
Sign up to save your podcasts
Or


1. ครบรอบ 1 ปีแรงงานกึ่งฝีมือ นายจ้างยื่นจ้างร่วมหมื่นราย อนุมัติกว่า 6,600 ภาคการผลิตอนุมัติแล้ว 2,717 คน เทียบกับจำนวนแรงงานของแต่ละชาติ แรงงานไทยได้รับอนุมัติในอัตราสูงสุด 664 คน
เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศผลักดันโครงการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมืออยู่ทำงานในไต้หวันได้ต่อไป หรือโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาไป กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือไปแล้ว 6,640 คน จากยอดจำนวนการยื่นขอของนายจ้าง 9,164 ราย กระทรวงแรงงานย้ำว่า การที่นายจ้างยื่นขอยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปของตนให้กลายเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ จะช่วยให้แรงงานต่างชาติที่ได้รับการอนุมัติมีสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาการทำงานในไต้หวันเหมือนอย่างแรงงานต่างชาติทั่วไปอีกต่อไป ขณะที่นายจ้างไม่ต้องชำระเงินเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไปที่ต้องชำระเดือนละ 2,000-3,000 เหรียญต่อคน นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาทดแทนโควตาแรงงานที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ช่วยให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นในการว่าจ้างแรงงานมากขึ้น
แรงงานไทยใซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียง นครนิวไทเป (ภาพจาก Kung Sing Engineering Corporation)
กระทรวงแรงงานประกาศโครงการแรงงานกึ่งฝีมือตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2565 ช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา นายจ้างยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 9,164 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานภาคสวัสดิการสังคมหรือผู้อนุบาลในครัวเรือนมากที่สุด 5,421 คน ภาคการผลิต รวมลูกเรือประมง 3,740 คน นักศึกษาต่างชาติ 3 คน ได้รับอนุมัติแล้ว 6,643 คน ส่วนภาคการก่อสร้าง เกษตร จ้างเหมาบริการภาคการเกษตรและโรงฆ่าและชำแหละสัตว์ ยังไม่มีนายจ้างยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือแต่อย่างใด
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
ในส่วนของภาคการผลิตอนุมัติแล้ว 2,717 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนามมากที่สุด 873 คน ตามด้วยแรงงานฟิลิปปินส์ 836 คน แรงงานไทย 664 คน อินโดนีเซีย 344 คน หากมองจากยอดจำนวนแรงงานภาคการผลิตในแต่ละชาติแล้ว แรงงานเวียดนามที่ทำงานในภาคการผลิตมีจำนวนสูงถึง 226,957 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 873 คน คิดเป็นอัตราส่วน 0.3845% แรงงานฟิลิปปินส์ มีจำนวน 125,852 คน ได้รับอนุมัติ 836 คน คิดเป็นอัตราส่วน 0.6643% แรงงานไทยที่ทำงานในภาคการผลิตมีจำนวน 67,480 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 664 คน คิดเป็นอัตราส่วน 0.9840% ส่วนอินโดนีเซียมี 86,368 คน ได้รับอนุมัติ 344 คนคิดเป็นอัตราส่วน 0.3983% แสดงว่าแรงงานไทยในภาคการผลิต ได้รับการอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือมากกว่าเวียดนาม อินโดนีเซีย ประมาณ 3 เท่า และมากว่าฟิลิปปินส์ประมาณ 1.5 เท่า
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
