
Sign up to save your podcasts
Or


1. หลังโควิดคลี่คลาย แรงงานต่างชาติยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่ม 12 เท่า อนุมัติแล้ว 12,187 ราย กว่า 677 ล้านเหรียญ เกือบทั้งหมดเป็นแรงงานไทย
นางสาวเหอเพ่ยซาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพิ่งจะกล่าวให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับปัญหาการขาดทุนของกองทุนประกันภัยแรงงานว่า นอกจากรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณอุดหนุนแล้ว จะใช้วิธีหาแหล่งรายได้ใหม่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งจะศึกษาและพิจารณาให้การคุ้มครองครอบคลุมถึงผู้ใช้แรงงานในครัวเรือนด้วย สื่อไต้หวันตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ไหมรายจ่ายจะขยายเพิ่มมากขึ้นกว่ารายรับ ทำให้เกิดภาวะวิกฤตมากขึ้น
เหอเพ่ยซาน (ขวา) รมว. กระทรวงแรงงาน และนายจั๋วหรงไท่ (ซ้าย) นายกรัฐมนตรี (ภาพจาก Rti)
ข้อมูลจากกองทุนประกันภัยแรงงานพบว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติที่อายุถึงเกณฑ์ยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพแบบเป็นก้อนครั้งเดียวและได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 12,187 ราย เป็นเงินกว่า 677 ล้านเหรียญ เทียบกับปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการขอรับเพียง 977 ราย เป็นเงิน 116.75 ล้านเหรียญไต้หวัน จำนวนผู้ยื่นขอเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า เจ้าหน้าที่กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวคาดการณ์ว่า แรงงานต่างชาติเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ แต่จากนี้ไป ผู้ที่อายุถึงเกณฑ์มีสิทธิ์ขอรับเงินบำเหน็จชราภาพจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ไม่ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของกองทุนประกันภัยแรงงานแต่อย่างใด
กองทุนฯ กล่าวว่า ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2532 โดยในระยะแรกเป็นแรงงานไทยที่นำเข้ามาทำงานในไซต์งานก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ และในปี 2535 หลังไต้หวันประกาศใช้กฎหมายการจ้างงานเป็นต้นมา มีการเปิดให้นำเข้าแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและจากชาติอื่นเพิ่มมากขึ้น แรงงานต่างชาติเหล่านี้ ปัจจุบัน มีจำนวนมากที่อายุถึงเกณฑ์ยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพกันแล้ว กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า นายจ้างจะต้องจัดแรงงานของตนซึ่งรวมถึงแรงงานต่างชาติเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ประกอบด้วย แรงงานต่างชาติทั่วไปที่ทำงานในภาคการผลิต ก่อสร้างและเกษตร แรงงานกึ่งฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ ยกเว้นตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนและผู้ช่วยงานบ้าน ชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันเหล่านี้ จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงานเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น ดังนั้น หากเคยเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน เมื่อมีอายุครบตามเกณฑ์กำหนดหรือ 60 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ที่เกิดก่อนหรือเกิดในปี พ.ศ. 2500 และผู้ที่เกิดปี พ.ศ. 2501 จะต้องมีอายุครบ 61 ปีขึ้นไป ผู้เกิดปี พ.ศ. 2502 ต้องมีอายุครบ 62 ปี ผู้เกิดในปี พ.ศ. 2503 จะต้องมีอายุครบ 63 ปี ผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2504 จะต้องมีอายุครบ 64 ปี ส่วนผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 และหลังจากนั้น จะต้องมีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จชราภาพทุกคน แต่จะยื่นขอไว้ก่อนไม่ได้
เอกสารประกอบการยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพจากองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวัน (จัดทำโดยสำนักงานแรงงานไทย ไทเป)
