
Sign up to save your podcasts
Or


1. ปี 67 กองทุนฯ อนุมัติแรงงานต่างชาติขอรับเงินสงเคราะห์ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต 10,090 ราย มูลค่า 810 ล้านเหรียญ และมีแรงงานต่างชาติเสียชีวิต 675 ราย อนุมัติเงินทดแทนแก่ทายาท 117 ล้านเหรียญไต้หวัน
ข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นปี 2567 มียอดจำนวนแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันกว่า 820,000 คน ในจำนวนนี้ทำงานอยู่ในภาคการผลิตและเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานกว่า 530,000 คน กองทุนประกันภัยแรงงานของไต้หวันเปิดเผยข้อมูล ปี 2567 มีแรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ เสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 675 ราย ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานไทยประมาณ 100 ราย และทายาทของแรงงานที่เสียชีวิตได้รับเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวเนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ เป็นครั้งแรกก่อน 1 ม.ค. 2552 จำนวน 243 ราย จำนวนเงินทดแทนที่อนุมัติไปแล้ว 68,496,470 เหรียญไต้หวัน ส่วนทายาทที่ได้รับเงินทดแทนเป็นรายเดือน เนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกหลัง 1 ม.ค. 2552 จำนวน 432 ราย อนุมัติเงินทดแทนเป็นรายเดือน 48,530,672 เหรียญไต้หวัน
กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า การอนุมัติเงินทดแทนดังกล่าว กองทุนฯ จะโอนเงินทดแทนเข้าบัญชีธนาคารของทายาทผู้มีสิทธิ์รับผลประโยชน์ตามในหนังสือมอบอำนาจโดยตรง ไม่ผ่านนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานใด ๆ โดยจะหักค่าธรรมเนียมในการโอนเงินจากธนาคาร 300 เหรียญไต้หวันต่อการโอนในแต่ละครั้ง
กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยแรงงานของไต้หวันมาตรา 63 กำหนดว่า สมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานไม่ว่าจะเป็นแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ หากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกก่อนวันที่ 1 มกราคม 2552 เมื่อโชคร้ายเสียชีวิต ทายาทสามารถขอรับเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวได้ แต่หากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 ทายาทจะไม่สามารถเลือกเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวได้ ต้องยื่นขอรับเงินทดแทนเป็นรายเดือนเท่านั้น
นอกจากเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตแล้ว แรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ยังมีสิทธิ์รับเงินสวัสดิการอื่น ๆ เหมือนกับแรงงานท้องถิ่นทุกประการ เช่น มีสิทธิ์ขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนประกันภัยแรงงานกรณีที่ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต ตามข้อกำหนดการประกันภัยแรงงานมาตราที่ 62 หากบิดาหรือมารดาหรือคู่สมรสเสียชีวิตระหว่างที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ สามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ได้ในอัตรา 3 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน ซึ่งแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ นายจ้างจะช่วยเอาประกันในวงเงินเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากนี้บุตรเสียชีวิตก็สามารถยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้เช่นกัน หากเป็นบุตรอายุมากกว่า 12 ปีเสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้ 2.5 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน กรณีที่บุตรต่ำกว่า 12 ปีเสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้ 1.5 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน
กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า ปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติยื่นขอเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิตและได้รับอนุมัติแล้ว 10,090 ราย ยอดเงินสงเคราะห์ที่อนุมัติ 910,949,463 เหรียญไต้หวัน เฉลี่ยได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 90,000 เหรียญเศษ