ในส่วนของภาคสวัสดิการสังคมหรือผู้อนุบาลในครัวเรือน ได้รับการอนุมัติแล้ว 3,690 คน เป็นผู้อนุบาลอินโดนีเซียมากที่สุด 2,882 คน ฟิลิปปินส์ 569 คน เวียดนาม 209 คน ผู้อนุบาลไทย 30 คน แม้จะมีจำนวนน้อยเป็นอันดับ 4 แต่หากคิดจากยอดจำนวนผู้อนุบาลไทยที่มีเพียง 440 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 30 คน มีอัตราส่วน 6.82% ก็สูงกว่าอินโดนีเซียที่มีอัตราส่วนได้รับการอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ 1.7% ฟิลิปปินส์ 0.45% และเวียดนาม 0.77%
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จากเริ่มแรกที่นายจ้างและบริษัทจัดหางานยังไม่เข้าใจระเบียบขั้นตอนในการยื่นขอ มีการประชาสัมพันธ์และจัดประชุมชี้แจงตามเมืองต่าง ๆ หลายสิบรอบ รวมทั้งมีการผ่อนปรนเงื่อนไขคุณสมบัติของแรงงานกึ่งฝีมืออย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น อนุญาตให้นายจ้างจัดอบรมเสริมทักษะที่เกี่ยวข้องกันเองเป็นเวลา 80 ชั่วโมง แทนการใช้หลักสูตรของกรมอุตสาหกรรม และอนุญาตให้ว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ รวมแรงงานต่างชาติทั่วไปไม่เกิน 50% ของยอดจำนวนแรงงานในโรงงาน โดยไม่นับรวมผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติหรือแรงงานไวท์คอลาร์ที่ว่าจ้าง
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายไว้ว่า ก่อนปี พ.ศ. 2573 จะอนุมัติการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือจำนวน 80,000 คน หรือปีละประมาณ 10,000 คน ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด กระทรวงแรงงานอนุญาตให้มีการขยายระยะเวลาทำงานในไต้หวันจาก 12 ปี หรือ 14 ปีออกไป รวมสะสมแล้วเป็นเวลา 3 ปี เมื่อขยายสัญญาต่อไปได้ ส่งผลให้นายจ้างจำนวนมากยังรอดูท่าที แต่มาตรการดังกล่าว สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อสิ้นปี 2565 กระทรวงแรงงานจึงคาดว่า ยอดจำนวนการยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือจะทยอยเพิ่มมากขึ้น
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้าถาน เขตกวนอิน นครเถาหยวน
2. หวิดตายหมู่! แรงงานฟิลิปปินส์ติดหนี้พนันขโมยเงินบริษัท จุดไฟเผาใบกู้เงินอำพรางคดี ไฟลุกไหม้หอพัก โชคดีดับทัน เพื่อนร่วมชาติกว่า 200 รอดชีวิตหวุดหวิด ศาลตัดสินจำคุก 3 ปี 3 เดือน
นายเจอร์รี่ แรงงานฟิลิปปินส์เดินทางมาทำงานที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในเมืองซินจู๋ เนื่องจากติดการพนันและไม่มีวินัยทางการเงิน ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ติดหนี้พนันจำนวนมาก ทนต่อการทวงของเจ้าหนี้ไม่ไหว ขโมยเงินสดจากออฟฟิศบริษัทหลายครั้ง และจุดไฟเผาหลักฐานการกู้เงินกลางดึก ทำให้หอพักเกิดไฟลุกไม้ควันโขมง โชคดีที่มีเพื่อนแรงงานคนอื่นที่ยังไม่ได้เข้านอนเห็นเข้าช่วยกันดับไฟไว้ได้ทัน ทำให้เพื่อนแรงงานฟิลิปปินส์ที่กำลังนอนหลับใหลอยู่ในหอพักกว่า 200 ชีวิตรอดจากการตายหมู่ ศาลท้องถิ่นซินจู๋ตัดสินจำคุกนายเจอร์รี่ 2 ปี 4 เดือน หลังพ้นโทษแล้ว ให้เนรเทศออกจากไต้หวัน ห้ามเดินทางมาทำงานตลอดไป
แรงงานฟิลิปปินส์ติดหนี้พนันขโมยเงินบริษัท จุดไฟเผาใบกู้เงินอำพรางคดี หวิดทำเพื่อนร่วมชาติกว่า 200 เสียชีวิต ศาลท้องถิ่นซินจู๋ตัดสินจำคุก 3 ปี 3 เดือน
คำพิพากษาของศาลระบุว่า นายเจอร์รี่ แรงงานฟิลิปปินส์เดินทางมาทำงานที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในเมืองซินจู๋ เนื่องจากชอบเล่นพนันและใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ติดหนี้พนันจำนวนมหาศาล ทนต่อการทวงของเจ้าหนี้ไม่ไหว เคยยืมเงินจากพนักงานในออฟฟิศและเขียนใบกู้หนี้ไว้เป็นหลักฐาน ช่วงเวลากลางคืน เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2564 แอบเข้าไปในออฟฟิศของบริษัท ขโมยเงินจากลิ้นชักของพนักงานท้องถิ่นและเงินของเพื่อนร่วมงานในหอพักรวม 3 ครั้ง ได้เงินมาจำนวน 19,900 เหรียญ เท่านั้นยังไม่พอ รุ่งเช้าเวลา 04.00 น. ของวันที่ 15 พ.ย. ปีเดียวกัน ใช้ไฟแช็กจุดไฟเผาหลักฐานการกู้เงินในหอพัก ก่อให้เกิดไฟลุกไหม้หอพัก เปลวไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็วควันโขมง แรงงานฟิลิปปินส์คนอื่นที่ตื่นจากความฝัน รีบคว้าเครื่องดับเพลิงช่วยกันดับไฟ โชคดีที่ดับทัน ทำให้เพื่อนร่วมชาติในหอพักกว่า 200 ชีวิตที่กำลังนอนหลับใหลรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นซินจู๋