ข้อมูลของกองทุนฯ พบว่า เนื่องจากแรงงานต่างชาติมีอายุการเข้ากองทุนไม่ถึง 15 ปี จึงรับเงินบำเหน็จแบบเป็นครั้งและก้อนเดียว โดยในปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 มีของแรงงานต่างชาติขอรับเงินบำเหน็จชราภาพแบบครั้งเดียวก้อนเดียว เพียง 977 ราย เงินบำเหน็จชราภาพที่อนุมัติ 116.75 ล้านเหรียญไต้หวัน ปี 2563 มีผู้ขอรับเพิ่มเป็น 2,922 ราย อนุมัติไปแล้ว 236.33 ล้านเหรียญไต้หวัน ปี 2564 มีผู้ขอรับ 2,916 ราย อนุมัติในวงเงิน 233.65 ล้านเหรียญไต้หวัน ปี 2565-2566 เพิ่มเป็น 5,802 รายและ 18,187 ราย อนุมัติในวงเงิน 379.22 ล้านและ 677.41 ล้านเหรียญไต้หวันตามลำดับ สาเหตุที่มีแรงงานต่างชาติขอรับเงินบำเหน็จชราเพิ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วใน 2 ปีหลัง เพราะก่อนหน้านี้ ได้แก่ปี 2562-2563 เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดอุปสรรค การยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพติดค้างจำนวนมาก ในจำนวนนี้ ชาติที่มีการยื่นขอมากที่สุดได้แก่แรงงานไทย นอกจากเงินบำเหน็จชราภาพแล้ว สมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือชาวต่างชาติ มีสิทธิประโยชน์เหมือนกันหมด สามารถยื่นขอค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์กรณีทายาทสายเลือดตรงเสียชีวิตเป็นต้น โดยแรงงานเวียดนามและฟิลิปปินส์ยื่นขอค่าคลอดบุตรมากที่สุด จากข้อมูลในปี 2564 มีการยื่นขอรับค่าคลอดบุตรสูงถึง 7,462 ราย ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากสัดส่วนของแรงงานหญิงมีจำนวนมากกว่า ส่วนอินโดนีเซียที่มีแรงงานหญิงมากที่สุด กลับมีการยื่นขอสิทธิประโยชน์ดังกล่าวน้อยกว่า น่าจะเป็นเพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและไม่รู้ขั้นตอนการยื่นขอ
สื่อประชาสัมพันธ์เงื่อนไขและขั้นตอนการยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวัน (จัดทำโดยสำนักงานประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงแรงงาน)
2. เริ่มแล้ว! มาตรการเอาผิด บจง. ที่จัดส่งแรงงานมาไต้หวันแล้วหนีในเดือนแรกเกินสัดส่วน ล็อตแรกเป็น บจง. เวียดนาม ระงับการจัดส่งแรงงานชั่วคราว 7 วัน
ปัญหาการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายของแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะการหลบหนีหลังเดินทางเข้าไต้หวันได้ไม่นาน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะตัดปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ กระทรวงแรงงานแก้ระเบียบการอนุญาตและบริหารจัดการบริษัทจัดหางานฉบับใหม่ ให้บริษัทจัดหางานร่วมรับผิดชอบ ด้วยการเพิ่มการตรวจสอบแรงงานต่างชาติที่บริษัทจัดหางานต่างประเทศจัดส่งในทุก 3 เดือน หากพบมีอัตราส่วนหรือจำนวนคนหลบหนีในเดือนแรกเกินกว่ามาตรฐานกำหนด ครั้งแรกจะถูกลงโทษห้ามจัดส่งแรงงานต่างชาติชั่วคราวด้วยการระงับบริษัทจัดหางานต่างประเทศนั้น ๆ ยื่นขอวีซ่าให้แก่แรงงานที่ตนจัดส่งเป็นเวลา 7 วัน หากตรวจพบครั้งที่ 2 เป็นต้นไป เพิ่มขึ้นอีกครั้งละ 7 วัน นานสุดไม่เกิน 28 วัน จากเดิมที่ตรวจสอบทุก 2 ปี ทั้งนี้ เริ่มมีผลตั้งแต่ปีใหม่ 2567 เป็นต้นมา ซึ่งเริ่มตรวจครั้งแรกในเดือนมีนาคม เป็นการตรวจย้อนหลัง 3 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ผลการตรวจสอบคาดจะประกาศรายชื่อบริษัทจัดหางานที่เกินมาตรฐานในเดือนมิถุนายนนี้ ขณะเดียวกันจะแจ้งให้สำนักงานตัวแทนของไต้หวันประจำต่างประเทศทราบ เพื่อระงับการยื่นขอวีซ่าจัดส่งแรงงานชั่วคราว
จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงานพบว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวันสูงถึง 768,360 คน แรงงานอินโดนีเซียมีจำนวนมากที่สุด 281,368 คน รองลงมาได้แก่แรงงานเวียดนาม 265,843 คน แต่จากข้อมูลของสำนักงานตรวจเข้าเมืองพบว่า แรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบสูงกว่า 86,000 คน หากดูจากสัญชาติ แรงงานเวียดนามหลบหนีมากที่สุด 54,789 คน ครองสัดส่วนแรงงานหลบหนีถึง 60% หรือแรงงานหลบหนีที่ยังไม่ถูกตรวจพบทุก 10 คน มี 6 คนเป็นแรงงานเวียดนาม และในจำนวนแรงงานเวียดนามที่หลบหนี ร้อยละ 70 เป็นแรงงานเพศชายที่ทำงานภาคการผลิต ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 27,068 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานเพศหญิงที่ทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาล
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ไถหนานตรวจพบ 15 แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายทำงานในภาคการเกษตร (ภาพจาก สตม.)
