต่ขากลับไม่มีคนซ้อนท้ายกลับมาด้วย จึงตรวจสอบข้อมูลเจ้าของรถ ตามไปจับกุมถึงที่บ้าน พบผู้ต้องหารายนี้ เป็นหญิงไทย ชื่อเล่นว่า มิ้นท์ หรือนางสาวนฤมล หลิน อายุ 44 ปี มาจากจังหวัดลำปาง เดินทางมาแต่งงานและได้สัญชาติไต้หวัน ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองจีหลง มีบุตรกับสามีชาวไต้หวัน 1 คน แต่มีการจดทะเบียนหย่า

ตำรวจลงไปในหุบเขานำร่างไร้วิญญาณของหญิงไทยที่ถูกแทงและถูกลากไปทิ้งลงหุบเขาขึ้นมา (ภาพจากสถานีตำรวจจีหลง)

          ตำรวจยังไม่พบมีดที่ใช้ก่อเหตุ และผู้ต้องหาให้การวกวน ไม่ยอมให้การถึงสาเหตุที่ฆ่าผู้ตายซึ่งมาทำงานช่วยทำความสะอาดบ้านได้เพียง 5 วัน แม้ว่านางสาวหลินจะปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่หลักฐานจากกล้องวงจรปิด ไม่ว่าจะสีเสื้อและรถมอเตอร์ไซค์ยืนยันเป็นนางสาวหลิน ผลการตรวจพิสูจน์ทางดีเอ็นเอจากคราบเลือดบนเสื้อผ้าผู้ต้องหา รวมทั้งแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์คันที่ก่อเหตุ เป็นคราบเลือดของผู้ตาย และจากการตรวจค้นในบ้านพักของผู้ต้องหา ยังพบสร้อยคอและสร้อยข้อมือทองของผู้ตายด้วย เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าฆ่าชิงทรัพย์ และจะทำการผ่าศพพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิต เมื่อญาติผู้ตายเดินทางถึงไต้หวันแล้ว

ภาพของผู้ตาย นางสาวสุดธิดา อายุ 32 ปี จากจังหวัดอุดรธานี (ภาพจาก FB ของนางสาวสุดธิดา)

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ขุนพล แรงงานไทยBy อโศก ศรีจันทร์, Rti