2. แรงงานไทยที่ไถหนานแอบปลูกกัญชาไว้ 3 ต้น อ้างใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี เสียค่าปรับ 60,000 เหรียญ
เตือนแรงงานไทยระวัง! แม้ว่าประเทศไทยจะปลดกัญชาออกจากบัญชีรายชื่อยาเสพติดตั้งแต่ปี 2565 แต่ในไต้หวัน ยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 กลุ่มเดียวกับแอมเฟตามีน ยาบ้าและยาไอซ์ มีโทษจำคุกและต้องเสียค่าปรับที่แพง
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นไถหนาน ตัดสินจำคุกแรงงานไทยรายหนึ่งแอบปลูกต้นกัญชาไว้ในหอพัก 3 ต้น อ้างใช้เป็นเครื่องปรุง เนื่องจากมีจำนวนไม่มากและศาลเชื่อในคำให้การของจำเลย ตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี โดยต้องจ่ายค่าปรับ 60,000 เหรียญเข้าคลัง
อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นไถหนาน (ภาพจาก tw.nextapple.com)
คำพิพากษาของศาลระบุว่า นายไชยมงคล จำเลยซึ่งเป็นแรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในโรงงานที่นครไถหนาน ปลูกกัญชาไว้บนดาดฟ้าของหอพักจำนวน 3 ต้น จากนั้นย้ายไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า เพื่อนในโรงงานแจ้งความ ตำรวจไปตรวจค้นพบกัญชาสดความสูงประมาณ 70 ซม. 3 ต้น น้ำหนัก 250 กรัม ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องพัก เริ่มแรกนายไชยมงคลให้การปฏิเสธปลูกกัญชาและปฏิเสธเป็นเจ้าของ หลังอัยการสั่งฟ้องข้อหาปลูกกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไปและปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน นายไชยมงคลจึงรู้ตัวว่าตนอาจติดคุกจริง กลับคำให้การต่อศาล รับสารภาพว่าเป็นเจ้าของกัญชาทั้ง 3 ต้นจริง โดยได้รับเมล็ดกัญชาจากนายชินวัฒน์ เพื่อนแรงงานไทยที่ทำงานครบสัญญาเดินทางกลับประเทศไทยไปแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2566 และนำมาปลูกในกระถางบนดาดฟ้าของหอพักตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 จนถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน ต้นกัญชาโตและงอกงามขึ้น ถูกเพื่อนคนไต้หวันเห็นเข้า ตนกลัวจะเป็นปัญหาจึงแอบย้ายไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อนแจ้งความ ตำรวจมาตรวจพบกัญชาทั้ง 3 ต้นในตู้เก็บเสื้อผ้า จำเลยให้การต่อศาลยืนยันว่า ที่ตนปลูกกัญชา มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวคือใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหาร แม้จะให้การปฏิเสธในชั้นสืบสวน และรับสารภาพในชั้นศาล ศาลพิจารณาจากฐานะทางครอบครัว การศึกษาและประวัติของจำเลย ซึ่งไม่เคยทำผิดกฎหมายไต้หวันมาก่อน อีกทั้งต้นกัญชาที่ปลูกมีจำนวนไม่มาก ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือปลูกและผลิตที่เป็นมืออาชีพ ลงความเห็นว่า น่าจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่าที่จะปลูกเพื่อเสพหรือจำหน่าย จึงตัดสินลงโทษในสถานเบา จำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ในระหว่างนี้หากทำผิดซ้ำจะถูกลงโทษหนักทั้งโทษเก่าและโทษใหม่ และนับตั้งแต่วันตัดสินเป็นต้นไปภายในเวลา 1 ปี จำเลยต้องจ่ายค่าปรับเข้าคลังเป็นเงินจำนวน 60,000 เหรียญไต้หวัน
เตือนแรงงานไทย การปลดล็อกกัญชากัญชงเพื่อประโยชน์ทางด้านการแพทย์และเศรษฐกิจซึ่งมีผลบังคับใช้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น สำหรับในไต้หวันยังคงจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เช่นเดียวกับเมล็ดฝิ่น โคเคน แอมเฟตามีนและยาไอซ์ ผู้ใดปลูก ผลิต ลำเลียง นำเข้า ส่งออกหรือจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 7 ปีขึ้นไปและปรับ 7 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีครอบครองเพื่อการจำหน่าย มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ชักจูง หลอกล่อให้คนอื่นเสพยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไปไม่เกิน 7 ปี และปรับ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีที่เสพ หลังจากส่งบำบัดแล้ว ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้จะมีไว้ในครอบครองไม่ได้เสพ ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 เหรียญไต้หวัน