กระทรวงแรงงานแถลงว่า กฎระเบียบเดิมกำหนดให้มีการตรวจสอบจำนวนและอัตราส่วนการหลบหนีของแรงงานที่บริษัทจัดหางานต่างประเทศจัดส่งในทุก 2 ปี ขณะขอต่ออายุใบทะเบียนจากกระทรวงแรงงาน หากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอัตราส่วนการหลบหนีเกินกว่ามาตรฐานกำหนด จะไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนต่อใบอนุญาตจัดส่งแรงงานต่างชาติให้แก่นายจ้างไต้หวันในครั้งถัดไป ระเบียบการอนุญาตและบริหารจัดการบริษัทจัดหางานฉบับใหม่ เพิ่มการตรวจสอบเป็นประจำทุก 3 เดือน ได้แก่เดือนที่ 3, 6, 9 และ 12 ของปี หากตรวจพบแรงงานต่างชาติที่บริษัทจัดหางานต่างประเทศจัดส่งและเดินทางเข้าไต้หวันแล้วภายใน 1 เดือน หลบหนีในอัตราส่วนหรือมีจำนวนคนเกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ครั้งแรกจะถูกระงับการยื่นขอวีซ่าจัดส่งแรงงานให้นายจ้างไต้หวันเป็นเวลา 7 วัน หากตรวจพบในครั้งที่ 2 เป็นต้นไป จะถูกระงับเพิ่มขึ้นอีกครั้งละ 7 วัน สูงสุดระงับการขอวีซ่าไม่เกิน 28 วัน
ภาพแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายถูกจับก่อนไปทำงานในไซต์งานก่อสร้างที่ไถหนาน (ภาพจาก สตม.)
การตรวจสอบดังกล่าว เริ่มตรวจสอบเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2567 เป็นการตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เนื่องจากกฎหมายอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่หลบหนีไม่เกิน 1 เดือน หากเปลี่ยนใจกลับไปหานายจ้างเดิมเพื่อทำงานต่อและนายจ้างก็ยินยอมรับเข้าทำงานเหมือนเดิม สามารถยกเลิกการแจ้งความได้ ดังนั้นการตรวจสอบในครั้งแรกในเดือนมีนาคม จะรู้ผลในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และจะให้โอกาสบริษัทจัดหางานอุทธรณ์หรือชี้แจงภายในเวลา 14 วัน จากนั้นจึงจะประกาศรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ถูกลงลงโทษ ดังนั้น รายชื่อบริษัทจัดหางานที่ถูกลงโทษในล็อตแรก จะประกาศและแจ้งรายชื่อให้สำนักงานตัวแทนไต้หวันในเดือนมิถุนายนนี้ และเท่าที่ทราบส่วนใหญ่เป็นบริษัทจัดหางานเวียดนาม
ทั้งนี้ ตามมาตรฐานของกระทรวงแรงงาน บริษัทจัดหางานต่างประเทศจะถูกระงับการจัดส่งแรงงานชั่วคราวตามที่กล่าวมา หากจัดส่งแรงงานต่างชาติมาทำงานที่ไต้หวัน แล้วหลบหนีภายใน 1 เดือนหลังจากที่เดินทางถึงไต้หวัน เกินอัตราส่วนหรือจำนวนคนดังต่อไปนี้:
จัดส่ง 1-50 คน ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 7.82% ขึ้นไป
จัดส่ง 51-200 คน ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 6.35% ขึ้นไป หรือหลบหนี 4 คนขึ้นไป
จัดส่ง 201-500 คน ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 4.3% ขึ้นไป หรือ 13 คนขึ้นไป
จัดส่ง 501-1,000 คน ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 3.33% ขึ้นไป หรือ 22 คนขึ้นไป
จัดส่ง 1,001 คนขึ้นไป ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 2.94% ขึ้นไป หรือ 34 คนขึ้นไป
จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ณ สิ้นปี 2566 บริษัทจัดหางานต่างประเทศที่ลงทะเบียนและได้รับอนุญาตจัดส่งแรงงานให้นายจ้างไต้หวันมีจำนวนทั้งสิ้น 555 ราย ในจำนวนนี้เป็น บจง. อินโดนีเซียมากที่สุด 228 ราย บจง. เวียดนาม 138 ราย บจง. ฟิลิปปินส์ 122 ราย บจง. ไทย 65 รายและ บจง. มาเลเซีย 2 ราย
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เถาหยวนตรวจจับแรงงานผิดกฎหมาย (ภาพจาก สตม.)