ผู้พิพากษาเห็นว่า นายเจอร์รี่ไม่สามารถชดใช้หนี้ที่เกิดจากการพนัน ขโมยเงินเพื่อนร่วมงานและจุดไฟเผาหลักฐานการกู้เงินในหอพัก โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมงานหลายร้อยชีวิต ยังโชคดีที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นช่วยดับไฟไว้ได้ทัน จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หอพักได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย จึงตัดสินจำคุก 2 ปี 4 เดือน ในส่วนของคดีลักทรัพย์ตัดสินจำคุก 11 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน หลังพ้นโทษแล้ว ให้เนรเทศออกจากไต้หวัน ห้ามเดินทางมาทำงานตลอดชีวิต
การพนันเป็นอบายมุขที่จะนำไปสู่ความเสื่อมของชีวิต แต่คนจำนวนไม่น้อยยังคงหลงใหลหมกมุ่นอยู่กับมันอย่างไม่ลืมหูลืมตา นั่นก็เป็นเพราะความโลภที่มากเกินเหตุ ไม่อยากลงแรงกระทำอะไรมาก ชอบลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมาก แต่ในขณะเดียวกันความเสี่ยงก็มากตามมาด้วย คนที่เล่นการพนันส่วนใหญ่จึงมักจะเสียมากกว่าได้ ซ้ำร้ายบางคนต้องกู้หนี้ยืมสิน บางคนต้องกลายเป็นคนลักขโมย เป็นคนขี้โกหกหลอกลวงตามมา ในที่สุดชีวิตก็จมอยู่กับวังวนแห่งความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. ถึงคุกนะจ๊ะ! ตำรวจไต้หวันประกาศเตือน ตรวจพบยาลดความอ้วนยี่ห้อดังจากไทยผสมสารเสพติด นำเข้าระวังติดคุก 12 ปี จับแล้ว 5 แรงงานไทยที่สั่งซื้อ
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ตรวจพบมีแรงงานไทยในไต้หวัน สั่งซื้อยาลดความอ้วนจากประเทศไทยหลายยี่ห้อ จากการนำไปวิเคราะห์พบมีส่วนผสมของไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4 จึงแจ้งให้กรมสอบสวนคดีอาญาประจำนครไทจงดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย จับ 5 แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไทจง 2 ราย จางฮั่ว 2 รายและที่หนานโถวอีก 1 ราย ฐานสั่งซื้อและนำเข้ายาลดความอ้วนดังกล่าวจากประเทศไทยผ่านทางพัสดุ เนื่องจากเว็บขายสินค้าออนไลน์ในไต้หวัน ไม่มียาลดความอ้วนดังกล่าววางขาย จากการตรวจสอบ แรงงานไทยทั้ง 5 สั่งซื้อผ่านทางสื่อโซเชียล และบางรายขอให้ญาติมิตรซื้อที่ประเทศไทยแล้วส่งมาให้ทางพัสดุไปรษณีย์
โฆษกกรมสอบสวนคดีอาญา สำนักงานไทจงแถลงข่าว จับ 5 แรงงานไทยที่นำเข้ายาลดความอ้วนมีส่วนผสมไซบูทรามีนจากประเทศไทย ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4
โฆษกกรมสอบสวนคดีอาญา สำนักงานไทจงแถลงว่า หลังจากได้รับแจ้งข้อมูลแล้ว ได้รายงานต่อสำนักงานอัยการศาลท้องถิ่นจางฮั่วและไทจง เพื่อดำเนินการสอบสวน จากนั้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีอาญา ภายใต้การนำของพนักงานอัยการได้ทยอยจับกุม 4 แรงงานไทยเจ้าของยาลดความอ้วนดังกล่าว ขณะที่เซ็นชื่อรับ ซึ่งทำงานอยู่ที่ไทจง จางฮั่วแห่งละ 2 ราย ในจำนวนนี้มี 3 รายเป็นแรงงานหญิงไทย อายุ 49 ปี 44 ปี และ 39 ปี อีก 1 รายเป็นแรงงานไทยเพศชาย อายุ 34 ปี ยึดของกลางเป็นยาลดความอ้วนยี่ห้อดังในรูปแคปซูลจากประเทศไทย น้ำหนักรวม 1,858.98 กรัม
