ขุนพล แรงงานไทย

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568


Listen Later

1. กระทรวงแรงงานอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลขยะ 600 ราย นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในอัตราส่วน 20% ของแรงงานท้องถิ่น คาดเพิ่มแรงงานต่างชาติใหม่ 1,000 คน

          ธุรกิจรับซื้อและจัดการขยะหรือที่เรียกกันว่าธุรกิจรีไซเคิล แม้จะมีลักษณะเป็นงานหนัก สกปรกและอันตราย หรือที่เรียกธุรกิจ 3K แต่เนื่องจากไม่มีใบจดทะเบียนโรงงานเหมือนธุรกิจภาคการผลิตอื่น ๆ ส่งผลให้ไม่สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ กระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดำเนินการสำรวจทั่วไต้หวันมีธุรกิจรีไซเคิล 600 แห่ง ต้องการว่าจ้างแรงงานต่างชาติประมาณ 1,000 คน และได้หารือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่กำลังประสบกับภาวะขาดแคลนแรงงานสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ เช่นเดียวกับธุรกิจอื่น ๆ ในที่ประชุม กระทรวงแรงงานอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในอัตราส่วน 20% ของแรงงานท้องถิ่นที่ว่าจ้าง

ธุรกิจรีไซเคิล แม้จะมีลักษณะเป็นงานหนัก สกปรกและอันตราย แต่เนื่องจากไม่มีใบจดทะเบียนโรงงานเหมือนธุรกิจภาคการผลิตอื่น ๆ ส่งผลให้ที่ผ่านมาไม่สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ (ภาพจาก money.udn.com)

          ที่ประชุมมีมติให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีใบจดทะเบียนโรงงาน ต้องมีใบรับรองเป็นธุรกิจรีไซเคิลจากกระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ว่าเป็นจริง สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในอัตราส่วน 20% ของแรงงานท้องถิ่นที่ว่าจ้าง จากที่ผู้ประกอบการต้องการให้ปรับอัตราส่วนสูงขึ้นเป็น 25% เนื่องจากเกรงว่า ธุรกิจรีไซเคิลไม่ค่อยมีแรงงานท้องถิ่นต้องการทำ เช่นมีพนักงานท้องถิ่น 1-2 คน อาจไม่มีสิทธิ์นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ และต้องการให้กระทรวงแรงงานอนุญาตให้ว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติเป็นพนักงานขับรถรีไซเคิลได้ด้วย กระทรวงแรงงานยืนยันว่า ตามกฎระเบียบในปัจจุบัน โควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติ คำนวณจากจำนวนแรงงานท้องถิ่นที่ว่าจ้างโดยเฉลี่ยในปีของก่อนการยื่นขอ 2 เดือน และอนุญาตให้ปัดเลขทศนิยมได้ (1x20%=0.2) พูดง่าย ๆ คือแม้มีการว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นเพียง 1 คน ก็สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้แล้ว 1 คน ส่วนการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือจากนักศึกษาที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไปมาเป็นพนักงานขับรถลำเลียงขยะนั้น ให้เป็นไปตามกฎระเบียบในการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือของนักศึกษาที่จบจากสถาบันการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไป กล่าวคือต้องจ่ายค่าจ้างประจำในการว่าจ้างครั้งแรก 30,000 เหรียญ หากเป็นการต่อสัญญาต้องจ่ายค่าจ้าง 33,000 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม สำหรับพนักงานขับรถรีไซเคิล ยังไม่ได้จัดอยู่ในขอบข่ายการว่าจ้างของแรงงานกึ่งฝีมือ ประเด็นนี้จะต้องหารือกับกระทรวงต้นสังกัดต่อไป

กระทรวงแรงงานไต้หวันอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ คาดเร็วสุดตั้งแต่เมษายน 68 นี้เป็นต้นไป (ภาพประกอบจาก CNA)

          กระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้น มีธุรกิจรีไซเคิลที่มีคุณสมบัติประมาณ 600 ราย สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้จำนวน 1,000 คน คาดว่าจะยื่นขอได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 หรือเริ่มจากเมษายนของปีนี้เป็นต้นไป

กระทรวงแรงงานไต้หวันอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ คาดเร็วสุดตั้งแต่เมษายน 68 นี้เป็นต้นไป (ภาพประกอบจาก news.pts.org.tw)

2. รวบหนุ่มไทยที่หยุนหลิน สร้างคลังแสงในบ้าน ผลิตและดัดแปลงปืน ตรวจพบดินปืนและอาวุธปืนเพียบ

          หนุ่มไทยรายหนึ่งอายุ 35 ปี สนใจและเรียนรู้วิธีดัดแปลงปืนมาตั้งแต่เด็ก เดินทางมาตั้งรกรากที่เมืองหยุนหลินในฐานะผู้ติดตามภรรยาชาวไต้หวัน แต่สร้างคลังแสงอาวุธส่วนตัวหลังบ้าน ตำรวจรับแจ้งจู่โจมจับกุมตัวได้พร้อมอาวุธต่าง ๆ มากมาย

รวบหนุ่มไทยที่มาแต่งงานกับภรรยาชาวไต้หวันตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหยุนหลิน ผลิตและดัดแปลงปืนในบ้าน ตรวจพบดินปืนและอาวุธปืนเพียบ (ภาพจาก tw.nextapple.com)

          ตำรวจไซเบอร์ไต้หวันตรวจพบชายรายหนึ่ง มีบ้านอยู่ที่ตำบลหลินเน่ย เมืองหยุนหลิน มักจะซื้อลำกล้องปืนและอุปกรณ์เครื่องมือในการผลิตและดัดแปลงปืนผ่านทางออนไลน์เป็นประจำ จึงมีการแจ้งข้อมูลให้ตำรวจท้องที่ทราบ ดำเนินการตรวจสอบจนทราบว่า มีการผลิตและดัดแปลงปืนจริง ก่อนเทศกาลตรุษจีน ตำรวจจู่โจมบ้านของชายรายนี้ จับกุมตัวและยึดของกลางเป็นอาวุธปืนที่ดัดแปลงและวัสดุมากมาp ประกอบด้วยปืนยาว 2 กระบอก ปืนอัดลมสั้น 1 กระบอก ปืนฉมวก 2 กระบอก ลำกล้องปืนขนาด 9 มม. 2 กระบอก ขนาด 11 มม. 2 กระบอก ด้ามปืนหรือพานท้าย 3 ด้าม ลูกปืนเหล็กขนาด 11 มม. 1 ตลับ ลูกปืนตะกั่ว 1 กล่อง อุปกรณ์และเครื่องมือในการผลิตและดัดแปลงปืนจำนวนหนึ่ง และที่ทำให้ตำรวจตกใจคือ ยังมีดินปืนปริมาณมาก ซึ่งง่ายต่อการระเบิด หากได้รับแสงแดดสาดส่องและมีอุณหภูมิสูง เป็นอันตรายต่อบริเวณใกล้เคียง

รวบหนุ่มไทยที่มาแต่งงานกับภรรยาชาวไต้หวันตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหยุนหลิน ผลิตและดัดแปลงปืนในบ้าน ตรวจพบดินปืนและอาวุธปืนเพียบ (ภาพจาก tw.nextapple.com)

          ตำรวจพบว่า ชายรายนี้ แซ่จาง อายุ 35 ปี สัญชาติไทย เดินทางมาอยู่กับภรรยาในฐานะผู้ติดตาม มีบัตร ARC อย่างถูกกฎหมาย แต่ยังไม่ได้โอนสัญชาติเป็นพลเมืองไต้หวัน ปกติทำงานในโรงงานผลิตภัณฑ์โลหะใกล้บ้าน ยามว่างมักจะสะพายปืนที่ดัดแปลงไปล่าสัตว์ในป่าใกล้บ้าน ตำรวจตรวจพบในตู้เย็นมีเศษอาหารเป็นเนื้อหมูป่าหลงเหลืออยู่