3. กระทรวงแรงงานเตรียมเรียกประชุมหารือค่าจ้างขั้นต่ำปีใหม่ในไตรมาสที่ 3 จ่อปรับขึ้นอย่างน้อย 4% เป็น 28,570 เหรียญ
กระทรวงแรงงานเตรียมเรียกประชุม 4 ฝ่าย ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายแรงงาน นายจ้าง รัฐบาลและนักวิชาการ เพื่อพิจารณาการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของปีใหม่เป็นครั้งแรกในไตรมาส 3 ปลายเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำผ่านสภาฯ และประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากสำนักงานสถิติและบัญชีกลางคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 2% ซึ่งเป็นตัวเลขเตือนภัย ประกอบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงท่ามกลางอุปสงค์ที่ร้อนแรงของอุตสาหกรรม AI คาดการณ์ว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่นี้ จะปรับขึ้นมากกว่า 4%
กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ เริ่มมีผลใช้อย่างเป็นทางการ แทนที่การประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ โดยมีการกำหนดชัดเจนว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใช้เป็นครั้งแรกหลังจากกฎหมายฉบับนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ ห้ามต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศในครั้งล่าสุด หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ จะมีการประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะปรับในอัตราเท่าไหร่ ทั้งนี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 27,470 เหรียญไต้หวัน หากคิดคำนวณจากใช้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีทางด้านเศรษฐกิจอื่นรวม 10 รายการ คาดปีใหม่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 4% หากปรับขึ้น 4% จะปรับขึ้น 1,000 เหรียญหรือ 28,570 เหรียญต่อเดือน ส่วนค่าจ้างที่เป็นรายชั่วโมงสำหรับแรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเสริมหรืองานชั่วคราว จากชั่วโมงละ 183 เหรียญเป็น 190 เหรียญ
แรงงานไทยของบริษัทหวงชาง เจนเนอรัล คอนแทรคเตอร์ในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าในไทเป
กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำกำหนดให้การจัดตั้งองค์ประกอบคณะพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ จำนวน 21 คน ได้แก่ รมว. กระทรวงแรงงานเป็นประธานโดยตำแหน่ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน ฝ่ายลูกจ้าง 7 คน ผู้แทนจากกระทรวงเศรษฐการ 1 คน ผู้แทนจากคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) 1 คน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 4 คน กำหนดให้จัดการประชุมพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกไตรมาสที่ 3 ของปี เพื่อพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีถัดไป โดยยึดดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้ตามการปรับขึ้นของราคาสินค้า ขณะเดียวกันให้พิจารณาประกอบดัชนีทางเศรษฐกิจอีก 10 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เงื่อนไขการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลิตภาพแรงงานและสถานการณ์การจ้างงาน ดัชนีราคาสินค้าในประเทศและนำเข้า รายได้ประชาชาติและรายได้เฉลี่ยต่อหัว ค่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงการสำรวจและตัวเลขทางสถิติเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของครัวเรือนเป็นต้น
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)
กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละปี ใช้ระบบฉันทามติเป็นเกณฑ์ แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้ระบบเสียงข้างมาก และนายจ้างหรือผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับ 20,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน หน่วยงานท้องถิ่นที่กำกับดูแลมีอำนาจปรับสูงสุด 1,500,000 เหรียญ โดยพิจารณาจากขนาดสถานประกอบการ จำนวนผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบและความรุนแรงในการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมทั้งประกาศรายชื่อสถานประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อประจานให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน
ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ปีนี้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือไม่? อย่างไร?
