ขุนพล แรงงานไทย

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565


Listen Later

1. เผื่อฟลุค? แรงงานไทยรับสารภาพรู้กฎระเบียบ แต่ขอแฟนสาวส่งกุนเชียงมาให้เผื่อผ่าน ไม่คิดว่าจะเจอคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 3 ล้าน คนส่งเป็นผู้ต้องหาร่วม เดินทางมาไต้หวันเมื่อไหร่ ถูกจับดำเนินคดีทันที

          ช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน การไปรษณีย์ไต้หวันตรวจพบกุนเชียงหมูติดเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จากพัสดุไปรษณีย์ไทยเป็นรอบที่ 4 ผู้รับเป็นแรงงานไทยทั้งหมด 3 รายแรกทำงานอยู่ในนครไถหนาน รายล่าสุดถูกตรวจพบเมื่อวันที่ 7 ม.ค. เป็นแรงงานไทยทำงานที่เกาสง เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ตำรวจตามไปจับและยึดโทรศัพท์ไว้เป็นของกลาง เนื่องจากมีหลักฐานเป็นข้อความในไลน์ ขอให้แฟนสาวในไทยส่งมาให้ เมื่อมีหลักฐานชัดเจน แรงงานไทยจึงรับสารภาพว่า ตนทราบมีประกาศห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อหมู แต่อยากเสี่ยงดู เผื่ออาจไม่ปนเปื้อนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรก็ได้ และเข้าใจผิดคิดว่าถ้าถูกจับก็แค่ถูกยึดทำลาย แต่ที่ไหนได้ต้องเผชิญโทษหนัก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 3 ล้านเหรียญไต้หวัน พ้นโทษแล้วยังจะถูกเนรเทศส่งกลับกลับประเทศ ห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตลอดชีวิต ส่วนคนส่งก็เป็นผู้ต้องหาร่วม ในอนาคตหากเดินทางเข้าไต้หวันจะถูกจับที่สนามบินนำตัวไปดำเนินคดีทันที

ช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน การไปรษณีย์ไต้หวันตรวจพบกุนเชียงหมูติดเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จากพัสดุไปรษณีย์ไทยเป็นรอบที่ 4

          นายวันชัย แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นเวลานานถึง 9 ปีแล้ว ขณะถูกจับทำงานในโรงงานผลิตโลหะภัณฑ์ ตั้งอยู่ที่เขตเฉียวโถวในนครเกาสง ตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือไว้เป็นของกลาง เนื่องจากตรวจพบข้อความในไลน์ ได้ให้แฟนสาวที่เมืองไทยส่งอาหารมาให้หลายอย่าง เช่น ปลาแห้ง กุนเชียง หมูกระจก เป็นต้น โดยส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ แต่ถูกที่ทำการไปรษณีย์เกาสง ตรวจพบกุนเชียงที่ส่งมานั้น ปนเปื้อนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ตำรวจตามไปจับถึงที่โรงงาน เมื่อมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา นายวันชัยจึงรับสารภาพว่า ตนทราบทางการไต้หวันรณรงค์ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อหมู แต่คิดว่า หากไม่ปนเปื้อนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรคงไม่เป็นไร และยังคิดว่าหากถูกตรวจพบ อย่างมากก็แค่อดกิน ถูกยึดเท่านั้น ไม่นึกว่าจะเจอโทษหนักขนาดนี้

กุนเชียงหมูจากไทยที่ปนเปื้อนเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)

          การตรวจพบครั้งนี้ ทำให้ยอดสะสมของพัสดุไปรษณีย์จากประเทศไทยที่ถูกยึดเพราะมีเนื้อหมูปนเปื้อนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเพิ่มขึ้นเป็น 4 ครั้งแล้ว ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน หลังจากที่ทำการไปรษณีย์นครไถหนานตรวจพบเนื้อหมูปนเปื้อนเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกา ในพัสดุไปรษณีย์จากประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2564 ครั้งที่สอง 27 ธ.ค. 2564 ครั้งที่สาม 3 ม.ค. 2565 ครั้งที่ 4 ถูกที่ทำการไปรษณีย์เกาสงตรวจพบเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2565