ของกลางที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจาก tw.nextapple.com)

          ชายไทยรายนี้ให้การสารภาพกับตำรวจว่า ตนเรียนรู้วิธีดัดแปลงปืนตั้งแต่อยู่ที่บ้านในประเทศไทย เมื่อมาอยู่ไต้หวัน ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองต่อผ่านทางเว็บและสื่อโซเชียล และสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือผลิตอาวุธปืนต่อ และสารภาพว่าการกระทำของตนดังกล่าวเป็นพฤติกรรมผิดกฎหมาย หลังถูกจับ รู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตนและยินดีให้ความร่วมมือในการสอบสวนคดีอย่างเต็มที่ ส่วนภรรยาชาวไต้หวันกล่าวว่า ไม่ทราบสามีชาวไทยของตนดัดแปลงอาวุธปืน ตำรวจเห็นว่า อาวุธปืนที่นายจางดัดแปลงมีความแม่นยำและอานุภาพการทำลายสูง อีกทั้งสะสมดินปืนซึ่งง่ายต่อการระเบิด ไม่เพียงเป็นอันตรายต่อครอบครัวตัวเอง ยังคุกคามความปลอดภัยของเพื่อนบ้านในบริเวณใกล้เคียง ฝ่าฝืนกฎหมายอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดและดอกไม้เพลิง ส่งให้สำนักงานอัยการหยุนหลินดำเนินคดีทางกฎหมาย และขยายผลการตรวจสอบต่อไปว่า มีการผลิตหรือดัดแปลงปืนเพื่อขายหรือไม่ หากมีการสั่งฟ้องและศาลตัดสินมีความผิด หลังพ้นโทษแล้ว จะถูกเนรเทศออกจากไต้หวันกลับประเทศไทย

ของกลางที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจาก tw.nextapple.com)

          การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นปืนที่ผลิตเองหรือดัดแปลงมาเพื่อใช้ล่าสัตว์หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ ถือว่าผิดกฎหมาย ก่อนหน้านี้ มีแรงงานไทยที่เขตต้าเจี่ย นครไทจง เพื่อจะยิงนกมาทำอาหาร ทำปืนยาวด้วยตนเองที่หอพัก โดยเก็บเอาเศษเหล็กและไม้เป็นวัสดุ มาทำและประกอบเป็นปืนยาวที่หอพัก โดยถอดเอาด้ามไม้ของพลั่วขุดดินมาทำเป็นด้ามปืน ใช้ท่อแป๊บสเตนเลสทำเป็นลำกล้องและไกปืน ใช้ดินปืนฮิลติเป็นพลังขับเคลื่อนลูกกระสุน ทำให้สามารถยิงได้จริง ไปดักยิงนกแถวคลองระบายน้ำในเขตพื้นที่ต้าเจี่ย ถูกตำรวจตรวจพบส่งดำเนินคดี ศาลท้องถิ่นไทจงปราณี เพราะเห็นว่าจำเลยแรงงานไทยรายนี้ มีพ่อแม่และลูกเมียที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู หลังเกิดเหตุสำนึกผิดและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตัดสินลงโทษในสถานเบา ด้วยการจำคุก 2 ปี 6 เดือน

3. จับ 2 แรงงานไทยลักลอบนำเข้าดอกไม้เทียมพร้อมกระถางซุกเฮโรอีนกว่า 25 กก. โทษถึงขั้นประหารชีวิต

          กองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ร่วมมือกับศุลกากรไทเปตรวจพบดอกไม้ประดิษฐ์พร้อมกระถางจำนวน 5 ลังซุกซ่อนเฮโรอีน 25.72 กก. จับกุมผู้นำเข้าและคนรับของ เป็นแรงงานไทยหลบหนีนายจ้างทั้งคู่ ถูกควบคุมตัวส่งดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ

จับ 2 แรงงานไทยลักลอบนำเข้าดอกไม้เทียมพร้อมกระถางซุกเฮโรอีนกว่า 25 กก. โทษถึงขั้นประหารชีวิต (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)

          โฆษกกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานกล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ตำรวจท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนและเจ้าหน้าที่ศุลกากรไทเป ตรวจพบสินค้าเป็นดอกไม้ประดิษฐ์พร้อมกระถางจำนวน 5 ลัง ขนส่งทางเครื่องบินจากมาเลเซียผ่านเวียดนามเข้าสู่ไต้หวัน ขณะผ่านการตรวจเอกซเรย์ มีสิ่งของน่าสงสัยซุกซ่อนอยู่ จากการเปิดลังตรวจสอบ พบในกระถางดอกไม้ประดิษฐ์มีของประดับแกะออกมาเป็นเฮโรอีนผงบริสุทธิ์ น้ำหนักรวม 25.27 กก. มูลค่าในตลาดมืดประมาณ 100 ล้านเหรียญไต้หวัน จึงแจ้งสำนักงานอัยการเถาหยวนตั้งคณะทำงานดำเนินการสอบสวนสืบสวน พบผู้รับสินค้าเป็นนายเอกพงษ์ (นามสมมุติ) อายุ 39 ปี แรงงานไทยหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ที่อยู่บนกล่องอยู่ที่ตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ ตำรวจปล่อยให้สินค้าส่งถึงจุดหมายปลายทางตามปกติ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ผู้รับลงชื่อรับของ ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ดักซุ่มอยู่ เข้าจับกุมตัวแรงงานไทยรายนี้ทันที จากการสอบปากคำทราบว่า นายสมพล (นามสมมุติ) อายุ 42 ปีแรงงานไทยผิดกฎหมายอีกรายเป็นผู้บงการ โดยให้นายเอกพงษ์เป็นผู้รับของ จากนั้นส่งให้นายสมพลนำไปส่งต่อให้ลูกค้า ตำรวจตามไปจับกุมนายสมพลได้ในวันเดียวกัน

ของกลางเป็นเฮโรอีนกว่า 25 กก. ซุกซ่อนในลังบรรจุดอกไม้เทียม (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)

          ตำรวจตรวจพบว่า นายเอกพงษ์และนายสมพล เคยทำงานในโรงงานเดียวกันมาก่อน นายสมพลมีประวัติเสพยาเสพติด เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันได้ไม่นานก็หลบหนีจากนายจ้าง และให้นายเอกพงษ์เป็นผู้รับพัสดุจำนวน 5 ลังดังกล่าว ส่วนนายสมพลเป็นคนติดต่อกับขบวนการค้ายาที่ไทยและในไต้หวัน สันนิษฐานว่า นายสมพลมีการวางแผนก่อนหน้าแล้ว การเดินทางมาทำงานเป็นเพียงอาศัยคราบของแรงงานไทยบังหน้า แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงต้องการค้ายาเสพติด ผู้ต้องหาทั้งสองถูกควบคุมตัวส่งดำเนินคดีข้อหาขนส่ง ลำเลียงและจำหน่ายเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ตามกฎหมายกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษของไต้หวัน มีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีจำคุกตลอดชีวิต ยังต้องปรับเงิน 30 ล้านเหรียญไต้หวัน

2 แรงงานไทยลักลอบนำเข้าดอกไม้เทียมพร้อมกระถางซุกเฮโรอีนกว่า 25 กก. โทษถึงขั้นประหารชีวิต (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)

          โฆษกกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานกล่าวเตือนว่า ทุกหน่วยงานมุ่งมั่นในการตรวจสอบสิ่งผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งผู้โดยสารและสิ่งของสัมภาระ รวมถึงสินค้าขนส่งทางอากาศ เตือนอย่าข้องแวะยาเสพติดและอย่าท้าทายกฎหมาย