1 ใน 5 แรงงานไทยถูกจับข้อหานำเข้ายาลดความอ้วนที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4
แรงงานไทยทั้ง 4 ซึ่งต่างไม่รู้จักกันให้การอ้างว่า ซื้อมากินเอง ไม่ได้นำมาจำหน่ายและไม่ทราบว่ามีส่วนผสมของยาเสพติดและผิดกฎหมาย หลังสอบปากคำตำรวจปล่อยตัวกลับโรงงาน เพื่อรอการขึ้นศาล ระหว่างคดียังไม่สิ้นสุดห้ามเดินทางออกนอกไต้หวัน หากศาลตัดสินมีความผิด ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ ผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก ลำเลียงหรือจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 4 ต้องระวางโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 12 ปี ปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน
1 ใน 5 แรงงานไทยถูกจับข้อหานำเข้ายาลดความอ้วนที่มีส่วนผสมไซบูทรามีนจากไทย ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4
อีกรายเป็นแรงงานหญิงไทย อายุ 51 ปี มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ เดินทางมาทำงานโรงงานชำแหละเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่หนานโถว รายนี้เห็นเพื่อนแรงงานไทยคนอื่นสั่งซื้อยาลดความอ้วนจากประเทศไทย ตนก็ลองซื้อผ่านทางเฟซบุ๊กมากินบ้าง โดยซื้อไป 3 กล่องในราคาโปรโมชั่นกล่องละ 400 บาท ซื้อ 1 แถมหนึ่งรวมเป็น 6 กล่อง แต่ยังไม่ทันได้รับของ ก็ถูกตำรวจหนานโถวเรียกไปสอบปากคำและตั้งข้อหานำเข้ายาที่มีส่วนผสมของสารเสพติดไซบูทรามีน หลังสอบปากคำเสร็จปล่อยตัวกลับโรงงานเพื่อรอการดำเนินคดีของอัยการ
กรมสอบสวนคดีอาญาฝากเตือนมาว่า อย่าซื้อยาลดความอ้วนหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมไซบูทรามีน ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4
โฆษกกรมสอบสวนคดีอาญาฝากเตือนมาว่า ไต้หวันประกาศให้ไซบูทรามีน (Sibutramine) เป็นยาเสพติดประเภท 4 ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2564 เพื่อความปลอดภัย หลีกเลี่ยงนำเข้าอาหารเสริมและยาลดความอ้วนทั้งหลาย ซึ่งอาจมีส่วนผสมของสารต้องห้าม ทั้งนี้ ไซบูทรามีน เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ถูกนำไปใช้กับอาหารเสริมลดน้ำหนัก แต่เคยมีรายงานว่าเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ทำให้ใจสั่น มีผลกระทบกับหลอดเลือด และระบบหัวใจ จนถึงขั้นเสียชีวิต จึงเตือนอย่าซื้อมารับประทานเป็นอันขาดนอกจากมีโทษจำคุกแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพด้วย
สำหรับที่ประเทศไทย ก็มีการยกระดับไซบูทรามีน เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 1 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561 ผู้กระทำผิดที่ผลิต นำเข้า หรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสม จะต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี ปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท ถ้าผลิตเพื่อขาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 7 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท รวมไปถึงผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ถือว่ามีความผิดด้วย โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้านสำนักงานแรงงานไทย ไทเปก็ออกประกาศเตือนแรงงานไทยในไต้หวันว่า หลีกเลี่ยงนำเข้าอาหารเสริมและยาลดน้ำหนักทั้งหลายจากต่างประเทศ เพราะอาจมีส่วนผสมของสารต้องห้าม จะทำให้ตกเป็นผู้ต้องหาและคุกคามต่อสุขภาพตนเองด้วย
สำนักงานแรงงานไทย ไทเปทำสื่อประชาสัมพันธ์เตือน หลีกเลี่ยงนำเข้าอาหารเสริมและยาลดน้ำหนักทั้งหลาย เพราะอาจมีส่วนผสมของสารต้องห้าม จะทำให้ตกเป็นผู้ต้องหาและคุกคามต่อสุขภาพตนเองด้วย