กุนเชียงหมูจากไทยปนเปื้อนเชื้อ ASF ที่ถูกตรวจพบ 2 ครั้งแรก

          นายเฉินจี๋จ้ง ประธานคณะกรรมการการเกษตร ซึ่งมีฐานะเทียบเท่า รมว.กระทรวงเกษตร และเป็นผู้อำนวยการศูนย์รับมือภัยพิบัติสำหรับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของไต้หวันกล่าวว่า พัสดุไปรษณีย์และพัสดุที่ส่งโดยบริษัทขนส่งระหว่างประเทศ จะถูกตรวจสอบด้วยเครื่องเอกซเรย์และสุนัขดมกลิ่น โดยขณะนี้ ไต้หวันได้จัดให้ จีน (รวมฮ่องกง และมาเก๊า) เวียดนาม และประเทศไทย เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุด และมีการตรวจเข้มพัสดุภัณฑ์ทุกชิ้น ทั้งที่ส่งผ่านไปรษณีย์และบริษัทขนส่งระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผลิตภัณฑ์เนื้อหมูหลุดเข้ามาไต้หวันได้

นายเฉินจี๋จ้ง ประธานคณะกรรมการการเกษตร (ขวาสุด) ตรวจการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ทำการไปรษณีย์ไถหนาน

          นายเฉินจี๋จ้งกล่าวเตือนว่า ผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศไทย ห้ามนำเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์แปรรูปเนื้อสุกรเข้าสู่ไต้หวัน หากถูกตรวจพบครั้งแรกปรับ 200,000 เหรียญไต้หวัน ทำผิดซ้ำปรับ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน หากไม่สามารถชำระค่าปรับตามกำหนดได้ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสู่ไต้หวัน จะถูกส่งกลับประเทศทันที

นายเฉินจี๋จ้ง ประธานคณะกรรมการการเกษตร (คนที่ 3 จากซ้าย) ตรวจการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ทำการไปรษณีย์ไถหนาน

          กรณีที่นำเข้าเนื้อสัตว์แปรรูปจากทางบ้านที่ส่งผ่านไปรษณีย์หรือบริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จะถูกดำเนินคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 3 ล้านเหรียญไต้หวัน หากเป็นแรงงานต่างชาติ พ้นโทษแล้วยังจะถูกเนรเทศส่งกลับประเทศ ห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตลอดชีวิต ส่วนคนส่งก็เป็นผู้ต้องหาร่วม ในอนาคตหากเดินทางเข้าไต้หวันจะถูกจับที่สนามบินนำตัวไปดำเนินคดีทันที จึงเตือนแรงงานไทยต้องระวัง ทางที่ดีควรแจ้งให้ญาติมิตรที่บ้านทราบ อย่าส่งผลิตภัณฑ์แปรรูปเนื้อสัตว์ ยาสำเร็จรูป เป็นต้น มาที่ไต้หวันอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้น ความหวังดีของผู้ส่ง อาจกลายเป็นความเดือดร้อนของผู้รับ

2. แรงงานไทยผิดกฎหมายบนเขาหลีซาน เมาใช้เหล็กแป๊บตีหัวแฟนสาวชาติเดียวกันตายอนาถ อัยการศาลไทจงสั่งฟ้องข้อหาฆ่าคน คุก 10 ปีขึ้นไป

          คดีคนงานไทยผิดกฎหมายทำงานอยู่บนเขาหลีซาน เมาสุราแล้วมีปากเสียงกับแฟนสาวชาติเดียวกันใช้เหล็กแป๊บทุบหัวจนเละเสียชีวิตคดีนี้ ผู้ตายคือนางสมจิตร สารวัน อายุ 54 ปี มาจากจังหวัดมหาสารคาม เดินทางมาทำงานเป็นผู้อนุบาลในองค์กรดูแลคนสูงอายุที่เขตหยางเหมย นครเถาหยวน ตั้งแต่ปี 2551 แต่อยู่ทำงานได้เพียงปีเดียวก็หลบหนีจากที่ทำงานออกไปหางานทำอย่างผิดกฎหมาย และรู้จักกับนายจิรายุ สัตชา เพื่อนชายซึ่งเป็นแรงงานไทยหลบหนีนายจ้างเช่นกัน อายุ 45 ปี มาจากจังหวัดชัยภูมิ ทั้งคู่หลบหนีไปอยู่ด้วยกันและรับจ้างทำงานในสวนผลไม้บนภูเขาหลีซาน ที่นครไทจง โดยนายจิรายุ มักจะดื่มสุราเมาและทุบตีนางสมจิตรเป็นประจำ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2564 หลังเมาจัด ทั้งสองเกิดมีปากเสียทะเลาะกันรุนแรง ฝ่ายชายใช้ท่อเหล็กแป๊บ ตีหัวฝ่ายหญิงอย่างไม่ยั้งจนหน้าเละและซี่โครงหักสลบคาที่ หลังเกิดเหตุ นายจิรายุโทรศัพท์ให้นายจ้างนำแฟนส่งรักษาที่โรงพยาบาล แต่เนื่องจากอาการสาหัส หลังแพทย์ช่วยกู้ชีวิตอยู่ 5 วัน นางสมจิตรเสียชีวิต นายจิรายุถูกจับข้อหาทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ชีวิต