3. ตำรวจตาค้าง! 6 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายอัดกันมาในรถเก๋งเล็ก เจอด่านตรวจ เปิดประตูหนีกระเจิง 5 วันตามจับได้ 3
ชาวเน็ตไต้หวันรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอจากเครื่องบันทึกในรถและบรรยายว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 16.00 น. เศษ ขณะที่ตนขับรถไปตามจุดบรรจบกันของทางต่างระดับทางด่วนสาย 3 บริเวณเมืองหนานโถว เห็นภาพที่รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กยี่ห้อโตโยต้า วิชสีดำ ชะลอรถขณะผ่านด่านตรวจตำรวจที่กำลังตรวจสอบการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารในรถยนต์ เมื่อเห็นรถคันนี้ นั่งเต็มไปด้วยผู้โดยสารและไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ตำรวจเรียกให้จอด ทันใดนั้น มีผู้ชาย 6 คน เปิดประตูวิ่งหนีกระเจิงอย่างว่องไวภายในไม่ถึง 10 วินาที จนตำรวจตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่จับคนขับซึ่งเป็นชายชาวไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ตำรวจมีการตรวจสอบและไล่ล่า หลังผ่านไป 5 วัน จับมาได้แล้ว 3 คน ทราบว่าเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายทั้งหมด และ 1 ในจำนวนนี้ เป็นผู้ต้องหาหนีคดี
แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเจอด่านตรวจตำรวจ เปิดประตูหนีกันกระเจิง จนตำรวจไล่ไม่ทัน (ภาพจาก tw.nextapple.com)
นายหวง ชาวไต้หวันที่เป็นคนขับให้การกับตำรวจว่า ตนเป็นเพียงเป็นผู้ได้รับมอบหมายขับรถไปส่งผู้โดยสารทั้ง 6 คน ตำรวจเขียนใบสั่งปรับฐานบรรทุกเกินที่นั่ง 3,000-18,000 เหรียญ
By อโศก ศรีจันทร์, Rti1. ปี 67 กองทุนฯ อนุมัติแรงงานต่างชาติขอรับเงินสงเคราะห์ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต 10,090 ราย มูลค่า 810 ล้านเหรียญ และมีแรงงานต่างชาติเสียชีวิต 675 ราย อนุมัติเงินทดแทนแก่ทายาท 117 ล้านเหรียญไต้หวัน
ข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นปี 2567 มียอดจำนวนแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันกว่า 820,000 คน ในจำนวนนี้ทำงานอยู่ในภาคการผลิตและเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานกว่า 530,000 คน กองทุนประกันภัยแรงงานของไต้หวันเปิดเผยข้อมูล ปี 2567 มีแรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ เสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 675 ราย ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานไทยประมาณ 100 ราย และทายาทของแรงงานที่เสียชีวิตได้รับเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวเนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ เป็นครั้งแรกก่อน 1 ม.ค. 2552 จำนวน 243 ราย จำนวนเงินทดแทนที่อนุมัติไปแล้ว 68,496,470 เหรียญไต้หวัน ส่วนทายาทที่ได้รับเงินทดแทนเป็นรายเดือน เนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกหลัง 1 ม.ค. 2552 จำนวน 432 ราย อนุมัติเงินทดแทนเป็นรายเดือน 48,530,672 เหรียญไต้หวัน
กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า การอนุมัติเงินทดแทนดังกล่าว กองทุนฯ จะโอนเงินทดแทนเข้าบัญชีธนาคารของทายาทผู้มีสิทธิ์รับผลประโยชน์ตามในหนังสือมอบอำนาจโดยตรง ไม่ผ่านนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานใด ๆ โดยจะหักค่าธรรมเนียมในการโอนเงินจากธนาคาร 300 เหรียญไต้หวันต่อการโอนในแต่ละครั้ง
กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยแรงงานของไต้หวันมาตรา 63 กำหนดว่า สมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานไม่ว่าจะเป็นแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ หากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกก่อนวันที่ 1 มกราคม 2552 เมื่อโชคร้ายเสียชีวิต ทายาทสามารถขอรับเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวได้ แต่หากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 ทายาทจะไม่สามารถเลือกเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวได้ ต้องยื่นขอรับเงินทดแทนเป็นรายเดือนเท่านั้น
นอกจากเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตแล้ว แรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ยังมีสิทธิ์รับเงินสวัสดิการอื่น ๆ เหมือนกับแรงงานท้องถิ่นทุกประการ เช่น มีสิทธิ์ขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนประกันภัยแรงงานกรณีที่ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต ตามข้อกำหนดการประกันภัยแรงงานมาตราที่ 62 หากบิดาหรือมารดาหรือคู่สมรสเสียชีวิตระหว่างที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ สามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ได้ในอัตรา 3 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน ซึ่งแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ นายจ้างจะช่วยเอาประกันในวงเงินเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากนี้บุตรเสียชีวิตก็สามารถยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้เช่นกัน หากเป็นบุตรอายุมากกว่า 12 ปีเสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้ 2.5 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน กรณีที่บุตรต่ำกว่า 12 ปีเสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้ 1.5 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน
กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า ปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติยื่นขอเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิตและได้รับอนุมัติแล้ว 10,090 ราย ยอดเงินสงเคราะห์ที่อนุมัติ 910,949,463 เหรียญไต้หวัน เฉลี่ยได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 90,000 เหรียญเศษ
2. แรงงานไทยที่ไถหนานแอบปลูกกัญชาไว้ 3 ต้น อ้างใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี เสียค่าปรับ 60,000 เหรียญ
เตือนแรงงานไทยระวัง! แม้ว่าประเทศไทยจะปลดกัญชาออกจากบัญชีรายชื่อยาเสพติดตั้งแต่ปี 2565 แต่ในไต้หวัน ยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 กลุ่มเดียวกับแอมเฟตามีน ยาบ้าและยาไอซ์ มีโทษจำคุกและต้องเสียค่าปรับที่แพง
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นไถหนาน ตัดสินจำคุกแรงงานไทยรายหนึ่งแอบปลูกต้นกัญชาไว้ในหอพัก 3 ต้น อ้างใช้เป็นเครื่องปรุง เนื่องจากมีจำนวนไม่มากและศาลเชื่อในคำให้การของจำเลย ตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี โดยต้องจ่ายค่าปรับ 60,000 เหรียญเข้าคลัง
อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นไถหนาน (ภาพจาก tw.nextapple.com)
คำพิพากษาของศาลระบุว่า นายไชยมงคล จำเลยซึ่งเป็นแรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในโรงงานที่นครไถหนาน ปลูกกัญชาไว้บนดาดฟ้าของหอพักจำนวน 3 ต้น จากนั้นย้ายไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า เพื่อนในโรงงานแจ้งความ ตำรวจไปตรวจค้นพบกัญชาสดความสูงประมาณ 70 ซม. 3 ต้น น้ำหนัก 250 กรัม ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องพัก เริ่มแรกนายไชยมงคลให้การปฏิเสธปลูกกัญชาและปฏิเสธเป็นเจ้าของ หลังอัยการสั่งฟ้องข้อหาปลูกกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไปและปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน นายไชยมงคลจึงรู้ตัวว่าตนอาจติดคุกจริง กลับคำให้การต่อศาล รับสารภาพว่าเป็นเจ้าของกัญชาทั้ง 3 ต้นจริง โดยได้รับเมล็ดกัญชาจากนายชินวัฒน์ เพื่อนแรงงานไทยที่ทำงานครบสัญญาเดินทางกลับประเทศไทยไปแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2566 