By อโศก ศรีจันทร์, Rti1. ครบรอบ 1 ปีแรงงานกึ่งฝีมือ นายจ้างยื่นจ้างร่วมหมื่นราย อนุมัติกว่า 6,600 ภาคการผลิตอนุมัติแล้ว 2,717 คน เทียบกับจำนวนแรงงานของแต่ละชาติ แรงงานไทยได้รับอนุมัติในอัตราสูงสุด 664 คน
เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศผลักดันโครงการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมืออยู่ทำงานในไต้หวันได้ต่อไป หรือโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาไป กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือไปแล้ว 6,640 คน จากยอดจำนวนการยื่นขอของนายจ้าง 9,164 ราย กระทรวงแรงงานย้ำว่า การที่นายจ้างยื่นขอยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปของตนให้กลายเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ จะช่วยให้แรงงานต่างชาติที่ได้รับการอนุมัติมีสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาการทำงานในไต้หวันเหมือนอย่างแรงงานต่างชาติทั่วไปอีกต่อไป ขณะที่นายจ้างไม่ต้องชำระเงินเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไปที่ต้องชำระเดือนละ 2,000-3,000 เหรียญต่อคน นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาทดแทนโควตาแรงงานที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ช่วยให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นในการว่าจ้างแรงงานมากขึ้น
แรงงานไทยใซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียง นครนิวไทเป (ภาพจาก Kung Sing Engineering Corporation)
กระทรวงแรงงานประกาศโครงการแรงงานกึ่งฝีมือตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2565 ช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา นายจ้างยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 9,164 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานภาคสวัสดิการสังคมหรือผู้อนุบาลในครัวเรือนมากที่สุด 5,421 คน ภาคการผลิต รวมลูกเรือประมง 3,740 คน นักศึกษาต่างชาติ 3 คน ได้รับอนุมัติแล้ว 6,643 คน ส่วนภาคการก่อสร้าง เกษตร จ้างเหมาบริการภาคการเกษตรและโรงฆ่าและชำแหละสัตว์ ยังไม่มีนายจ้างยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือแต่อย่างใด
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
ในส่วนของภาคการผลิตอนุมัติแล้ว 2,717 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนามมากที่สุด 873 คน ตามด้วยแรงงานฟิลิปปินส์ 836 คน แรงงานไทย 664 คน อินโดนีเซีย 344 คน หากมองจากยอดจำนวนแรงงานภาคการผลิตในแต่ละชาติแล้ว แรงงานเวียดนามที่ทำงานในภาคการผลิตมีจำนวนสูงถึง 226,957 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 873 คน คิดเป็นอัตราส่วน 0.3845% แรงงานฟิลิปปินส์ มีจำนวน 125,852 คน ได้รับอนุมัติ 836 คน คิดเป็นอัตราส่วน 0.6643% แรงงานไทยที่ทำงานในภาคการผลิตมีจำนวน 67,480 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 664 คน คิดเป็นอัตราส่วน 0.9840% ส่วนอินโดนีเซียมี 86,368 คน ได้รับอนุมัติ 344 คนคิดเป็นอัตราส่วน 0.3983% แสดงว่าแรงงานไทยในภาคการผลิต ได้รับการอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือมากกว่าเวียดนาม อินโดนีเซีย ประมาณ 3 เท่า และมากว่าฟิลิปปินส์ประมาณ 1.5 เท่า
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