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)
By อโศก ศรีจันทร์, Rti1. หลังโควิดคลี่คลาย แรงงานต่างชาติยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่ม 12 เท่า อนุมัติแล้ว 12,187 ราย กว่า 677 ล้านเหรียญ เกือบทั้งหมดเป็นแรงงานไทย
นางสาวเหอเพ่ยซาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพิ่งจะกล่าวให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับปัญหาการขาดทุนของกองทุนประกันภัยแรงงานว่า นอกจากรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณอุดหนุนแล้ว จะใช้วิธีหาแหล่งรายได้ใหม่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งจะศึกษาและพิจารณาให้การคุ้มครองครอบคลุมถึงผู้ใช้แรงงานในครัวเรือนด้วย สื่อไต้หวันตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ไหมรายจ่ายจะขยายเพิ่มมากขึ้นกว่ารายรับ ทำให้เกิดภาวะวิกฤตมากขึ้น
เหอเพ่ยซาน (ขวา) รมว. กระทรวงแรงงาน และนายจั๋วหรงไท่ (ซ้าย) นายกรัฐมนตรี (ภาพจาก Rti)
ข้อมูลจากกองทุนประกันภัยแรงงานพบว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติที่อายุถึงเกณฑ์ยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพแบบเป็นก้อนครั้งเดียวและได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 12,187 ราย เป็นเงินกว่า 677 ล้านเหรียญ เทียบกับปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการขอรับเพียง 977 ราย เป็นเงิน 116.75 ล้านเหรียญไต้หวัน จำนวนผู้ยื่นขอเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า เจ้าหน้าที่กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวคาดการณ์ว่า แรงงานต่างชาติเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ แต่จากนี้ไป ผู้ที่อายุถึงเกณฑ์มีสิทธิ์ขอรับเงินบำเหน็จชราภาพจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ไม่ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของกองทุนประกันภัยแรงงานแต่อย่างใด
กองทุนฯ กล่าวว่า ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2532 โดยในระยะแรกเป็นแรงงานไทยที่นำเข้ามาทำงานในไซต์งานก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ และในปี 2535 หลังไต้หวันประกาศใช้กฎหมายการจ้างงานเป็นต้นมา มีการเปิดให้นำเข้าแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและจากชาติอื่นเพิ่มมากขึ้น แรงงานต่างชาติเหล่านี้ ปัจจุบัน มีจำนวนมากที่อายุถึงเกณฑ์ยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพกันแล้ว กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า นายจ้างจะต้องจัดแรงงานของตนซึ่งรวมถึงแรงงานต่างชาติเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ประกอบด้วย แรงงานต่างชาติทั่วไปที่ทำงานในภาคการผลิต ก่อสร้างและเกษตร แรงงานกึ่งฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ ยกเว้นตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนและผู้ช่วยงานบ้าน ชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันเหล่านี้ จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงานเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น ดังนั้น หากเคยเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน เมื่อมีอายุครบตามเกณฑ์กำหนดหรือ 60 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ที่เกิดก่อนหรือเกิดในปี พ.ศ. 2500 และผู้ที่เกิดปี พ.ศ. 2501 จะต้องมีอายุครบ 61 ปีขึ้นไป ผู้เกิดปี พ.ศ. 2502 ต้องมีอายุครบ 62 ปี ผู้เกิดในปี พ.ศ. 2503 จะต้องมีอายุครบ 63 ปี ผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2504 จะต้องมีอายุครบ 64 ปี ส่วนผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 และหลังจากนั้น จะต้องมีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จชราภาพทุกคน แต่จะยื่นขอไว้ก่อนไม่ได้
เอกสารประกอบการยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพจากองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวัน (จัดทำโดยสำนักงานแรงงานไทย ไทเป)