4. โหดเหี้ยม! คดีลวงลูกจ้างสาวไทยไปฆ่าบนเขาที่จีหลง คณะลูกขุนร่วมกับผู้พิพากษาตัดสินจำคุกนายจ้างหญิงไทย 14 ปี 6 เดือน

          หญิงไทยที่เมืองจีหลงว่าจ้างสาวไทยที่ถือฟรีวีซ่าเข้าไต้หวันเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายได้เพียง 4 วัน ลวงไปบนเขาต้าอู่หลุน แทงด้วยมีด 27 แผลและทิ้งลงหุบเขาจนเสียชีวิต ศาลท้องถิ่นจีหลงใช้ระบบลูกขุนร่วมกับผู้พิพากษาตัดสินให้นายจ้างหญิงไทยผู้เป็นจำเลยมีความผิด ฐานฆ่าคนโดยเจตนา จำคุก 14 ปี 6 เดือน

อาคารที่ทำการของสำนักงานอัยการและศาลท้องถิ่นจีหลง (ภาพจาก chinatimes.com)

          คำพิพากษาของศาลระบุว่า นางสาวนฤมล หลิน ชื่อเล่นว่า มิ้นท์ อายุ 46 ปี หญิงไทยจากจังหวัดลำปาง เดินทางมาแต่งงานและตั้งรกรากอยู่ที่เมืองจีหลง มีบุตรกับสามีชาวไต้หวัน 1 คน แต่ชีวิตหลังสมรสไม่ราบรื่นและมีการจดทะเบียนหย่า อยู่ในบ้านพักที่เมืองจีหลงลำพังคนเดียว ส่วนผู้ตายได้แก่นางสาวสุดธิดา หรือแวว อายุ 32 ปี หญิงไทยจากจังหวัดอุดรธานี เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 แต่อยู่เลยกำหนด เดิมทำงานในร้านนวดแผนโบราณ ต่อมาเห็นนางสาวนฤมลลงโฆษณาในเพจผีน้อยหางาน จึงมาสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยงานบ้านกับนางสาวนฤมล แต่ทำงานได้เพียง 4 วัน ระหว่างนี้ เกิดเรื่องขัดแย้งกับนายจ้างที่จู้จี้จุกจิก เมื่อหัวค่ำวันที่ 10 พฤษภาคม เวลา 18.53 น. นางสาวนฤมลผู้เป็นนายจ้างสั่งให้นางสาวสุดธิดานั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของตนอ้างไปหาผักบนเขา เมื่อไปถึงจะทิ้งผู้ตายไว้บนเขาโดยลำพัง ผู้ตายไม่ยอมและการทะเลาะกันขึ้น นางสาวนฤมลใช้หมวกกันน็อกฟาดหัวผู้ตายหลายทีจนล้ม จากนั้นชักมีดปลายแหลมที่พกติดตัวออกมาแทงผู้ตายตามร่างกาย 27 แผล และลากผู้ตายไปทิ้งในหุบเขาลึกลงไปประมาณ 10 เมตร จากนั้นขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านคนเดียว นางสาวสุดธิดาถูกแทงอาการสาหัส โดยเฉพาะที่ข้อมือซ้ายถูกแทงเป็นแผลลึกจนเส้นเลือดใหญ่ขาด ทำให้เสียเลือดมากและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตำรวจลงไปในหุบเขานำร่างไร้วิญญาณของหญิงไทยที่ถูกแทงเสียชีวิตขึ้นมา (ภาพจากสถานีตำรวจจีหลง)

