
Sign up to save your podcasts
Or
คอร์สอานาปานสติ วันที่ 19-22 มิ.ย. 68 ณ วัดบุปผาราม กทม. โดย พระกิตติวิมลเมธี (พระอาจารย์สุชีพ สุธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบุปผาราม วรวิหาร
เข้าสติปัฏฐานเลย ดํารงสติเฉพาะหน้า รู้ลมเลย ตรงๆเบาๆ ไม่ต้องไปกด ไม่ต้องไปบังคับ ไปข่ม แม้นมีการกําหนดหรือเจตนาในการตั้งใจหายใจก็ตามที แต่สติมันไม่ได้ไปรู้ตรงนั้น จิตนิ่งอยู่ สติมันรู้แค่ลมที่ผ่านออกไป ที่ลมผ่านเข้ามา ในจุดที่มันรู้สึกได้ สบายๆเบาๆ
รู้ตรงๆอย่างนี้กายมันก็จะสงบนิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ลมมันก็จะค่อยๆละเอียดลงไปเรื่อยๆ จนถึงลมสงบกายสงบ มีการหายใจอยู่ เวลากายสงบลมสงบจิตสงบ มีการหายใจอยู่ มีความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความสงบนั้น ตรงนั้นสติก็ไปรู้ความรู้สึก ตอนนี้รู้ลมลงไป รู้ลมลงไป ลมเป็นอย่างไรรู้อย่างนั้น ความละเอียดลออของลมมันก็จะปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆพร้อมกับความสงบของกาย จนถึงมีความรู้สึกเกิดขึ้นในท่ามกลางของความสงบ แต่ไม่ใช่นั่งขวนขวายเพื่อที่จะหาความสงบ ความสงบไม่สามารถเกิดได้จากการขวนขวาย พอเรายิ่งขวนขวายมากไปเท่าใดจิตมันจะยิ่งดิ้นรน เมื่อจิตดิ้นรนมันไม่สงบ กายก็จะไม่สงบ ลมก็จะไม่สงบ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการขวนขวายความสงบ ความสงบนั้นเป็นตัวหลอก
จิตหนึ่งขณะจิตหนึ่ง จิตนิ่งมีสติรู้ลม เกิดเป็นบริบทของสติปัฏฐานที่สมบูรณ์ ในขณะจิตหนึ่งที่เกิดพร้อมกับลมหายใจออก ขณะจิตหนึ่งเกิดพร้อมกับลมหายใจเข้า ขณะจิตหนึ่งเกิดพร้อมกับลมหายใจออก ขณะจิตหนึ่งเกิดพร้อมกับลมหายใจเข้า ในขณะจิตหนึ่งนั้นน่ะ จิตนั้นน่ะนิ่งอยู่ตรงนั้น มีสติรู้ลมออก มีสติรู้ลมเข้า ในขณะจิตหนึ่งที่เป็นสติปัฏฐาน ในขณะจิตนั้นเกิดพร้อมกับลมหายใจออก ในขณะจิตนั้นเกิดพร้อมกับลมหายใจเข้า ในขณะที่สติรู้ลมหายใจออกจิตก็นิ่งอยู่ตรงนั้น ในขณะที่สติรู้ลมหายใจเข้า จิตก็นิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นขณะๆไป ความบริสุทธิ์แห่งจิตในขณะจิตหนึ่งที่เพียรรู้ ในขณะจิตหนึ่งเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์และก็ดับไป ก็จะตกเป็นวิบากให้กับขณะจิตหนึ่ง ขณะจิตหนึ่งเกิดขึ้นอย่างครบถ้วนในบริบทของสติปัฏฐาน ขณะจิตหนึ่งเกิดพร้อมกับลมหายใจออก แล้วก็ดับไปพร้อมกับลมหายใจออกดับ ตกมาเป็นวิบากอันเป็นอุเบกขา หรือเป็นอะไรก็ช่างมันเถอะ แต่ว่ามันจะตกมาที่จิตที่นิ่งอยู่ ก็เกิดขณะจิตสอง ให้เกิดขณะจิตต่อมาพร้อมกับลม แล้วก็ดับไปพร้อมกับลม ตกมาบนจิตที่นิ่งอยู่ เดี๋ยวขณะจิตต่อมาก็เกิด เลยเรียกแต่ละขณะจิตว่า ขณะจิตหนึ่ง ขณะจิตหนึ่ง
