ขุนพล แรงงานไทย

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564


Listen Later

1. ผลสำรวจสภาพการทำงานของแรงงานต่างชาติในปี 2563 ค่าจ้างโดยเฉลี่ยของแรงงานต่างชาติภาคการผลิตลดลงเล็กน้อย อยูที่ 28,583 เหรียญ เหตุเพราะผลกระทบโควิดทำโอทีลดลง ส่วนปัญหาหนักใจของนายจ้าง ได้แก่ การสื่อสารลำบาก ไม่รักษาสุขอนามัยและไม่ตั้งใจทำงาน

           จากสถิติ ณ สิ้นปี 2563 ที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวันมีจำนวน 709,123 คน เพื่อให้ทราบถึงสภาพการทำงานและปัญหาอุปสรรคที่เกิดกับนายจ้างและแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานไต้หวันจึงดำเนินการสำรวจสภาพการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติเป็นประจำทุกปี เพื่อนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ ปรับปรุงแก้ไขต่อไป กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศผลการสำรวจสภาพการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติฉบับล่าสุดพบว่า แรงงานต่างชาติในภาคการผลิต มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 28,583 เหรียญไต้หวัน เทียบกับปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งมี 29,029 เหรียญ ลดลง 446 เหรียญไต้หวัน สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์โควิดที่รุนแรงขึ้น ชั่วโมงโอทีลดลง ในส่วนของผู้อนุบาลต่างชาติในครัวเรือน มีรายได้โดยเฉลี่ยเดือนละ 19,918 เหรียญไต้หวัน ลดลงจากปีก่อนหน้านี้ 26 เหรียญไต้หวัน

แรงงานไทยในโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ที่เถาหยวน

      รายงานการสำรวจสภาพการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติฉบับล่าสุด ซึ่งทำการสำรวจเมื่อเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2563 มีนายจ้างที่ให้ความร่วมมือตอบแบบสำรวจ 8,983 ชุด เป็นนายจ้างภาคการผลิต 4,951 ชุด นายจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือน 4,032 ชุด รายงานการสำรวจพบว่า ปัญหาที่ทำให้นายจ้างไม่สบายใจมากที่สุด คือการสื่อสารไม่เข้าใจ รองลงมาได้แก่ ไม่รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ไม่ตั้งใจทำงาน

แรงงานไทยในโรงงานผลิตล้อแม็กซ์ที่นครนิวไทเป

      ผลการสำรวจด้านเงินค่าจ้างปรากฎว่า ค่าจ้างของแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต หลังจากเพิ่มขึ้นติดต่อมา 5 ปี ซึ่งค่าจ้างโดยเฉลี่ยในปี 2558 ของแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตอยู่ที่เดือนละ 24,581 เหรียญไต้หวัน ปี 2559 อยู่ที่ 25,440 เหรียญ ปี 2560 เป็น 26,308 เหรียญไต้หวัน ปี 2561 อยู่ที่ 27,788 เหรียญไต้หวัน ปี 2562 อยู่ที่ 29,029 เหรียญ และในปี 2563 ค่าจ้างลดลงเป็นครั้งแรก เป็น 28,583 เหรียญไต้หวัน ลดลง 446 เหรียญไต้หวัน ในจำนวนนี้เป็นเงินเดือนพื้นฐาน 24,146 เหรียญ ค่าโอที 3,967 เหรียญไต้หวัน ด้านเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติภาคการผลิต เฉลี่ยทำงานเดือนละ 194.7 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 6.9 ชั่วโมง ในจำนวนนี้ เป็นชั่วโมงทำงานปกติ 167.9 ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 13.1 ชั่วโมง สาเหตุสำคัญมาจากวันหยุดนักขัตฤกษ์ลดลง 2 วัน ส่วนชั่วโมงทำงานล่วงเวลาหรือโอทีเฉลี่ยเดือนละ 26.8 ชั่วโมง ลดลงกว่าปีก่อน 6.2 ชั่วโมง