ในส่วนของภาคสวัสดิการสังคมหรือผู้อนุบาลในครัวเรือน ได้รับการอนุมัติแล้ว 3,690 คน เป็นผู้อนุบาลอินโดนีเซียมากที่สุด 2,882 คน ฟิลิปปินส์ 569 คน เวียดนาม 209 คน ผู้อนุบาลไทย 30 คน แม้จะมีจำนวนน้อยเป็นอันดับ 4 แต่หากคิดจากยอดจำนวนผู้อนุบาลไทยที่มีเพียง 440 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 30 คน มีอัตราส่วน 6.82% ก็สูงกว่าอินโดนีเซียที่มีอัตราส่วนได้รับการอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ 1.7% ฟิลิปปินส์ 0.45% และเวียดนาม 0.77%
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จากเริ่มแรกที่นายจ้างและบริษัทจัดหางานยังไม่เข้าใจระเบียบขั้นตอนในการยื่นขอ มีการประชาสัมพันธ์และจัดประชุมชี้แจงตามเมืองต่าง ๆ หลายสิบรอบ รวมทั้งมีการผ่อนปรนเงื่อนไขคุณสมบัติของแรงงานกึ่งฝีมืออย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น อนุญาตให้นายจ้างจัดอบรมเสริมทักษะที่เกี่ยวข้องกันเองเป็นเวลา 80 ชั่วโมง แทนการใช้หลักสูตรของกรมอุตสาหกรรม และอนุญาตให้ว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ รวมแรงงานต่างชาติทั่วไปไม่เกิน 50% ของยอดจำนวนแรงงานในโรงงาน โดยไม่นับรวมผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติหรือแรงงานไวท์คอลาร์ที่ว่าจ้าง
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายไว้ว่า ก่อนปี พ.ศ. 2573 จะอนุมัติการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือจำนวน 80,000 คน หรือปีละประมาณ 10,000 คน ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด กระทรวงแรงงานอนุญาตให้มีการขยายระยะเวลาทำงานในไต้หวันจาก 12 ปี หรือ 14 ปีออกไป รวมสะสมแล้วเป็นเวลา 3 ปี เมื่อขยายสัญญาต่อไปได้ ส่งผลให้นายจ้างจำนวนมากยังรอดูท่าที แต่มาตรการดังกล่าว สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อสิ้นปี 2565 กระทรวงแรงงานจึงคาดว่า ยอดจำนวนการยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือจะทยอยเพิ่มมากขึ้น
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้าถาน เขตกวนอิน นครเถาหยวน
2. หวิดตายหมู่! แรงงานฟิลิปปินส์ติดหนี้พนันขโมยเงินบริษัท จุดไฟเผาใบกู้เงินอำพรางคดี ไฟลุกไหม้หอพัก โชคดีดับทัน เพื่อนร่วมชาติกว่า 200 รอดชีวิตหวุดหวิด ศาลตัดสินจำคุก 3 ปี 3 เดือน
นายเจอร์รี่ แรงงานฟิลิปปินส์เดินทางมาทำงานที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในเมืองซินจู๋ เนื่องจากติดการพนันและไม่มีวินัยทางการเงิน ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ติดหนี้พนันจำนวนมาก ทนต่อการทวงของเจ้าหนี้ไม่ไหว ขโมยเงินสดจากออฟฟิศบริษัทหลายครั้ง และจุดไฟเผาหลักฐานการกู้เงินกลางดึก ทำให้หอพักเกิดไฟลุกไม้ควันโขมง โชคดีที่มีเพื่อนแรงงานคนอื่นที่ยังไม่ได้เข้านอนเห็นเข้าช่วยกันดับไฟไว้ได้ทัน ทำให้เพื่อนแรงงานฟิลิปปินส์ที่กำลังนอนหลับใหลอยู่ในหอพักกว่า 200 ชีวิตรอดจากการตายหมู่ ศาลท้องถิ่นซินจู๋ตัดสินจำคุกนายเจอร์รี่ 2 ปี 4 เดือน หลังพ้นโทษแล้ว ให้เนรเทศออกจากไต้หวัน ห้ามเดินทางมาทำงานตลอดไป
แรงงานฟิลิปปินส์ติดหนี้พนันขโมยเงินบริษัท จุดไฟเผาใบกู้เงินอำพรางคดี หวิดทำเพื่อนร่วมชาติกว่า 200 เสียชีวิต ศาลท้องถิ่นซินจู๋ตัดสินจำคุก 3 ปี 3 เดือน
คำพิพากษาของศาลระบุว่า นายเจอร์รี่ แรงงานฟิลิปปินส์เดินทางมาทำงานที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในเมืองซินจู๋ เนื่องจากชอบเล่นพนันและใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ติดหนี้พนันจำนวนมหาศาล ทนต่อการทวงของเจ้าหนี้ไม่ไหว เคยยืมเงินจากพนักงานในออฟฟิศและเขียนใบกู้หนี้ไว้เป็นหลักฐาน ช่วงเวลากลางคืน เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2564 แอบเข้าไปในออฟฟิศของบริษัท ขโมยเงินจากลิ้นชักของพนักงานท้องถิ่นและเงินของเพื่อนร่วมงานในหอพักรวม 3 ครั้ง ได้เงินมาจำนวน 19,900 เหรียญ เท่านั้นยังไม่พอ รุ่งเช้าเวลา 04.00 น. ของวันที่ 15 พ.ย. ปีเดียวกัน ใช้ไฟแช็กจุดไฟเผาหลักฐานการกู้เงินในหอพัก ก่อให้เกิดไฟลุกไหม้หอพัก เปลวไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็วควันโขมง แรงงานฟิลิปปินส์คนอื่นที่ตื่นจากความฝัน รีบคว้าเครื่องดับเพลิงช่วยกันดับไฟ โชคดีที่ดับทัน ทำให้เพื่อนร่วมชาติในหอพักกว่า 200 ชีวิตที่กำลังนอนหลับใหลรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นซินจู๋