ข้อมูลของกองทุนฯ พบว่า เนื่องจากแรงงานต่างชาติมีอายุการเข้ากองทุนไม่ถึง 15 ปี จึงรับเงินบำเหน็จแบบเป็นครั้งและก้อนเดียว โดยในปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 มีของแรงงานต่างชาติขอรับเงินบำเหน็จชราภาพแบบครั้งเดียวก้อนเดียว เพียง 977 ราย เงินบำเหน็จชราภาพที่อนุมัติ 116.75 ล้านเหรียญไต้หวัน ปี 2563 มีผู้ขอรับเพิ่มเป็น 2,922 ราย อนุมัติไปแล้ว 236.33 ล้านเหรียญไต้หวัน ปี 2564 มีผู้ขอรับ 2,916 ราย อนุมัติในวงเงิน 233.65 ล้านเหรียญไต้หวัน ปี 2565-2566 เพิ่มเป็น 5,802 รายและ 18,187 ราย อนุมัติในวงเงิน 379.22 ล้านและ 677.41 ล้านเหรียญไต้หวันตามลำดับ สาเหตุที่มีแรงงานต่างชาติขอรับเงินบำเหน็จชราเพิ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วใน 2 ปีหลัง เพราะก่อนหน้านี้ ได้แก่ปี 2562-2563 เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดอุปสรรค การยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพติดค้างจำนวนมาก ในจำนวนนี้ ชาติที่มีการยื่นขอมากที่สุดได้แก่แรงงานไทย นอกจากเงินบำเหน็จชราภาพแล้ว สมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือชาวต่างชาติ มีสิทธิประโยชน์เหมือนกันหมด สามารถยื่นขอค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์กรณีทายาทสายเลือดตรงเสียชีวิตเป็นต้น โดยแรงงานเวียดนามและฟิลิปปินส์ยื่นขอค่าคลอดบุตรมากที่สุด จากข้อมูลในปี 2564 มีการยื่นขอรับค่าคลอดบุตรสูงถึง 7,462 ราย ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากสัดส่วนของแรงงานหญิงมีจำนวนมากกว่า ส่วนอินโดนีเซียที่มีแรงงานหญิงมากที่สุด กลับมีการยื่นขอสิทธิประโยชน์ดังกล่าวน้อยกว่า น่าจะเป็นเพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและไม่รู้ขั้นตอนการยื่นขอ
สื่อประชาสัมพันธ์เงื่อนไขและขั้นตอนการยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวัน (จัดทำโดยสำนักงานประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงแรงงาน)
2. เริ่มแล้ว! มาตรการเอาผิด บจง. ที่จัดส่งแรงงานมาไต้หวันแล้วหนีในเดือนแรกเกินสัดส่วน ล็อตแรกเป็น บจง. เวียดนาม ระงับการจัดส่งแรงงานชั่วคราว 7 วัน
ปัญหาการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายของแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะการหลบหนีหลังเดินทางเข้าไต้หวันได้ไม่นาน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะตัดปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ กระทรวงแรงงานแก้ระเบียบการอนุญาตและบริหารจัดการบริษัทจัดหางานฉบับใหม่ ให้บริษัทจัดหางานร่วมรับผิดชอบ ด้วยการเพิ่มการตรวจสอบแรงงานต่างชาติที่บริษัทจัดหางานต่างประเทศจัดส่งในทุก 3 เดือน หากพบมีอัตราส่วนหรือจำนวนคนหลบหนีในเดือนแรกเกินกว่ามาตรฐานกำหนด ครั้งแรกจะถูกลงโทษห้ามจัดส่งแรงงานต่างชาติชั่วคราวด้วยการระงับบริษัทจัดหางานต่างประเทศนั้น ๆ ยื่นขอวีซ่าให้แก่แรงงานที่ตนจัดส่งเป็นเวลา 7 วัน หากตรวจพบครั้งที่ 2 เป็นต้นไป เพิ่มขึ้นอีกครั้งละ 7 วัน นานสุดไม่เกิน 28 วัน จากเดิมที่ตรวจสอบทุก 2 ปี ทั้งนี้ เริ่มมีผลตั้งแต่ปีใหม่ 2567 เป็นต้นมา ซึ่งเริ่มตรวจครั้งแรกในเดือนมีนาคม เป็นการตรวจย้อนหลัง 3 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ผลการตรวจสอบคาดจะประกาศรายชื่อบริษัทจัดหางานที่เกินมาตรฐานในเดือนมิถุนายนนี้ ขณะเดียวกันจะแจ้งให้สำนักงานตัวแทนของไต้หวันประจำต่างประเทศทราบ เพื่อระงับการยื่นขอวีซ่าจัดส่งแรงงานชั่วคราว
จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงานพบว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวันสูงถึง 768,360 คน แรงงานอินโดนีเซียมีจำนวนมากที่สุด 281,368 คน รองลงมาได้แก่แรงงานเวียดนาม 265,843 คน แต่จากข้อมูลของสำนักงานตรวจเข้าเมืองพบว่า แรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบสูงกว่า 86,000 คน หากดูจากสัญชาติ แรงงานเวียดนามหลบหนีมากที่สุด 54,789 คน ครองสัดส่วนแรงงานหลบหนีถึง 60% หรือแรงงานหลบหนีที่ยังไม่ถูกตรวจพบทุก 10 คน มี 6 คนเป็นแรงงานเวียดนาม และในจำนวนแรงงานเวียดนามที่หลบหนี ร้อยละ 70 เป็นแรงงานเพศชายที่ทำงานภาคการผลิต ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 27,068 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานเพศหญิงที่ทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาล
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ไถหนานตรวจพบ 15 แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายทำงานในภาคการเกษตร (ภาพจาก สตม.)
