
Sign up to save your podcasts
Or


1. เร่งก่อสร้างเทอร์มินัล 3 สนามบินเถาหยวน เตรียมนำเข้าแรงงานไทย เวียดนามกว่า 2,000 คน ผู้ประกอบการสอบถามความเป็นไปได้ในการนำเข้าแรงงานที่ฉีดวัคซีนโควิดแล้ว
โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน มูลค่า 95,600 ล้านเหรียญไต้หวัน ในที่สุดได้ฤกษ์เปิดการก่อสร้างตัวอาคารแล้ว หลังจากล่าช้ามาหลายปี ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศิกายนปีนี้ จะทยอยนำเข้าแรงงานต่างชาติในโครงการนี้ 2,400 คน จากการเปิดเผยของผู้ประกอบการกล่าวว่า แรงงานชุดแรกจะนำเข้าจากประเทศไทยและเวียดนามประมาณ 400-500 คน
นายซูเจินชาง นายกรัฐมนตรี (คนที่ 4 จากซ้าย) เป็นประธานในพิธีเปิดการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
กระทรวงคมนาคม หน่วยงานต้นสังกัดของบริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวน เจ้าของโครงการ ได้จัดประชุมกับกลุ่มผู้รับเหมาที่นำโดย RSEA Engineering Corp. ของไต้หวัน และ Samsung C&T Corporation เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับรายละเอียดของงานก่อสร้าง พร้อมเสนอแนะว่า เนื่องจากต้องนำเข้าแรงงานเป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันเกิดการระบาดของโรคโควิดในลักษณะกลุ่มก้อนหรือคลัสเตอร์ ควรพิจารณานำเข้าแรงงานต่างชาติที่รับการฉีดวัคซีนแล้ว 1 หรือ 2 เข็มเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ตาม แหล่งเปิดเผยว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานเป็นไปไม่ได้และยังไม่มีนโยบายจะออกประกาศบังคับให้แรงงานต่างชาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไซต์งานไหนไซต์งานหนึ่ง จะต้องรับการฉีดวัคซีนโควิด ก่อนการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน แนวทางที่เป็นไปได้คือ ผู้ประกอบการขอให้ บจง. คัดเลือกและจัดส่งแรงงานที่รับการฉีดวัคซีนแล้วเป็นลำดับแรก แต่ไม่ใช่ในเชิงบังคับ เพราะประเทศผู้ส่งออกแรงงานมายังไต้หวันทั้ง 4 ประเทศ ขณะนี้กำลังประสบสถานการณ์โควิดที่รุนแรง และอัตราการรับวัคซีนโควิดของประชาชนทั้ง 4 ประเทศยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก
ภาพจำลองอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
สืบเนื่องจากอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานเถาหยวนหลังที่ 1 และ 2 รองรับผู้โดยสารได้ปีละ 37 ล้านคนครั้ง แต่จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนสูงทะลุ 40 ล้านคนครั้งในปี 2558 เพิ่มเป็น 44.88 ล้านคนครั้งในปี 2559 และ 46 ล้านคนครั้งในปี 2560 ทำให้เกิดความแออัด จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 รองรับ โดยรัฐบาลได้อนุมัติโครงการและเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 มีกำหนดจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 และเริ่มเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2564 แต่การประมูลโครงสร้างหลักของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ประสบความล้มเหลวมาตลอด สาเหตุหลักประการหนึ่งเป็นเพราะผู้รับเหมาไม่มั่นใจว่า เมื่อได้รับประมูลโครงการมาแล้ว จะสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติตามความต้องการหรือไม่? จากการประมาณการ จะต้องใช้แรงงานก่อสร้างท้องถิ่น 5,000 คน แรงงานต่างชาติกว่า 2,000 คน เกินกว่าที่กระทรวงแรงงานจะอนุญาตให้นำเข้าได้ประมาณครึ่งหนึ่ง เกรงว่า จะส่งผลต่องานก่อสร้าง จนกระทั่ง บริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวน เจ้าของโครงการกล่าวเรียกร้องรัฐบาลให้คำมั่นก่อนว่า จะอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้จำนวนเท่าไหร่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับเหมา ซึ่งได้รับการขานรับจากรัฐบาลว่า สามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ตามที่ผู้ชนะการประมูลต้องการ ซึ่งก็คือ 2,400 คน นั่นแหละจึงได้ผู้รับเหมาในการประกวดราคาเมื่อในวันที่ 18 มกราคม 2563 และจากผลคืบหน้าข้างต้น บริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวนเจ้าของโครงการยืนยันว่า จะสามารถเปิดใช้งานได้ในต้นปี 2569 ล่าช้ากว่ากำหนดถึง 5 ปี
ภาพจำลองอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
2. หน่วยยามฝั่งไต้หวันจับเรือประมงผิงตงลักลอบนำเข้า 8 ลูกเรือต่างชาติ พบ 6 คนติดโควิดสายพันธุ์เดลตา โชคดีถูกสกัดไว้ก่อน
เมื่อกลางดึกวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่นอกชายฝั่งห่างจากนครไถหนาน 30 ไมล์ทะเล เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันชายฝั่ง ตรวจพบเรือประมงที่จดทะเบียนในเมืองผิงตงลำหนึ่ง ลักลอบนำเข้าลูกเรือประมง 8 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกเรือชาวพม่า 2 คน อินโดนีเซีย 6 คน หลังตรวจเชื้อไวรัสโควิดด้วยวิธี PCR ทั้งกัปตัน ลูกเรือชาวไต้หวันบนเรือ 3 คน และลูกเรือผิดกฎหมายทั้ง 8 คนแล้ว พบว่า ลูกเรือต่างชาติทั้ง 8 คน มีเพียงคนเดียวที่มีผลตรวจเป็นลบ ติดเชื้อโควิดถึง 7 คน จากการตรวจสอบด้วยวิธีจัดลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัส พบว่ามี 6 คนติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตา โชคดีที่สกัดไว้ได้ทัน หากปล่อยให้ลักลอบขึ้นฝั่งได้สำเร็จ จะกลายเป็นช่องโหว่รูเบ้อเริ่มในการป้องกันโควิด-19 ของไต้หวัน
เจ้าหน้าทีฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบนเรือประมง
จากการสอบสวน กัปตันเรือประมงลำนี้ให้การว่า ได้รับมอบหมายนำเรือออกจากท่าเรือตงกั่งที่ผิงตงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนผ่านมา มุ่งหน้าไปยังเกาะบาตัมของอินโดนีเซีย ถึงจุดปลายทางเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เพื่อรับลูกเรือต่างชาติจากที่นั่นโดยตรงจำนวน 8 คนกลับมายังไต้หวัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน ในจำนวนนี้เป็นชาวอินโดนีเซีย 6 คน พม่า 2 คน ขณะแล่นถึงนอกชายฝั่งนครไถหนานก็ถูกหน่วยยามฝั่งตรวจพบก่อน
เรือประมงลำที่ลักลอบนำเข้าลูกเรือต่างชาติ