และนำมาปลูกในกระถางบนดาดฟ้าของหอพักตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 จนถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน ต้นกัญชาโตและงอกงามขึ้น ถูกเพื่อนคนไต้หวันเห็นเข้า ตนกลัวจะเป็นปัญหาจึงแอบย้ายไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อนแจ้งความ ตำรวจมาตรวจพบกัญชาทั้ง 3 ต้นในตู้เก็บเสื้อผ้า จำเลยให้การต่อศาลยืนยันว่า ที่ตนปลูกกัญชา มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวคือใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหาร แม้จะให้การปฏิเสธในชั้นสืบสวน และรับสารภาพในชั้นศาล ศาลพิจารณาจากฐานะทางครอบครัว การศึกษาและประวัติของจำเลย ซึ่งไม่เคยทำผิดกฎหมายไต้หวันมาก่อน อีกทั้งต้นกัญชาที่ปลูกมีจำนวนไม่มาก ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือปลูกและผลิตที่เป็นมืออาชีพ ลงความเห็นว่า น่าจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่าที่จะปลูกเพื่อเสพหรือจำหน่าย จึงตัดสินลงโทษในสถานเบา จำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ในระหว่างนี้หากทำผิดซ้ำจะถูกลงโทษหนักทั้งโทษเก่าและโทษใหม่ และนับตั้งแต่วันตัดสินเป็นต้นไปภายในเวลา 1 ปี จำเลยต้องจ่ายค่าปรับเข้าคลังเป็นเงินจำนวน 60,000 เหรียญไต้หวัน
เตือนแรงงานไทย การปลดล็อกกัญชากัญชงเพื่อประโยชน์ทางด้านการแพทย์และเศรษฐกิจซึ่งมีผลบังคับใช้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น สำหรับในไต้หวันยังคงจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เช่นเดียวกับเมล็ดฝิ่น โคเคน แอมเฟตามีนและยาไอซ์ ผู้ใดปลูก ผลิต ลำเลียง นำเข้า ส่งออกหรือจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 7 ปีขึ้นไปและปรับ 7 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีครอบครองเพื่อการจำหน่าย มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ชักจูง หลอกล่อให้คนอื่นเสพยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไปไม่เกิน 7 ปี และปรับ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีที่เสพ หลังจากส่งบำบัดแล้ว ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้จะมีไว้ในครอบครองไม่ได้เสพ ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 เหรียญไต้หวัน
3. ตำรวจตาค้าง! 6 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายอัดกันมาในรถเก๋งเล็ก เจอด่านตรวจ เปิดประตูหนีกระเจิง 5 วันตามจับได้ 3
ชาวเน็ตไต้หวันรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอจากเครื่องบันทึกในรถและบรรยายว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 16.00 น. เศษ ขณะที่ตนขับรถไปตามจุดบรรจบกันของทางต่างระดับทางด่วนสาย 3 บริเวณเมืองหนานโถว เห็นภาพที่รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กยี่ห้อโตโยต้า วิชสีดำ ชะลอรถขณะผ่านด่านตรวจตำรวจที่กำลังตรวจสอบการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารในรถยนต์ เมื่อเห็นรถคันนี้ นั่งเต็มไปด้วยผู้โดยสารและไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ตำรวจเรียกให้จอด ทันใดนั้น มีผู้ชาย 6 คน เปิดประตูวิ่งหนีกระเจิงอย่างว่องไวภายในไม่ถึง 10 วินาที จนตำรวจตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่จับคนขับซึ่งเป็นชายชาวไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ตำรวจมีการตรวจสอบและไล่ล่า หลังผ่านไป 5 วัน จับมาได้แล้ว 3 คน ทราบว่าเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายทั้งหมด และ 1 ในจำนวนนี้ เป็นผู้ต้องหาหนีคดี
แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเจอด่านตรวจตำรวจ เปิดประตูหนีกันกระเจิง จนตำรวจไล่ไม่ทัน (ภาพจาก tw.nextapple.com)
นายหวง ชาวไต้หวันที่เป็นคนขับให้การกับตำรวจว่า ตนเป็นเพียงเป็นผู้ได้รับมอบหมายขับรถไปส่งผู้โดยสารทั้ง 6 คน ตำรวจเขียนใบสั่งปรับฐานบรรทุกเกินที่นั่ง 3,000-18,000 เหรียญ