กระทรวงแรงงานแถลงว่า กฎระเบียบเดิมกำหนดให้มีการตรวจสอบจำนวนและอัตราส่วนการหลบหนีของแรงงานที่บริษัทจัดหางานต่างประเทศจัดส่งในทุก 2 ปี ขณะขอต่ออายุใบทะเบียนจากกระทรวงแรงงาน หากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอัตราส่วนการหลบหนีเกินกว่ามาตรฐานกำหนด จะไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนต่อใบอนุญาตจัดส่งแรงงานต่างชาติให้แก่นายจ้างไต้หวันในครั้งถัดไป ระเบียบการอนุญาตและบริหารจัดการบริษัทจัดหางานฉบับใหม่ เพิ่มการตรวจสอบเป็นประจำทุก 3 เดือน ได้แก่เดือนที่ 3, 6, 9 และ 12 ของปี หากตรวจพบแรงงานต่างชาติที่บริษัทจัดหางานต่างประเทศจัดส่งและเดินทางเข้าไต้หวันแล้วภายใน 1 เดือน หลบหนีในอัตราส่วนหรือมีจำนวนคนเกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ครั้งแรกจะถูกระงับการยื่นขอวีซ่าจัดส่งแรงงานให้นายจ้างไต้หวันเป็นเวลา 7 วัน หากตรวจพบในครั้งที่ 2 เป็นต้นไป จะถูกระงับเพิ่มขึ้นอีกครั้งละ 7 วัน สูงสุดระงับการขอวีซ่าไม่เกิน 28 วัน
ภาพแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายถูกจับก่อนไปทำงานในไซต์งานก่อสร้างที่ไถหนาน (ภาพจาก สตม.)
การตรวจสอบดังกล่าว เริ่มตรวจสอบเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2567 เป็นการตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เนื่องจากกฎหมายอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่หลบหนีไม่เกิน 1 เดือน หากเปลี่ยนใจกลับไปหานายจ้างเดิมเพื่อทำงานต่อและนายจ้างก็ยินยอมรับเข้าทำงานเหมือนเดิม สามารถยกเลิกการแจ้งความได้ ดังนั้นการตรวจสอบในครั้งแรกในเดือนมีนาคม จะรู้ผลในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และจะให้โอกาสบริษัทจัดหางานอุทธรณ์หรือชี้แจงภายในเวลา 14 วัน จากนั้นจึงจะประกาศรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ถูกลงลงโทษ ดังนั้น รายชื่อบริษัทจัดหางานที่ถูกลงโทษในล็อตแรก จะประกาศและแจ้งรายชื่อให้สำนักงานตัวแทนไต้หวันในเดือนมิถุนายนนี้ และเท่าที่ทราบส่วนใหญ่เป็นบริษัทจัดหางานเวียดนาม
ทั้งนี้ ตามมาตรฐานของกระทรวงแรงงาน บริษัทจัดหางานต่างประเทศจะถูกระงับการจัดส่งแรงงานชั่วคราวตามที่กล่าวมา หากจัดส่งแรงงานต่างชาติมาทำงานที่ไต้หวัน แล้วหลบหนีภายใน 1 เดือนหลังจากที่เดินทางถึงไต้หวัน เกินอัตราส่วนหรือจำนวนคนดังต่อไปนี้:
จัดส่ง 1-50 คน ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 7.82% ขึ้นไป
จัดส่ง 51-200 คน ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 6.35% ขึ้นไป หรือหลบหนี 4 คนขึ้นไป
จัดส่ง 201-500 คน ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 4.3% ขึ้นไป หรือ 13 คนขึ้นไป
จัดส่ง 501-1,000 คน ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 3.33% ขึ้นไป หรือ 22 คนขึ้นไป
จัดส่ง 1,001 คนขึ้นไป ภายใน 1 เดือนหลบหนีในอัตราส่วน 2.94% ขึ้นไป หรือ 34 คนขึ้นไป
จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ณ สิ้นปี 2566 บริษัทจัดหางานต่างประเทศที่ลงทะเบียนและได้รับอนุญาตจัดส่งแรงงานให้นายจ้างไต้หวันมีจำนวนทั้งสิ้น 555 ราย ในจำนวนนี้เป็น บจง. อินโดนีเซียมากที่สุด 228 ราย บจง. เวียดนาม 138 ราย บจง. ฟิลิปปินส์ 122 ราย บจง. ไทย 65 รายและ บจง. มาเลเซีย 2 ราย
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เถาหยวนตรวจจับแรงงานผิดกฎหมาย (ภาพจาก สตม.)