ผอ.กองอนามัยนครไถหนานแถลงว่า ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันชายฝั่งที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด สกัดเรือประมงลำนี้เอาไว้ได้ เพราะหากลูกเรือประมงเหล่านี้ขึ้นฝั่งได้สำเร็จ จะกลายเป็นช่องโหว่ในการป้องกันโรคของนครไถหนาน เขากล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ สถานการณ์โควิดในอินโดนีเซียและพม่ารุนแรงมาก ดังนั้นเมื่อได้รับแจ้งแล้ว จึงรีบจัดให้ลูกเรือชาวไต้หวัน รวมกัปตัน 3 คน และลูกเรือต่างชาติ 8 คนตรวจหาเชื้อโควิดด้วยวิธี PCR ทันที ในส่วนกับตันและลูกเรือชาวไต้หวันผลตรวจเป็นลบ ส่วนลูกเรือต่างชาติ 8 คน มีเพียงชาวอินโดนีเซีย 1 คนที่มีผลตรวจเป็นลบ นอกนั้นลูกเรือชาวพม่า 2 คนและอินโดนีเซีย 5 คนติดเชื้อโควิด และสันนิษฐานเป็นสายพันธุ์เดลตา หลังการตรวจสอบโดยวิธีจัดลำดับพันธุกรรมเชื้อไว้รัส ยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์เดลตา 6 คน และขณะนี้ผู้ป่วยทั้ง 7 รายเข้ารับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาล
เรือประมงลำที่ลักลอบนำเข้าลูกเรือต่างชาติลักลอบนำเข้า 8 ลูกเรือต่างชาติ พบ 6 คนติดโควิดสายพันธุ์เดลตา โชคดีถูกสกัดไว้ก่อน
ด้านกรมประมง คณะกรรมการการเกษตรแถลงว่า ในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด เรือประมงรับลูกเรือต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนกฎหมายการประมง ทั้งเจ้าของเรือและกัปตันเรือจะถูกลงโทษในสถานหนัก เจ้าของเรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการประมง ส่วนกับตันเรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตด้วย
การลักลอบนำเข้าลูกเรือประมงอย่างผิดกฎหมาย เป็นปัญหาที่หมักหมมมานานแล้ว ตามกฎหมายการจ้างงาน เรือประมงต้องยื่นขอและได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานแล้ว จึงจะนำเข้าลูกเรือประมงได้ เช่นเดียวกับขั้นตอนการนำเข้าแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมและอื่นๆ แต่มีเจ้าของเรือประมงบางราย ไปรับลูกเรือต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตถึงที่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นที่อินโดนีเซีย เมื่อรับแล้ว จะแล่นเรือไปจับปลากลางทะเลทันที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไต้หวันไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้สวัสดิการและเงื่อนไขการทำงานของลูกเรือประมงที่ว่าจ้างโดยผิดกฎหมายเหล่านี้ ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เป็นที่มาของคำติเตียนจากรายงานเรื่องสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมาโดยตลอด
เรือประมงลำที่ลักลอบนำเข้าลูกเรือต่างชาติ
3. โควิดเป็นเหตุ! โอทีลด ทำแรงงานต่างชาติหลบหนีเพิ่ม 3,200 คน แต่มีจำนวนมากหนีเสือปะจรเข้ ตกเป็นเหยื่อขบวนการนอกกฎหมาย
จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันมี 705,466 คน ทำงานในภาคการผลิต 463,863 คน และภาคสวัสดิการสังคม 241,604 คน แม้ว่าในช่วงสถานการณ์โควิดทั่วโลกอยู่ในภาวะรุนแรง เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตสวนกระแส โรงงานต่างๆ ต้องการรับแรงงานต่างชาติเพิ่ม แต่มีบางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ ไม่มีโอทีทำ แรงงานต่างชาติมีรายได้ลดน้อยลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิม บวกกับปัญหาส่วนตัว ทำให้ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายพุ่งสูงขึ้น
ภาพการตรวจจับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเมื่อปีก่อน
จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และยังไม่ถูกตรวจพบ จำนวน 51,719 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานในภาคสวัสดิการสังคมได้แก่ผู้อนุบาล 29,064 คน ส่วนภาคการผลิตหลบหนี 22,524 คน และพบว่า 5 เดือนแรกของปีนี้ หลบหนีเพิ่มขึ้น 3,228 คน จากการวิเคราะห์ สภาพการหลบหนีที่เพิ่มขึ้น มีสาเหตุหลักมาจากโรงงานบางแห่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ทำให้โอทีลดลง ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกผู้อนุบาลรายใหญ่อย่างอินโดนีเซีย ถูกระงับการส่งออกชั่วคราว ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนผู้อนุบาล นายจ้างยินดีว่าจ้างด้วยค่าจ้างที่เทียบเท่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือสูงกว่านั้น ทำให้ผู้อนุบาลที่ยังได้รับค่าจ้าง 17,000 เหรียญไต้หวัน หลบหนีไปหางานที่มีรายได้สูงทำ
ผู้อนุบาลอินโดนีเซียหลบหนีเปลี่ยนอาชีพไปค้าประเวณีในโรงแรมถูกจับ
อย่างไรก็ตาม การหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วถึงครึ่งแรกของปีนี้ ผู้หญิงขายบริการที่ถูกตรวจพบ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติที่หลบหนีจากนายจ้าง ถูกนายหน้าแนะนำ ชักจูง หรือบางรายสถานการณ์บีบบังคับ คือหางานทำไม่ได้ ต้องไปค้าประเวณีแทน อย่างกรณีของหญิงสาวอินโดนีเซียรายหนึ่งให้การหลังถูกจับค้าประเวณีในโรงแรมว่า การเดินทางมาไต้หวันที่ไต้หวัน นอกจากค่าหัวคิวแล้ว ตนไม่ได้จ่ายค่าน้ำชาพิเศษให้บริษัทจัดหางานอินโดนีเซีย ถูกจัดส่งไปทำงานดูแลอากงที่มีน้ำหนักกว่า 80 กก. มากกว่าน้ำหนักตนเองเกือบ 2 เท่า แม้มีค่าจ้าง 28,000 เหรียญต่อเดือน แต่หลังหักเงินกู้ค่าหัวคิวรายเดือนแล้วเหลือเพียง 13,000 เหรียญ ไหนยังถูกบริษัทจัดหางานหักค่าให้การปรึกษาเดือนละ 2,000 ค่าบริการรายเดือนเดือนละ 1,800 เหรียญ แต่ละเดือนส่งบ้านไม่ถึง 10,000 เหรียญ เมื่อมีคนบ้านเดียวกันมาชักชวนหลบหนีไปขายบริการ อวดอ้างว่ามีเงินเก็บเดือนละหลายหมื่น หากราบรื่นไม่ถูกจับ ทำงานขายบริการ 1 ปี จะสามารถใช้หนี้และมีเงินเก็บหลายแสน จึงตัดสินใจหลบหนีจากนายจ้างเดิม แต่ไม่กล้าบอกทางบ้าน ได้แต่บอกว่าไปทำงานในร้านอาหารและมีรายได้ดีกว่าเดิม แต่ทำได้ไม่ถึงเดือนก็ถูกตำรวจจับ กรณีของแรงงานอินโดนีเซียรายนี้ ยังถือว่าดีกว่ารายอื่น ที่ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งค้ามนุษย์ ค่าเหนื่อยส่วนใหญ่ต้องจ่ายเป็นค่าคุ้มครองดูแล
เมื่อต้นเดือนมี.ค. 64 ตำรวจไทจงจับแรงงานผิดกฎหมายนั่งในรถตู้เต็มคัน 9 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 2 คน
ต่อปัญหาการหลบหนีของแรงงานต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า ในแต่ละปี ตรวจพบและส่งกลับแรงงานต่างชาติมากกว่า 20,000 คน แต่ยอดจำนวนแรงงานหลบหนียังไม่มีทีท่าจะลดลง แม้จะใช้มาตรการต่างๆ ก็ไร้ผล ต้นเหตุสำคัญมาจากภาระหนี้สินก้อนโตที่เกิดจากการกู้เงินมาเพื่อจ่ายค่าหัวคิวแก่บริษัทจัดหางาน และการทำงานที่มีการจำกัดระยะเวลาการทำงาน ทำให้แรงงานต่างชาติจำนวนมาก เมื่อครบสัญญาไม่สามารถทำงานกับนายจ้างต่อไปได้ ก็จะใช้วิธีหลบหนีเพื่อหางานในไต้หวันต่อไป ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ การหลบหนีของแรงงานต่างชาติก็จะยังเพิ่มสูงขึ้น
แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายถูกจับขณะทำงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างที่ซินจู๋