ผู้พิพากษาเห็นว่า นายเจอร์รี่ไม่สามารถชดใช้หนี้ที่เกิดจากการพนัน ขโมยเงินเพื่อนร่วมงานและจุดไฟเผาหลักฐานการกู้เงินในหอพัก โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมงานหลายร้อยชีวิต ยังโชคดีที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นช่วยดับไฟไว้ได้ทัน จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หอพักได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย จึงตัดสินจำคุก 2 ปี 4 เดือน ในส่วนของคดีลักทรัพย์ตัดสินจำคุก 11 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน หลังพ้นโทษแล้ว ให้เนรเทศออกจากไต้หวัน ห้ามเดินทางมาทำงานตลอดชีวิต
การพนันเป็นอบายมุขที่จะนำไปสู่ความเสื่อมของชีวิต แต่คนจำนวนไม่น้อยยังคงหลงใหลหมกมุ่นอยู่กับมันอย่างไม่ลืมหูลืมตา นั่นก็เป็นเพราะความโลภที่มากเกินเหตุ ไม่อยากลงแรงกระทำอะไรมาก ชอบลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมาก แต่ในขณะเดียวกันความเสี่ยงก็มากตามมาด้วย คนที่เล่นการพนันส่วนใหญ่จึงมักจะเสียมากกว่าได้ ซ้ำร้ายบางคนต้องกู้หนี้ยืมสิน บางคนต้องกลายเป็นคนลักขโมย เป็นคนขี้โกหกหลอกลวงตามมา ในที่สุดชีวิตก็จมอยู่กับวังวนแห่งความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. ถึงคุกนะจ๊ะ! ตำรวจไต้หวันประกาศเตือน ตรวจพบยาลดความอ้วนยี่ห้อดังจากไทยผสมสารเสพติด นำเข้าระวังติดคุก 12 ปี จับแล้ว 5 แรงงานไทยที่สั่งซื้อ
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ตรวจพบมีแรงงานไทยในไต้หวัน สั่งซื้อยาลดความอ้วนจากประเทศไทยหลายยี่ห้อ จากการนำไปวิเคราะห์พบมีส่วนผสมของไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4 จึงแจ้งให้กรมสอบสวนคดีอาญาประจำนครไทจงดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย จับ 5 แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไทจง 2 ราย จางฮั่ว 2 รายและที่หนานโถวอีก 1 ราย ฐานสั่งซื้อและนำเข้ายาลดความอ้วนดังกล่าวจากประเทศไทยผ่านทางพัสดุ เนื่องจากเว็บขายสินค้าออนไลน์ในไต้หวัน ไม่มียาลดความอ้วนดังกล่าววางขาย จากการตรวจสอบ แรงงานไทยทั้ง 5 สั่งซื้อผ่านทางสื่อโซเชียล และบางรายขอให้ญาติมิตรซื้อที่ประเทศไทยแล้วส่งมาให้ทางพัสดุไปรษณีย์
โฆษกกรมสอบสวนคดีอาญา สำนักงานไทจงแถลงข่าว จับ 5 แรงงานไทยที่นำเข้ายาลดความอ้วนมีส่วนผสมไซบูทรามีนจากประเทศไทย ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4
โฆษกกรมสอบสวนคดีอาญา สำนักงานไทจงแถลงว่า หลังจากได้รับแจ้งข้อมูลแล้ว ได้รายงานต่อสำนักงานอัยการศาลท้องถิ่นจางฮั่วและไทจง เพื่อดำเนินการสอบสวน จากนั้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีอาญา ภายใต้การนำของพนักงานอัยการได้ทยอยจับกุม 4 แรงงานไทยเจ้าของยาลดความอ้วนดังกล่าว ขณะที่เซ็นชื่อรับ ซึ่งทำงานอยู่ที่ไทจง จางฮั่วแห่งละ 2 ราย ในจำนวนนี้มี 3 รายเป็นแรงงานหญิงไทย อายุ 49 ปี 44 ปี และ 39 ปี อีก 1 รายเป็นแรงงานไทยเพศชาย อายุ 34 ปี ยึดของกลางเป็นยาลดความอ้วนยี่ห้อดังในรูปแคปซูลจากประเทศไทย น้ำหนักรวม 1,858.98 กรัม