แรงงานไทยในโรงงานฟอกย้อม

      ส่วนผู้อนุบาลในครัวเรือน ซึ่งยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน มีรายได้โดยเฉลี่ย 19,918 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ในจำนวนนี้ประกอบด้วย เงินเดือนพื้นฐาน 17,436 เหรียญ ค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอที 2,075 เหรียญไต้หวัน แต่เวลาทำงานในแต่ละวันของผู้อนุบาลในครัวเรือนสูงถึง 10.5 ชั่วโมง และมีนายจ้างร้อยละ 81.1 ไม่ได้กำหนดเวลาทำงานที่แน่นอน ขณะที่มีผู้อนุบาลต่างชาติร้อยละ 97 แต่ละวันมีเวลาหยุดพักผ่อนต่อเนื่องกันนานกว่า 8 ชั่วโมง

ผู้อนุบาลทำงานวันละกว่า 10 ชม. มีรายได้โดยเฉลี่ย 19,918 เหรียญไต้หวันต่อเดือน

      สำหรับปัญหาและอุปสรรคของนายจ้างในการบริหารแรงงานต่างชาติ นายจ้างภาคการผลิต ประสบปัญหาร้อยละ 38.7 ในจำนวนนี้ร้อยละ 82.3 บอกว่ามาจากการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน รองลงมาเป็นปัญหาที่แรงงานต่างชาติไม่รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ครองสัดส่วนร้อยละ 35 และแรงงานต่างชาติทำงานโดยไม่ตั้งใจ ร้อยละ 32.8 ส่วนนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลประสบปัญหาร้อยละ 35 ในจำนวนนี้ นายจ้างหนักใจอันดับหนึ่งได้แก่ สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ตามด้วยผู้อนุบาลมัวแต่พูดคุยทางโทรศัพท์ เล่นมือถือ สาเหตุสำคัญมาจากสื่อสังคมออนไลน์แพร่หลาย การพูดคุยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่มีค่าใช้จ่าย

นายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาล หนักใจอันดับหนึ่งได้แก่ สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ตามด้วยผู้อนุบาลมัวแต่พูดคุยทางโทรศัพท์ เล่นมือถือ

2. สยอง! คนงานไทยในโรงงานรีไซเคิลขับรถโฟล์คลิฟท์ขนาด 5 ตัน ทับเพื่อนร่วมงานหญิงชาวไต้หวันไส้ทะลักตายอนาถ

      แรงงานไทย 38 ปี มาจากจังหวัดหนองคายรายหนึ่ง ทำงานอยู่โรงงานรีไซเคิลที่ตำบลจู๋เป่ย เมืองซินจู๋ จวนใกล้ครบ 12 ปีอยู่แล้ว แต่เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ทำงานขับรถยกขนาดใหญ่คีบก้อนเหล็กที่ถูกบีบอัดเพื่อนำไปเก็บในโกดัง เพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นหญิงไต้หวันอายุ 54 ปีเดินผ่านหน้าและก้มลงเก็บของ เนื่องจากเป็นรถโฟล์คลิฟท์ขนาด 5 ตัน ตัวรถและงาคีบค่อนข้างใหญ่ มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้า ทับร่างเพื่อนร่วมงานหญิงไต้หวันผู้นี้ สามีของหญิงไต้หวันรายนี้ ซึ่งทำงานอยู่ในโรงงานเดียวกันได้ยินเสียงร้อง หันไปเห็นภรรยาถูกรถยกทับร่าง รีบร้องให้แรงงานไทยถอยรถ แต่ไม่ทันเสียแล้ว หญิงไต้หวันผู้เคราะห์ร้ายคนดังกล่าวถูกรถโฟล์คลิฟท์ทับร่างจนไส้ทะลักเสียชีวิตอย่างอนาถคาที่

แรงงานไทยในโรงงานรีไซเคิลที่ซินจู๋ขับรถโฟล์คลิฟท์ทับเพื่อนร่วมงานหญิงชาวไต้หวันไส้ทะลักตายอนาถ

      หลังเกิดเหตุ นายจ้างโทรแจ้งความ ตำรวจและอัยการเดินทางมาถึง นำแรงงานไทยไปสอบปากคำ เบื้องต้นตั้งข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงตาย หลังสอบปากคำเสร็จได้ปล่อยแรงงานไทยรายนี้กลับไปยังโรงงาน เพื่อรอขึ้นศาล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้จงใจ และนายจ้างจะปัดความรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยในสถานประกอบการไม่ได้ ดังนั้น นายจ้างรายนี้รับจะรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด

แรงงานต่างชาติเข้ารับการอบรม เพื่อเตรียมสมัครสอบใบขับรถโฟล์คลิฟท์ ที่สถาบันฝึกอบรมที่ภาคกลาง

      การขับรถยกหรือโฟล์คลิฟท์ จะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ซึ่งผ่านการฝึกอบรมมีใบอนุญาตขับขี่และได้รับการมอบหมายให้ขับขี่โดยเฉพาะเท่านั้น แต่โรงงานทั่วไป มอบหมายให้แรงงานทำหน้าที่นี้โดยไม่มีใบขับขี่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว ทั้งนายจ้างและตัวคนงานจะมีโทษที่หนักขึ้น และที่ผ่านมา เคยเกิดคดีในทำนองนี้มาแล้วหลายคดี อย่างที่เถาหยวน เคยมีคนงานไทย ขับรถตักถ่านหินถอยรถโดยไม่ได้สังเกตว่ามีคนอยู่ ทับหัวหน้างานชาวไต้หวันเสียชีวิต ศาลสั่งจำคุก 3 เดือน แล้วให้ทำงานต่อไป เพื่อหักเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งเป็นเงินชดเชยทายาทผู้เสียชีวิต

      จึงเตือนแรงงานไทย หากนายจ้างมอบหมายให้ขับรถยกหรือควบคุมเครน ต้องบอกนายจ้างพาตนไปสมัครและผ่านการฝึกอบรม สอบใบอนุญาตเสียก่อน เพราะขับรถยกหรือควบคุมเครนโดยไม่มีใบอนุญาต นายจ้างจะถูกปรับ 30,000 – 150,000 เหรียญไต้หวัน 

      นอกจากนี้ ยังต้องตรวจเช็ครถยกต้องอยู่ในสภาพที่ดี  พร้อมใช้งานและได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง และผู้ขับขี่ต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลาที่จะหลีกเลี่ยงการเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับตนเองและเพื่อนร่วมงาน

แรงงานต่างชาติเข้ารับการอบรม เพื่อเตรียมสมัครสอบใบขับรถโฟล์คลิฟท์ ที่สถาบันฝึกอบรมที่ภาคกลาง

3. พิษภัยยาเสพติด คุกคามสุขภาพ ทำให้ประสาทหลอน ที่เถาหยวนมีคนงานไทยเสพยาจนเพ้อคลั่ง อ้างมีคนบงการให้กระทำสิ่งต่างๆ สุดท้ายผูกคอตายในหอพัก

      การระบาดของยาเสพติด โดยเฉพาะยาไอซ์ ในกลุ่มแรงงานไทย ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาการดื่มสุราจัด มีแรงงานไทยบางคนเสพยาเสพติด จนจบชีวิตในต่างแดน หรือไม่ก็มีอาการประสาทหลอน หวาดระแวง และเพ้อคลั่งรุนแรง แรกๆ นายจ้างคิดว่าป่วยเป็นโรคจิตเภท นิมนต์พระไทยมาขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้าย และนำส่งรักษาโรงพยาบาลจิตเวช จึงรู้ว่า ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเสพสารเสพติด

แรงงานไทยรายหนึ่งที่ภาคกลางถูกจับขณะเคลิบเคลิ้มไปกับการเสพยาไอซ์

      อย่างนายราชัน อายุ 34 ปี เดินทางมาทำงานกับนายจ้างที่ผลิตแผงวงจรไฟฟ้าที่นิคมอุตสาหกรรมโย้วซือ เขตหยางเหมย นครเถาหยวน นายจ้างชื่นชมนายราชันเป็นคนขยัน ประหยัดอดออมและให้ความร่วมมือกับโรงงานโดยดี จนทำงานครบสัญญา 3 ปี กลับไปพักร้อน นำเงินเก็บกว่า 300,000 เหรียญไต้หวันโอนกลับบ้านไปด้วย แต่หลังจากไปพักร้อนที่ไทยกลับเข้ามาทำงานเป็นรอบที่ 2 เมื่อเดือนตุลาคม 2563 นายราชันมีอาการเปลี่ยนไป แม้จะทำงานขยันขันแข็งและไม่ได้ขาดงาน แต่สุขภาพทรุดโทรม มีอาการประสาทหลอน และเพ้อคลั่ง อ้างว่ามีคนคอยบงการตนให้ทำโน่นทำนี่