By อโศก ศรีจันทร์, Rti1. เร่งก่อสร้างเทอร์มินัล 3 สนามบินเถาหยวน เตรียมนำเข้าแรงงานไทย เวียดนามกว่า 2,000 คน ผู้ประกอบการสอบถามความเป็นไปได้ในการนำเข้าแรงงานที่ฉีดวัคซีนโควิดแล้ว
โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน มูลค่า 95,600 ล้านเหรียญไต้หวัน ในที่สุดได้ฤกษ์เปิดการก่อสร้างตัวอาคารแล้ว หลังจากล่าช้ามาหลายปี ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศิกายนปีนี้ จะทยอยนำเข้าแรงงานต่างชาติในโครงการนี้ 2,400 คน จากการเปิดเผยของผู้ประกอบการกล่าวว่า แรงงานชุดแรกจะนำเข้าจากประเทศไทยและเวียดนามประมาณ 400-500 คน
นายซูเจินชาง นายกรัฐมนตรี (คนที่ 4 จากซ้าย) เป็นประธานในพิธีเปิดการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
กระทรวงคมนาคม หน่วยงานต้นสังกัดของบริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวน เจ้าของโครงการ ได้จัดประชุมกับกลุ่มผู้รับเหมาที่นำโดย RSEA Engineering Corp. ของไต้หวัน และ Samsung C&T Corporation เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับรายละเอียดของงานก่อสร้าง พร้อมเสนอแนะว่า เนื่องจากต้องนำเข้าแรงงานเป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันเกิดการระบาดของโรคโควิดในลักษณะกลุ่มก้อนหรือคลัสเตอร์ ควรพิจารณานำเข้าแรงงานต่างชาติที่รับการฉีดวัคซีนแล้ว 1 หรือ 2 เข็มเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ตาม แหล่งเปิดเผยว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานเป็นไปไม่ได้และยังไม่มีนโยบายจะออกประกาศบังคับให้แรงงานต่างชาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไซต์งานไหนไซต์งานหนึ่ง จะต้องรับการฉีดวัคซีนโควิด ก่อนการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน แนวทางที่เป็นไปได้คือ ผู้ประกอบการขอให้ บจง. คัดเลือกและจัดส่งแรงงานที่รับการฉีดวัคซีนแล้วเป็นลำดับแรก แต่ไม่ใช่ในเชิงบังคับ เพราะประเทศผู้ส่งออกแรงงานมายังไต้หวันทั้ง 4 ประเทศ ขณะนี้กำลังประสบสถานการณ์โควิดที่รุนแรง และอัตราการรับวัคซีนโควิดของประชาชนทั้ง 4 ประเทศยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก
ภาพจำลองอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
สืบเนื่องจากอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานเถาหยวนหลังที่ 1 และ 2 รองรับผู้โดยสารได้ปีละ 37 ล้านคนครั้ง แต่จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนสูงทะลุ 40 ล้านคนครั้งในปี 2558 เพิ่มเป็น 44.88 ล้านคนครั้งในปี 2559 และ 46 ล้านคนครั้งในปี 2560 ทำให้เกิดความแออัด จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 รองรับ โดยรัฐบาลได้อนุมัติโครงการและเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 มีกำหนดจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 และเริ่มเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2564 แต่การประมูลโครงสร้างหลักของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ประสบความล้มเหลวมาตลอด สาเหตุหลักประการหนึ่งเป็นเพราะผู้รับเหมาไม่มั่นใจว่า เมื่อได้รับประมูลโครงการมาแล้ว จะสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติตามความต้องการหรือไม่? จากการประมาณการ จะต้องใช้แรงงานก่อสร้างท้องถิ่น 5,000 คน แรงงานต่างชาติกว่า 2,000 คน เกินกว่าที่กระทรวงแรงงานจะอนุญาตให้นำเข้าได้ประมาณครึ่งหนึ่ง เกรงว่า จะส่งผลต่องานก่อสร้าง จนกระทั่ง บริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวน เจ้าของโครงการกล่าวเรียกร้องรัฐบาลให้คำมั่นก่อนว่า จะอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้จำนวนเท่าไหร่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับเหมา ซึ่งได้รับการขานรับจากรัฐบาลว่า สามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ตามที่ผู้ชนะการประมูลต้องการ ซึ่งก็คือ 2,400 คน นั่นแหละจึงได้ผู้รับเหมาในการประกวดราคาเมื่อในวันที่ 18 มกราคม 2563 และจากผลคืบหน้าข้างต้น บริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวนเจ้าของโครงการยืนยันว่า จะสามารถเปิดใช้งานได้ในต้นปี 2569 ล่าช้ากว่ากำหนดถึง 5 ปี
ภาพจำลองอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
2. หน่วยยามฝั่งไต้หวันจับเรือประมงผิงตงลักลอบนำเข้า 8 ลูกเรือต่างชาติ พบ 6 คนติดโควิดสายพันธุ์เดลตา โชคดีถูกสกัดไว้ก่อน
เมื่อกลางดึกวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่นอกชายฝั่งห่างจากนครไถหนาน 30 ไมล์ทะเล เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันชายฝั่ง ตรวจพบเรือประมงที่จดทะเบียนในเมืองผิงตงลำหนึ่ง ลักลอบนำเข้าลูกเรือประมง 8 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกเรือชาวพม่า 2 คน อินโดนีเซีย 6 คน หลังตรวจเชื้อไวรัสโควิดด้วยวิธี PCR ทั้งกัปตัน ลูกเรือชาวไต้หวันบนเรือ 3 คน และลูกเรือผิดกฎหมายทั้ง 8 คนแล้ว พบว่า ลูกเรือต่างชาติทั้ง 8 คน มีเพียงคนเดียวที่มีผลตรวจเป็นลบ ติดเชื้อโควิดถึง 7 คน จากการตรวจสอบด้วยวิธีจัดลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัส พบว่ามี 6 คนติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตา โชคดีที่สกัดไว้ได้ทัน หากปล่อยให้ลักลอบขึ้นฝั่งได้สำเร็จ จะกลายเป็นช่องโหว่รูเบ้อเริ่มในการป้องกันโควิด-19 ของไต้หวัน
เจ้าหน้าทีฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบนเรือประมง
จากการสอบสวน กัปตันเรือประมงลำนี้ให้การว่า ได้รับมอบหมายนำเรือออกจากท่าเรือตงกั่งที่ผิงตงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนผ่านมา มุ่งหน้าไปยังเกาะบาตัมของอินโดนีเซีย ถึงจุดปลายทางเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เพื่อรับลูกเรือต่างชาติจากที่นั่นโดยตรงจำนวน 8 คนกลับมายังไต้หวัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน ในจำนวนนี้เป็นชาวอินโดนีเซีย 6 คน พม่า 2 คน ขณะแล่นถึงนอกชายฝั่งนครไถหนานก็ถูกหน่วยยามฝั่งตรวจพบก่อน
เรือประมงลำที่ลักลอบนำเข้าลูกเรือต่างชาติ