ดูบริบทของการปฏิบัติของตน มันไม่มีอะไร แค่รู้ลมตามความเป็นจริง ลมเป็นอย่างไรรู้อย่างนั้น สบายๆ จนถึงกายมันสงบ ลมมันก็สงบ แต่ตอนที่ยังไม่ได้รู้สึกว่ากายสงบ ตอนที่ยังไม่รู้สึกว่าลมสงบ ให้พึงรู้ไว้ว่า กายมันเริ่มสงบทันที ลมมันก็เริ่มสงบทันทีที่มีสติเกิดจากจิตที่นิ่งอยู่รู้ลมหายใจ แต่ความสงบนั้นน่ะมันเป็นความสงบในลักษณะที่ค่อยๆสงบตัวลงไป
จากลมที่มันยาวๆอยู่แต่เดิม มันก็ละเอียดลออลง เบาลง สั้นลง น้อยลง แผ่วเบาลง จิตยังคงนิ่งอยู่ตรงนั้น สติที่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงไปของลม นั่นคือความสงบของลม มีความคิดแทรก สติที่มันพร้อมเฉพาะหน้าอยู่นี้ มันจะรู้ความคิดพร้อมกับการรู้ลมนั้นด้วย มันรู้ของเขาเอง เพราะความคิดมันเกิดขณะที่สติรู้ลม จิตอยู่ตรงนั้น ความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด ความคิดที่เกิดขึ้นเองตามเหตุตามปัจจัยก็เกิดขึ้นในขณะที่จิตนิ่งอยู่ตรงนั้นแล้วมีสติรู้ลมอยู่ สติมันก็จะรู้ในความคิดนั้นเห็นความคิดนั้นเป็นเรื่องปกติ โดยที่จิตไม่ไหลเข้าไปในความคิด มันก็ดับไป ถ้ามันรู้ว่าดับก็คือรู้ไป ถ้ามันไม่รู้ว่าดับก็ปล่อยไป ถ้ารู้ว่าเกิดก็รู้ว่าเกิด รู้ว่าดับก็รู้ว่าดับ แต่ถ้ามันไม่รู้เลยมันเพียงแค่เห็น แค่รู้ความคิดที่เกิดมันก็แค่รู้ แค่รู้ก็แค่รู้ไป จิตยังนิ่งอยู่ตรงนั้น มีสติรู้ลมออก มีสติรู้ลมเข้าเหมือนเดิม มีความคิดแทรกขึ้นมา สติมันรู้ความคิดนั้นด้วย มันรู้ลมอยู่ด้วย ถ้ามันรู้ความคิดนั้นด้วยรู้ลมอยู่ด้วย แสดงว่าจิตไม่หลุดออกจากฐาน ไม่ไหลเข้าไปที่ลม ไม่ไหลเข้าไปในความคิด
ลมมันแผ่วเบา ลมสงบ กายนิ่งสงบ จิตที่นิ่งอยู่ตรงนั้น รู้ความสงบ รู้ความสงบ หายใจออก รู้ความสงบ หายใจเข้า ในขณะที่มันรู้ลมหายใจอยู่ มีการหายใจเข้า มีการหายใจออก แล้วมันมีความสงบอยู่ มันก็รู้ความสงบนั้น รู้กายที่สงบ ลมที่สงบ
#พระกิตติวิมลเมธี #วัดบุปผาราม #อานาปานสติ #สติปัฏฐาน #ปฏิบัติธรรม #สมาธิ #สมาธิภาวนา #นั่งสมาธิ #วิปัสสนา #วิปัสสนากรรมฐาน
#ปัญญา #ธรรมะในชีวิตประจำวัน #ธรรมะ #พระธรรมเทศนา #พุทธศาสนา #คำสอน #ความตั้งมั่น #จิตตสังขาร