3. กระทรวงแรงงานเตรียมเรียกประชุมหารือค่าจ้างขั้นต่ำปีใหม่ในไตรมาสที่ 3 จ่อปรับขึ้นอย่างน้อย 4% เป็น 28,570 เหรียญ
กระทรวงแรงงานเตรียมเรียกประชุม 4 ฝ่าย ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายแรงงาน นายจ้าง รัฐบาลและนักวิชาการ เพื่อพิจารณาการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของปีใหม่เป็นครั้งแรกในไตรมาส 3 ปลายเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำผ่านสภาฯ และประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากสำนักงานสถิติและบัญชีกลางคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 2% ซึ่งเป็นตัวเลขเตือนภัย ประกอบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงท่ามกลางอุปสงค์ที่ร้อนแรงของอุตสาหกรรม AI คาดการณ์ว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่นี้ จะปรับขึ้นมากกว่า 4%
กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ เริ่มมีผลใช้อย่างเป็นทางการ แทนที่การประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ โดยมีการกำหนดชัดเจนว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใช้เป็นครั้งแรกหลังจากกฎหมายฉบับนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ ห้ามต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศในครั้งล่าสุด หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ จะมีการประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะปรับในอัตราเท่าไหร่ ทั้งนี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 27,470 เหรียญไต้หวัน หากคิดคำนวณจากใช้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีทางด้านเศรษฐกิจอื่นรวม 10 รายการ คาดปีใหม่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 4% หากปรับขึ้น 4% จะปรับขึ้น 1,000 เหรียญหรือ 28,570 เหรียญต่อเดือน ส่วนค่าจ้างที่เป็นรายชั่วโมงสำหรับแรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเสริมหรืองานชั่วคราว จากชั่วโมงละ 183 เหรียญเป็น 190 เหรียญ
แรงงานไทยของบริษัทหวงชาง เจนเนอรัล คอนแทรคเตอร์ในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าในไทเป
กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำกำหนดให้การจัดตั้งองค์ประกอบคณะพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ จำนวน 21 คน ได้แก่ รมว. กระทรวงแรงงานเป็นประธานโดยตำแหน่ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน ฝ่ายลูกจ้าง 7 คน ผู้แทนจากกระทรวงเศรษฐการ 1 คน ผู้แทนจากคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) 1 คน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 4 คน กำหนดให้จัดการประชุมพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกไตรมาสที่ 3 ของปี เพื่อพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีถัดไป โดยยึดดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้ตามการปรับขึ้นของราคาสินค้า ขณะเดียวกันให้พิจารณาประกอบดัชนีทางเศรษฐกิจอีก 10 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เงื่อนไขการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลิตภาพแรงงานและสถานการณ์การจ้างงาน ดัชนีราคาสินค้าในประเทศและนำเข้า รายได้ประชาชาติและรายได้เฉลี่ยต่อหัว ค่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงการสำรวจและตัวเลขทางสถิติเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของครัวเรือนเป็นต้น
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)
กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละปี ใช้ระบบฉันทามติเป็นเกณฑ์ แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้ระบบเสียงข้างมาก และนายจ้างหรือผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับ 20,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน หน่วยงานท้องถิ่นที่กำกับดูแลมีอำนาจปรับสูงสุด 1,500,000 เหรียญ โดยพิจารณาจากขนาดสถานประกอบการ จำนวนผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบและความรุนแรงในการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมทั้งประกาศรายชื่อสถานประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อประจานให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน
ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ปีนี้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือไม่? อย่างไร?
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)