ผอ.กองอนามัยนครไถหนานแถลงว่า ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันชายฝั่งที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด สกัดเรือประมงลำนี้เอาไว้ได้ เพราะหากลูกเรือประมงเหล่านี้ขึ้นฝั่งได้สำเร็จ จะกลายเป็นช่องโหว่ในการป้องกันโรคของนครไถหนาน เขากล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ สถานการณ์โควิดในอินโดนีเซียและพม่ารุนแรงมาก ดังนั้นเมื่อได้รับแจ้งแล้ว จึงรีบจัดให้ลูกเรือชาวไต้หวัน รวมกัปตัน 3 คน และลูกเรือต่างชาติ 8 คนตรวจหาเชื้อโควิดด้วยวิธี PCR ทันที ในส่วนกับตันและลูกเรือชาวไต้หวันผลตรวจเป็นลบ ส่วนลูกเรือต่างชาติ 8 คน มีเพียงชาวอินโดนีเซีย 1 คนที่มีผลตรวจเป็นลบ นอกนั้นลูกเรือชาวพม่า 2 คนและอินโดนีเซีย 5 คนติดเชื้อโควิด และสันนิษฐานเป็นสายพันธุ์เดลตา หลังการตรวจสอบโดยวิธีจัดลำดับพันธุกรรมเชื้อไว้รัส ยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์เดลตา 6 คน และขณะนี้ผู้ป่วยทั้ง 7 รายเข้ารับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาล
เรือประมงลำที่ลักลอบนำเข้าลูกเรือต่างชาติลักลอบนำเข้า 8 ลูกเรือต่างชาติ พบ 6 คนติดโควิดสายพันธุ์เดลตา โชคดีถูกสกัดไว้ก่อน
ด้านกรมประมง คณะกรรมการการเกษตรแถลงว่า ในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด เรือประมงรับลูกเรือต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนกฎหมายการประมง ทั้งเจ้าของเรือและกัปตันเรือจะถูกลงโทษในสถานหนัก เจ้าของเรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการประมง ส่วนกับตันเรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตด้วย
การลักลอบนำเข้าลูกเรือประมงอย่างผิดกฎหมาย เป็นปัญหาที่หมักหมมมานานแล้ว ตามกฎหมายการจ้างงาน เรือประมงต้องยื่นขอและได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานแล้ว จึงจะนำเข้าลูกเรือประมงได้ เช่นเดียวกับขั้นตอนการนำเข้าแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมและอื่นๆ แต่มีเจ้าของเรือประมงบางราย ไปรับลูกเรือต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตถึงที่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นที่อินโดนีเซีย เมื่อรับแล้ว จะแล่นเรือไปจับปลากลางทะเลทันที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไต้หวันไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้สวัสดิการและเงื่อนไขการทำงานของลูกเรือประมงที่ว่าจ้างโดยผิดกฎหมายเหล่านี้ ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เป็นที่มาของคำติเตียนจากรายงานเรื่องสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมาโดยตลอด
เรือประมงลำที่ลักลอบนำเข้าลูกเรือต่างชาติ
3. โควิดเป็นเหตุ! โอทีลด ทำแรงงานต่างชาติหลบหนีเพิ่ม 3,200 คน แต่มีจำนวนมากหนีเสือปะจรเข้ ตกเป็นเหยื่อขบวนการนอกกฎหมาย
จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันมี 705,466 คน ทำงานในภาคการผลิต 463,863 คน และภาคสวัสดิการสังคม 241,604 คน แม้ว่าในช่วงสถานการณ์โควิดทั่วโลกอยู่ในภาวะรุนแรง เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตสวนกระแส โรงงานต่างๆ ต้องการรับแรงงานต่างชาติเพิ่ม แต่มีบางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ ไม่มีโอทีทำ แรงงานต่างชาติมีรายได้ลดน้อยลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิม บวกกับปัญหาส่วนตัว ทำให้ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายพุ่งสูงขึ้น
ภาพการตรวจจับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเมื่อปีก่อน
จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และยังไม่ถูกตรวจพบ จำนวน 51,719 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานในภาคสวัสดิการสังคมได้แก่ผู้อนุบาล 29,064 คน ส่วนภาคการผลิตหลบหนี 22,524 คน และพบว่า 5 เดือนแรกของปีนี้ หลบหนีเพิ่มขึ้น 3,228 คน จากการวิเคราะห์ สภาพการหลบหนีที่เพิ่มขึ้น มีสาเหตุหลักมาจากโรงงานบางแห่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ทำให้โอทีลดลง ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกผู้อนุบาลรายใหญ่อย่างอินโดนีเซีย ถูกระงับการส่งออกชั่วคราว ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนผู้อนุบาล นายจ้างยินดีว่าจ้างด้วยค่าจ้างที่เทียบเท่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือสูงกว่านั้น ทำให้ผู้อนุบาลที่ยังได้รับค่าจ้าง 17,000 เหรียญไต้หวัน หลบหนีไปหางานที่มีรายได้สูงทำ
ผู้อนุบาลอินโดนีเซียหลบหนีเปลี่ยนอาชีพไปค้าประเวณีในโรงแรมถูกจับ
อย่างไรก็ตาม การหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วถึงครึ่งแรกของปีนี้ ผู้หญิงขายบริการที่ถูกตรวจพบ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติที่หลบหนีจากนายจ้าง ถูกนายหน้าแนะนำ ชักจูง หรือบางรายสถานการณ์บีบบังคับ คือหางานทำไม่ได้ ต้องไปค้าประเวณีแทน อย่างกรณีของหญิงสาวอินโดนีเซียรายหนึ่งให้การหลังถูกจับค้าประเวณีในโรงแรมว่า การเดินทางมาไต้หวันที่ไต้หวัน นอกจากค่าหัวคิวแล้ว ตนไม่ได้จ่ายค่าน้ำชาพิเศษให้บริษัทจัดหางานอินโดนีเซีย ถูกจัดส่งไปทำงานดูแลอากงที่มีน้ำหนักกว่า 80 กก. มากกว่าน้ำหนักตนเองเกือบ 2 เท่า แม้มีค่าจ้าง 28,000 เหรียญต่อเดือน แต่หลังหักเงินกู้ค่าหัวคิวรายเดือนแล้วเหลือเพียง 13,000 เหรียญ ไหนยังถูกบริษัทจัดหางานหักค่าให้การปรึกษาเดือนละ 2,000 ค่าบริการรายเดือนเดือนละ 1,800 เหรียญ แต่ละเดือนส่งบ้านไม่ถึง 10,000 เหรียญ เมื่อมีคนบ้านเดียวกันมาชักชวนหลบหนีไปขายบริการ อวดอ้างว่ามีเงินเก็บเดือนละหลายหมื่น หากราบรื่นไม่ถูกจับ ทำงานขายบริการ 1 ปี จะสามารถใช้หนี้และมีเงินเก็บหลายแสน จึงตัดสินใจหลบหนีจากนายจ้างเดิม แต่ไม่กล้าบอกทางบ้าน ได้แต่บอกว่าไปทำงานในร้านอาหารและมีรายได้ดีกว่าเดิม แต่ทำได้ไม่ถึงเดือนก็ถูกตำรวจจับ กรณีของแรงงานอินโดนีเซียรายนี้ ยังถือว่าดีกว่ารายอื่น ที่ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งค้ามนุษย์ ค่าเหนื่อยส่วนใหญ่ต้องจ่ายเป็นค่าคุ้มครองดูแล
เมื่อต้นเดือนมี.ค. 64 ตำรวจไทจงจับแรงงานผิดกฎหมายนั่งในรถตู้เต็มคัน 9 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 2 คน
ต่อปัญหาการหลบหนีของแรงงานต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า ในแต่ละปี ตรวจพบและส่งกลับแรงงานต่างชาติมากกว่า 20,000 คน แต่ยอดจำนวนแรงงานหลบหนียังไม่มีทีท่าจะลดลง แม้จะใช้มาตรการต่างๆ ก็ไร้ผล ต้นเหตุสำคัญมาจากภาระหนี้สินก้อนโตที่เกิดจากการกู้เงินมาเพื่อจ่ายค่าหัวคิวแก่บริษัทจัดหางาน และการทำงานที่มีการจำกัดระยะเวลาการทำงาน ทำให้แรงงานต่างชาติจำนวนมาก เมื่อครบสัญญาไม่สามารถทำงานกับนายจ้างต่อไปได้ ก็จะใช้วิธีหลบหนีเพื่อหางานในไต้หวันต่อไป ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ การหลบหนีของแรงงานต่างชาติก็จะยังเพิ่มสูงขึ้น
แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายถูกจับขณะทำงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างที่ซินจู๋