มูลนิธิ Goodwill Charity Association สาขาไทจงช่วยจัดงานศพให้แรงงานไทยโดยไม่คิดมูลค่า (ชายในภาพมุมขวาล่างภาพของเป็นผู้ต้องหา)

          จากการสอบสวนของอัยการ นายจิรายุให้การปฏิเสธใช้เหล็กแป๊บตีเพื่อนหญิงจนเสียชีวิต โดยอ้างว่า นางสมจิตรชนใส่เตาทำอาหารเองได้รับบาดเจ็บจนเสียชีวิต แต่อัยการไม่เชื่อและจากการชันสูตรศพของนิติเวช รวมถึงหลักฐานต่างๆ อย่างเหล็กแป๊บที่เปื้อนคราบเลือด และคำให้การนายจ้าง แสดงว่าผู้ต้องหาใช้เหล็กแป๊บตีผู้ตายเสียชีวิต และขณะถูกจับ ตำรวจจับเป่าแอลกอฮอล์ในลมหายใจ พบอยู่ในอาการเมาหนัก มีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 1.39 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา อัยการของสำนักงานอัยการศาลท้องถิ่นไทจง สั่งฟ้องข้อหาฆ่าคน ซึ่งโทษจำคุก 10 ปีขึ้นไป สูงสุดประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

เจ้าหน้าที่มูลนิธิ Goodwill Charity Association สาขาไทจงช่วยจัดงานศพให้แรงงานไทยโดยไม่คิดมูลค่า ลูกชายผู้ตายเคารพศพ (เสื้อยืดแขนยาว)

          นางสมจิตร มีบุตรชายชื่อนายชูศักดิ์ เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วและได้หลบไปทำงานอย่างผิดกฎหมายอยู่บนภูเขาหลีซานเช่นกัน แต่ไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน หลังมารดาบาดเจ็บและเสียชีวิต นายชูศักดิ์ ได้ออกมามอบตัวต่อตำรวจเพื่อจัดการศพของมารดา แต่เนื่องจากนางสมจิตร เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือและการคุ้มครองใดๆ จากกองทุนประกันภัยแรงงาน และลูกชายก็ไม่มีเงินที่จะจัดการศพของมารดา แถมยังเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากเมาขี่รถมอเตอร์ไซค์แฉลบล้มแขนหัก สนร.ไทเป จึงได้ประสานมูลนิธิ Goodwill Charity Association R.O.C. สาขาไทจง ขอให้ความช่วยเหลือในการจัดการศพ นอกจากนั้น มูลนิธินี้ยังได้มอบเงินบริจาคให้บุตรผู้ตาย 36,000 เหรียญ และได้พาไปผ่าตัดรักษาแขนโดยออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด จากนั้น นายชูศักดิ์ ได้เสียค่าปรับและนำอัฐิของแม่เดินทางกลับประเทศไทยไปแล้วเมื่อปลายเดือนกันยายน 2564

นอกจากช่วยจัดการศพแล้ว ยังบริจาคเงินให้ลูกชายผู้ตายและพาไปผ่าตัดแขนซ้ายที่หักจากรถมอเตอร์ไซค์แฉลบด้วย

3. ล่ามมหาภัย! ยักยอกเงินคนงานไทยนับสิบ และยังเชิดเงินบจง.ไปกว่าล้าน หนีกลับไปกบดานที่ไทย แรงงานทั้งที่ไต้หวันและไทยรุมแจ้งจับ