          วันรุ่งขึ้นเวลา 06.14 น. ตำรวจพบศพผู้ตายในหุบเขา ในหนังสือพิพากษากล่าวว่า นางสาวนฤมลยอมรับว่าจ้างนางสาวสุดธิดาเป็นผู้ช่วยงานบ้านและให้ซ้อนท้ายไปทิ้งไว้บนเขาจริง แต่ปฏิเสธฆ่าคนโดยเจตนา เพียงแต่แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้การเกิดเหตุเพราะผู้ตายปฏิเสธอยู่บนเขาเพียงคนเดียว ทะเลาะกับตนจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่มีอาการสำนึกความผิดแต่อย่างใด หลังเกิดเหตุไม่มีการยอมความหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตายแต่อย่างใด ผู้พิพากษากล่าวว่า จำเลยใช้หมวกกันน็อกและมีดโจมตีผู้ตายในจุดที่อันตรายและสุดกำลัง หมายปลิดชีพผู้ตายให้ได้ แสดงออกถึงการกระทำที่เหี้ยมโหด ส่อเจตนาฆ่าคนอย่างชัดเจน

ตำรวจลงไปในหุบเขานำร่างไร้วิญญาณของหญิงไทยที่ถูกแทงเสียชีวิตขึ้นมา (ภาพจากสถานีตำรวจจีหลง)

          ด้านทนายความของจำเลยแก้ต่างว่า นางสาวนฤมลไม่มีเจตนาจะฆ่าคน และว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตเวช ขณะเกิดเหตุอาการกำเริบ ทำให้ไม่สามารถควบคุมสติสัมปชัญญะ เข้าข่ายทำร้ายคนจนเสียชีวิตและทิ้งศพ ต้องระวางโทษ 7 ปีขึ้นไป แต่ศาลพิจารณาจากใบวินิจฉัยของแพทย์ระบุว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวนฤมลปกติ ไม่มีอาการของโรคจิตเวชแต่อย่างใด หลังจากที่พิจารณาจากหลักฐานและคำให้การต่าง ๆ รวมถึงบันทึกคำสนทนาก่อนเกิดเหตุ คณะผู้พิพากษาประชาชนหรือคณะลูกขุนร่วมกับผู้พิพากษาจากศาลท้องถิ่นจีหลงลงความเห็นจำเลยฆ่าคนโดยเจตนา ตัดสินจำคุก 14 ปี 6 เดือน

ตำรวจปิดล้อมบนเขาต้าอู่หลุน เมืองจีหลง สถานที่เกิดเหตุหญิงไทยถูกแทงและตกลงไปในหุบเขาเสียเลือดมากทำให้เสียชีวิต (ภาพจากสถานีตำรวจจีหลง)

          คดีนี้ ผู้ตายถูกนายจ้างชวนไปเก็บผักบนเขาเชิงบังคับ มีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเหตุร้าย ก่อนออกเดินทางแอบโทรศัพท์ให้แฟนหนุ่มที่เป็นแรงงานไทยซึ่งทำงานอย่างถูกกฎหมายอยู่ที่ซินจู๋พร้อมส่งพิกัดบนเขาทางไลน์ แฟนรับสายแต่ไม่มีเสียงตอบรับ กังวลว่าจะเกิดเหตุร้าย รีบโทรหาเพื่อนแรงงานไทยด้วยกันที่ฮัวเหลียนซึ่งพอจะสื่อสารภาษาจีนได้ ช่วยแจ้งความต่อสถานีตำรวจ หลังสถานีตำรวจฮัวเหลียนได้รับแจ้งเหตุแล้วประสานกันสถานีตำรวจจีหลง ตำรวจจีหลงส่งกำลังออกค้นหาทันที ส่วนแรงงานไทยรายนี้ พร้อมเพื่อนแรงงานไทยอีก 2 คน ออกเดินทางไปค้นหายังบริเวณพิกัดที่ได้รับ จนรุ่งเช้าวันถัดมา จึงพบร่างไร้วิญญาณของแฟนสาว นอนเสียชีวิตในหุบเขาลึกประมาณ 10 เมตร บนภูเขาต้าอู่หลุนในพื้นที่เมืองจีหลงดังกล่าว

ภาพถ่ายก่อนเสียชีวิตของ นางสาวสุดธิดา อายุ 32 ปี จากจังหวัดอุดรธานี (ภาพจาก FB ของนางสาวสุดธิดา)

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ขุนพล แรงงานไทยBy อโศก ศรีจันทร์, Rti