คอร์สอานาปานสติ วันที่ 19-22 มิ.ย. 68 ณ วัดบุปผาราม กทม. โดย พระกิตติวิมลเมธี (พระอาจารย์สุชีพ สุธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบุปผาราม วรวิหาร
เข้าสติปัฏฐานเลย ดํารงสติเฉพาะหน้า รู้ลมเลย ตรงๆเบาๆ ไม่ต้องไปกด ไม่ต้องไปบังคับ ไปข่ม แม้นมีการกําหนดหรือเจตนาในการตั้งใจหายใจก็ตามที แต่สติมันไม่ได้ไปรู้ตรงนั้น จิตนิ่งอยู่ สติมันรู้แค่ลมที่ผ่านออกไป ที่ลมผ่านเข้ามา ในจุดที่มันรู้สึกได้ สบายๆเบาๆ
รู้ตรงๆอย่างนี้กายมันก็จะสงบนิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ลมมันก็จะค่อยๆละเอียดลงไปเรื่อยๆ จนถึงลมสงบกายสงบ มีการหายใจอยู่ เวลากายสงบลมสงบจิตสงบ มีการหายใจอยู่ มีความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความสงบนั้น ตรงนั้นสติก็ไปรู้ความรู้สึก ตอนนี้รู้ลมลงไป รู้ลมลงไป ลมเป็นอย่างไรรู้อย่างนั้น ความละเอียดลออของลมมันก็จะปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆพร้อมกับความสงบของกาย จนถึงมีความรู้สึกเกิดขึ้นในท่ามกลางของความสงบ แต่ไม่ใช่นั่งขวนขวายเพื่อที่จะหาความสงบ ความสงบไม่สามารถเกิดได้จากการขวนขวาย พอเรายิ่งขวนขวายมากไปเท่าใดจิตมันจะยิ่งดิ้นรน เมื่อจิตดิ้นรนมันไม่สงบ กายก็จะไม่สงบ ลมก็จะไม่สงบ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการขวนขวายความสงบ ความสงบนั้นเป็นตัวหลอก
จิตหนึ่งขณะจิตหนึ่ง จิตนิ่งมีสติรู้ลม เกิดเป็นบริบทของสติปัฏฐานที่สมบูรณ์ ในขณะจิตหนึ่งที่เกิดพร้อมกับลมหายใจออก ขณะจิตหนึ่งเกิดพร้อมกับลมหายใจเข้า ขณะจิตหนึ่งเกิดพร้อมกับลมหายใจออก ขณะจิตหนึ่งเกิดพร้อมกับลมหายใจเข้า ในขณะจิตหนึ่งนั้นน่ะ จิตนั้นน่ะนิ่งอยู่ตรงนั้น มีสติรู้ลมออก มีสติรู้ลมเข้า ในขณะจิตหนึ่งที่เป็นสติปัฏฐาน ในขณะจิตนั้นเกิดพร้อมกับลมหายใจออก ในขณะจิตนั้นเกิดพร้อมกับลมหายใจเข้า ในขณะที่สติรู้ลมหายใจออกจิตก็นิ่งอยู่ตรงนั้น ในขณะที่สติรู้ลมหายใจเข้า จิตก็นิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นขณะๆไป ความบริสุทธิ์แห่งจิตในขณะจิตหนึ่งที่เพียรรู้ ในขณะจิตหนึ่งเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์และก็ดับไป ก็จะตกเป็นวิบากให้กับขณะจิตหนึ่ง ขณะจิตหนึ่งเกิดขึ้นอย่างครบถ้วนในบริบทของสติปัฏฐาน ขณะจิตหนึ่งเกิดพร้อมกับลมหายใจออก แล้วก็ดับไปพร้อมกับลมหายใจออกดับ ตกมาเป็นวิบากอันเป็นอุเบกขา หรือเป็นอะไรก็ช่างมันเถอะ แต่ว่ามันจะตกมาที่จิตที่นิ่งอยู่ ก็เกิดขณะจิตสอง ให้เกิดขณะจิตต่อมาพร้อมกับลม แล้วก็ดับไปพร้อมกับลม ตกมาบนจิตที่นิ่งอยู่ เดี๋ยวขณะจิตต่อมาก็เกิด เลยเรียกแต่ละขณะจิตว่า ขณะจิตหนึ่ง ขณะจิตหนึ่ง
ดูบริบทของการปฏิบัติของตน มันไม่มีอะไร แค่รู้ลมตามความเป็นจริง ลมเป็นอย่างไรรู้อย่างนั้น สบายๆ จนถึงกายมันสงบ ลมมันก็สงบ แต่ตอนที่ยังไม่ได้รู้สึกว่ากายสงบ ตอนที่ยังไม่รู้สึกว่าลมสงบ ให้พึงรู้ไว้ว่า กายมันเริ่มสงบทันที ลมมันก็เริ่มสงบทันทีที่มีสติเกิดจากจิตที่นิ่งอยู่รู้ลมหายใจ แต่ความสงบนั้นน่ะมันเป็นความสงบในลักษณะที่ค่อยๆสงบตัวลงไป
จากลมที่มันยาวๆอยู่แต่เดิม มันก็ละเอียดลออลง เบาลง สั้นลง น้อยลง แผ่วเบาลง จิตยังคงนิ่งอยู่ตรงนั้น สติที่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงไปของลม นั่นคือความสงบของลม มีความคิดแทรก สติที่มันพร้อมเฉพาะหน้าอยู่นี้ มันจะรู้ความคิดพร้อมกับการรู้ลมนั้นด้วย มันรู้ของเขาเอง เพราะความคิดมันเกิดขณะที่สติรู้ลม จิตอยู่ตรงนั้น ความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด ความคิดที่เกิดขึ้นเองตามเหตุตามปัจจัยก็เกิดขึ้นในขณะที่จิตนิ่งอยู่ตรงนั้นแล้วมีสติรู้ลมอยู่ สติมันก็จะรู้ในความคิดนั้นเห็นความคิดนั้นเป็นเรื่องปกติ โดยที่จิตไม่ไหลเข้าไปในความคิด มันก็ดับไป ถ้ามันรู้ว่าดับก็คือรู้ไป ถ้ามันไม่รู้ว่าดับก็ปล่อยไป ถ้ารู้ว่าเกิดก็รู้ว่าเกิด รู้ว่าดับก็รู้ว่าดับ แต่ถ้ามันไม่รู้เลยมันเพียงแค่เห็น แค่รู้ความคิดที่เกิดมันก็แค่รู้ แค่รู้ก็แค่รู้ไป จิตยังนิ่งอยู่ตรงนั้น มีสติรู้ลมออก มีสติรู้ลมเข้าเหมือนเดิม มีความคิดแทรกขึ้นมา สติมันรู้ความคิดนั้นด้วย มันรู้ลมอยู่ด้วย ถ้ามันรู้ความคิดนั้นด้วยรู้ลมอยู่ด้วย แสดงว่าจิตไม่หลุดออกจากฐาน ไม่ไหลเข้าไปที่ลม ไม่ไหลเข้าไปในความคิด
ลมมันแผ่วเบา ลมสงบ กายนิ่งสงบ จิตที่นิ่งอยู่ตรงนั้น รู้ความสงบ รู้ความสงบ หายใจออก รู้ความสงบ หายใจเข้า ในขณะที่มันรู้ลมหายใจอยู่ มีการหายใจเข้า มีการหายใจออก แล้วมันมีความสงบอยู่ มันก็รู้ความสงบนั้น รู้กายที่สงบ ลมที่สงบ
#พระกิตติวิมลเมธี #วัดบุปผาราม #อานาปานสติ #สติปัฏฐาน #ปฏิบัติธรรม #สมาธิ #สมาธิภาวนา #นั่งสมาธิ #วิปัสสนา #วิปัสสนากรรมฐาน
#ปัญญา #ธรรมะในชีวิตประจำวัน #ธรรมะ #พระธรรมเทศนา #พุทธศาสนา #คำสอน #ความตั้งมั่น #จิตตสังขาร