          นายสมเพชร ถาวิกุล อายุ 45 ปี จากกทม. เดินทางมาทำหน้าที่เป็นล่ามให้บริการดูแลแรงงานไทยอยู่แถวภาคกลางและภาคใต้นานนับ 10 ปี แรกๆ ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่ระยะหลังๆ นายสมเพชรเล่นการพนันที่บ่อนของคนไต้หวัน ติดหนี้จำนวนมาก เริ่มหาทางยักยอกเงินของแรงงานไทยที่อยู่ในความดูแลของตน เช่น แรงงานไทยหลายรายที่ต้องการย้ายนายจ้าง จ่ายค่าซื้อตำแหน่งงานไปแล้วคนละ 20,000-30,000 เหรียญไต้หวัน แต่เงียบหายไปไม่มีผลคืบหน้า แรงงานไทยรายหนึ่งเสียชีวิต นายจ้างช่วยรับผิดชอบค่าทำศพทั้งหมด กองทุนประกันภัยแรงงานอนุมัติเงินช่วยเหลือค่าทำศพ 5 เท่าของเงินค่าจ้างประมาณ 120,000 เหรียญ นายจ้างมอบหมายให้โอนเข้าบัญชีทายาท ถูกล่ามรายนี้อมเงินดังกล่าวทั้งหมด นอกจากนี้ แรงงานไทยที่ยื่นขอเงินสงเคราะห์ จ่ายค่าแปลและรับรองเอกสารแล้ว แต่ไม่ดำเนินการให้ แรงงานไทยหลายรายฝากให้โอนเงินกลับบ้านก็ถูกล่ามรายนี้ยักยอก ในจำนวนนี้มีแรงงานไทยผู้เสียหายรายหนึ่ง ทำงานอยู่ไถหนาน ครบสัญญาประสงค์จะกลับบ้าน หลังจากนายจ้างและ บจง. ช่วยเคลียร์ค่าจ้างและเงินหักฝากแล้ว ได้ฝากเงินให้ไปซื้อตั๋วเครื่องบินและช่วยจองโรงแรมกักตัว ล่ามรายนี้ก็ไม่ดำเนินการ จนบริษัทจัดหางานต้องดำเนินการช่วยให้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ที่สำคัญแรงงานไทยรายเดียวกัน เนื่องจากช่วงนั้นยังไม่ทราบพฤติกรรมของนายสมเพชร ได้ฝากเงิน 110,000 เหรียญที่เป็นเงินหักฝากมาหลายปี ขอให้ช่วยโอนเข้าบัญชีในประเทศไทย ถูกยักยอกไปทั้งหมด รวมแล้วมีแรงงานไทยเสียหายนับสิบราย

นายสมเพชร ล่ามที่ยักยอกเงินแรงงานไทยและบริษัทจัดหางาน (ภาพจากเฟซบุ๊กของนายสมเพชร)

          ในส่วนของบริษัทจัดหางานต้นสังกัดเสียหายหนัก นอกจากต้องคอยแก้ปัญหาที่นายสมเพชรยักยอกเงินของแรงงานไทยไปหลายแสน เงินที่ให้ยืม รวมถึงค่าบริการที่เก็บจากแรงงานไทย รวมแล้วกว่า 1,000,000 เหรียญไต้หวัน ถูกเชิดหนีโดยติดต่อไม่ได้ จนเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา บริษัทจัดหางานที่ได้รับความเสียหายจึงร้องเรียนขอให้สำนักงานแรงงานไทยช่วยตรวจสอบและแจ้งเตือน บริษัทจัดหางานรายอื่นๆ เกรงว่าจะหนีขึ้นมาทำมาหากินกับ บจง.และแรงงานไทยในภาคเหนือ แต่จากการตรวจสอบของสำนักงานแรงงานไทยพบว่า นายสมเพชร หนีกลับไปกบดานที่ประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา โดยเข้ากักตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สำนักงานฯ แนะให้บริษัทจัดหางานที่ไต้หวันพาแรงงานไทยผู้เสียหายไปแจ้งความ ส่วนแรงงานไทยผู้เสียหายที่ประเทศไทยก็ให้ไปแจ้งความตามจับเช่นกัน แม้เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร แต่เจ้าทุกข์และผู้ต้องหาอยู่ในประเทศไทย

นายสมเพชร ล่ามที่ยักยอกเงินแรงงานไทยและบริษัทจัดหางาน (ภาพจากเฟซบุ๊กของนายสมเพชร)

          เมื่อนายสมเพชรทราบว่า อาจจะถูกออกหมายจับ หลังออกจากโรงแรมกักตัว ได้โอนเงินคืนให้แรงงานไทยที่แจ้งความในไทยแล้วเป็นเงิน 110,000 บาท แม้จะสูญเสียอัตราแลกเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่ได้รับ ส่วนแรงงานไทยและบริษัทจัดหางานที่เป็นเจ้าทุกข์ในไต้หวัน ยังไม่มีวี่แววจะได้รับเงินคืนแต่อย่างใด 

สลิปเงินเดือนของ 1 ในแรงงานไทยผู้เสียหาย ที่นายสมเพชรช่วยเซ็นรับเงินจากนายจ้างแล้วไม่นำไปจ่ายให้แรงงานไทย

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ขุนพล แรงงานไทยBy อโศก ศรีจันทร์, Rti