ปัญหายาเสพติดค่อนข้างรุนแรงในกลุ่มแรงงานไทย ในภาพเป็นแรงงานไทยในโรงงานแห่งหนึ่งที่จางฮั่ว จำนวน 18 คน มั่วสุมเสพยาในหอพัก ถูกนายจ้างไล่ออกส่งกลับประเทศ 18 คน เมื่อปี 62

      เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา นายราชันฯ เดินทางไปยังโรงพักใกล้นิคมอุตาหกรรม โดยนำยาไอซ์ 1 ซองใหญ่ไปมอบให้ตำรวจ อ้างว่าตนเก็บได้ แต่ตำรวจไม่เชื่อ จัดให้นายราชันฯ ตรวจปัสสาวะ พบว่ามีปฏิกิริยาของสารเสพติด หลังบันทึกปากคำเสร็จ ได้แจ้งให้นายจ้างและบริษัทจัดหางานรับกลับโรงงานรอการดำเนินคดี แต่เมื่อบ่ายวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เพื่อนร่วมห้อง 2 คน กำลังไปทำอาหารที่ห้องครัวชั้นบนของหอพัก นายราชันถือโอกาสปิดประตูและทำลายกุญแจห้องทำให้ประตูล็อกตาย จากนั้น ใช้เชือกผูกกับตู้เสื้อผ้าและเตียง ผูกคอฆ่าตัวตายในห้อง เมื่อเพื่อนทำอาหารเสร็จมาเคาะประตูเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับและเปิดประตูไม่ได้ จึงเอาเกาอี้มาตั้ง ปีนขึ้นไปดูในห้องจากช่องระบายอากาศ เห็นนายราชันฯ ผูกคอตายอยู่ในห้อง จึงแจ้งนายจ้าง โทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจมาถึง ทำลายประตูเข้าไปในห้อง พบนายราชันฯ ไม่มีสัญญาณชีพแล้ว รีบนำส่งรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลในหยางเหมย แพทย์กู้ชีพอยู่นานแต่ก็ไร้ผล

อดีตแรงงานไทยที่แต่งงานมาตั้งรกรากในเถาหยวนรายหนึ่ง ยึดอาชีพขายยาไอซ์มอมเมาเพื่อนร่วมชาติถูกจับ

      อัยการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต ยืนยันมาจากการทำอัตวินิบาตรกรรม ขณะนี้ รอทายาททำหนังสือมอบอำนาจมาแล้ว จึงจะออกใบมรณบัตรไต้หวันและอนุญาตให้นำศพไปฌาปนกิจต่อไปได้

      การระบาดของยาเสพติด เป็นปัญหาที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง สำนักงานแรงงานไทย เป็นห่วงใยและเตือนแรงงานไทยมาว่า ยาเสพติดส่งผลร้าย ทำลายร่างกายระบบต่าง ๆ ทำให้ประสาทหลอน ความจำเสื่อม ก่อให้เกิดโรคต่างๆ และนอกจากจะส่งผลเสียต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์อีกด้วย ทำให้อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ขาดการใช้เหตุผล ฯลฯ สำหรับยาไอซ์ที่นิยมกันในกลุ่มคนไทยบางคน จะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างรุนแรงทำให้หงุดหงิด กระวนกระวาย อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว หวาดระแวง เพ้อคลั่งและกลัวคนทำร้าย จึงเตือนว่า การนึกสนุกทดลองใช้ยาเสพติดจะส่งผลต่อสมองโดยไม่รู้ตัว และหากมีปัญหาในชีวิต ไม่จำเป็นต้องพึ่งพายาเสพติด เพราะปัญหาจะยิ่งถลำลึกและตามมามากมาย

สิ่งเสพติด ทำลายครอบครัว ทำลายอนาคต

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ขุนพล แรงงานไทยBy อโศก ศรีจันทร์, Rti