1 ใน 5 แรงงานไทยถูกจับข้อหานำเข้ายาลดความอ้วนที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4
แรงงานไทยทั้ง 4 ซึ่งต่างไม่รู้จักกันให้การอ้างว่า ซื้อมากินเอง ไม่ได้นำมาจำหน่ายและไม่ทราบว่ามีส่วนผสมของยาเสพติดและผิดกฎหมาย หลังสอบปากคำตำรวจปล่อยตัวกลับโรงงาน เพื่อรอการขึ้นศาล ระหว่างคดียังไม่สิ้นสุดห้ามเดินทางออกนอกไต้หวัน หากศาลตัดสินมีความผิด ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ ผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก ลำเลียงหรือจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 4 ต้องระวางโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 12 ปี ปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน
1 ใน 5 แรงงานไทยถูกจับข้อหานำเข้ายาลดความอ้วนที่มีส่วนผสมไซบูทรามีนจากไทย ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4
อีกรายเป็นแรงงานหญิงไทย อายุ 51 ปี มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ เดินทางมาทำงานโรงงานชำแหละเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่หนานโถว รายนี้เห็นเพื่อนแรงงานไทยคนอื่นสั่งซื้อยาลดความอ้วนจากประเทศไทย ตนก็ลองซื้อผ่านทางเฟซบุ๊กมากินบ้าง โดยซื้อไป 3 กล่องในราคาโปรโมชั่นกล่องละ 400 บาท ซื้อ 1 แถมหนึ่งรวมเป็น 6 กล่อง แต่ยังไม่ทันได้รับของ ก็ถูกตำรวจหนานโถวเรียกไปสอบปากคำและตั้งข้อหานำเข้ายาที่มีส่วนผสมของสารเสพติดไซบูทรามีน หลังสอบปากคำเสร็จปล่อยตัวกลับโรงงานเพื่อรอการดำเนินคดีของอัยการ
กรมสอบสวนคดีอาญาฝากเตือนมาว่า อย่าซื้อยาลดความอ้วนหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมไซบูทรามีน ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4
โฆษกกรมสอบสวนคดีอาญาฝากเตือนมาว่า ไต้หวันประกาศให้ไซบูทรามีน (Sibutramine) เป็นยาเสพติดประเภท 4 ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2564 เพื่อความปลอดภัย หลีกเลี่ยงนำเข้าอาหารเสริมและยาลดความอ้วนทั้งหลาย ซึ่งอาจมีส่วนผสมของสารต้องห้าม ทั้งนี้ ไซบูทรามีน เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ถูกนำไปใช้กับอาหารเสริมลดน้ำหนัก แต่เคยมีรายงานว่าเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ทำให้ใจสั่น มีผลกระทบกับหลอดเลือด และระบบหัวใจ จนถึงขั้นเสียชีวิต จึงเตือนอย่าซื้อมารับประทานเป็นอันขาดนอกจากมีโทษจำคุกแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพด้วย
สำหรับที่ประเทศไทย ก็มีการยกระดับไซบูทรามีน เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 1 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561 ผู้กระทำผิดที่ผลิต นำเข้า หรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสม จะต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี ปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท ถ้าผลิตเพื่อขาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 7 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท รวมไปถึงผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ถือว่ามีความผิดด้วย โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้านสำนักงานแรงงานไทย ไทเปก็ออกประกาศเตือนแรงงานไทยในไต้หวันว่า หลีกเลี่ยงนำเข้าอาหารเสริมและยาลดน้ำหนักทั้งหลายจากต่างประเทศ เพราะอาจมีส่วนผสมของสารต้องห้าม จะทำให้ตกเป็นผู้ต้องหาและคุกคามต่อสุขภาพตนเองด้วย
สำนักงานแรงงานไทย ไทเปทำสื่อประชาสัมพันธ์เตือน หลีกเลี่ยงนำเข้าอาหารเสริมและยาลดน้ำหนักทั้งหลาย เพราะอาจมีส่วนผสมของสารต้องห้าม จะทำให้ตกเป็นผู้ต้องหาและคุกคามต่อสุขภาพตนเองด้วย