
Sign up to save your podcasts
Or


Native Thinker EP.43
ชีวิตดีขึ้นได้ด้วยการสร้างสมดุลระหว่าง Input และ Output
ต้องบอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่เจอและตกตะกอนมากันตัวเองล้วนๆเลยอยากจะเอามาบอกเล่าให้เพื่อนๆฟังว่าการ Balance Input กับ Output จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไร ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าชีวิตผมก็ไม่ได้ดีเยี่ยมอะไรขนาดนั้นที่จะเอามาเป็นตัวอย่างนะครับแต่ผมแค่อยากจะเอามาแชร์ว่าพอผมทำแบบนี้แล้วมันทำให้ชีวิตผมดีกว่าแต่ก่อนอย่างไรเท่านั้น ถ้าใครเห็นด้วยก็สามารถทดลองเอาไปใช้กับตัวเองได้ครับ
ต้องเล่าย้อนไปก่อนว่าสมัยก่อนผมเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้อยู่แล้วแต่ไหนแต่ไร ปัญหาที่เจอคือทำไมเราเรียนเยอะมากๆ แล้วเราไม่เก่งขึ้นเท่าที่เราคาดหวัง ทำไมมันไม่ได้ผลแบบที่เราคาดหวัง ทำไมผลกระทบของตัวเรากับสังคมรอบข้างมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราคิดว่าเราก็เรียนเยอะมากๆแล้วนะ ต้องบอกว่าผมติดอยู่ใน Loop นี้อยู่นานเกือบสิบปีได้ครับ ตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 28 เลย
ผมมา Realize เรื่องนี้ได้ตอนอายุ 28 ครับตอนที่ผมเริ่มเขียน Blog เพื่อแบ่งปันความรู้ มุมมองซึ่งช่วงนั้นก็ต้องบอกว่าผมกำลังเรียนต่อโทใบที่สองของผมเกี่ยวกับ AI ที่ Scotland ครับ ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้คิดอะไรหรอกเอาตรงๆช่วงนั้นว่าง แล้วเราก็อ่านหนังสือเยอะเลยอยากจะให้ที่ Note ความคิด ไอเดียที่เราเจอ เป็นการทำ Self-Reflection ไปในตัวด้วย ก็เลยเขียน Blog ใน Medium และ Facebook อาทิตย์ละ Blog ครับหลังจากเริ่มเขียน Blog ไปได้สักพักชีวิตเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
1. ความคิดที่ได้รับนั้นตกตระกอนมากยิ่งขึ้นและเราจำ มันได้อย่างแม่นยำและหนักแน่นมากยิ่งขึ้น
2.คนรอบข้างเริ่มมี Feedback ในทางทีดีกลับมาทั้งทางตรงเช่นการ Comment โต้ตอบกันใน Blog นั้นและทางอ้อมก็คือเขาได้รับผลจากการที่เราแบ่งปันและภายหลังก็มาบอกว่ามันดีกับชีวิตเขานะ
สิ่งที่มันเกิดขึ้นนี้มัน Shape ไอเดียผมไปพอสมควรเลยและผมก็เริ่มตระหนักว่าโอเค การพัฒนาตัวเองนั้นถ้าจะให้ดีทั้งต่อชีวิตเราและคนอื่นเราต้องมีการ Balance ระหว่าง Input และ Output ให้ดี สมัยก่อนผมเรียนรู้ 99% แล้วเก็บเอาความรู้ที่มีไว้กับตัวเองและแบ่งปันแต่ 1% ในสมัยนี้ผมเรียนรู้ 70% แล้วเอาความรู้ที่ได้มาแบ่งปัน 30% . การทำแบบนี้ผมพบว่ามันทำให้ชีวิตผมลุ่มรวยมากยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องของการพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้นแถมยังไม่พอยังทำให้สังคมรอบข้างเราดีขึ้นได้ สมันก่อนผมคิดถึงการแข่งขันอยู่เสมอ คิดว่าถ้าเขาได้ที่ตรงนั้นไปเท่ากับเราเสียไป แต่ตอนนี้ผมคิดว่าโลกนั้นมันกว้างใหญ่เกินกว่าจะยัดตัวเราเองลงไปหมดอยูแล้วโอกาสมันมีสำหรับทุกคนดังนั้น อย่าแข่งขันแต่จงแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไปด้วยกันไปได้ไกลครับ
เราสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องนี้ได้กับชีวิตในหลายๆแง่มุมเลยนะครับ คนอยากจะเป็น Programmer ที่เก่งนอกจากคุณจะเรียนเขียนโปรแกรมแล้วคุณจะต้องสร้างโปรแกรมครับ คุณอยากจะคนเรียนเก่งนอกจากอ่านหนังสือแล้วคุณต้องสอนหนังสือครับ ถ้าคุณอยากเป็น Management ที่เก่งนอกจากคุณจะศึกษาศาสตร์การบริหารแล้วคุณจะต้องทดลองเอาไปปรับใช้กับที่ทำงานคุณครับ
แนวคิดมัน Simple นะแต่ผมพบว่าหลายๆคนนั้นรู้อยู่แล้วจากการศึกษาว่าโอเคชีวิตที่เราคาดหวังมันจะดีขึ้นได้โดยการทำสิ่งนี้ๆซึ่งก็คือ Input แต่ปัญหาคือคุณก็ไม่ต้อง Turn Input ให้เป็น Output สักทีหรือไม่ยอมลงมือทำมันสักที อันนี้ผมมองว่าเป็นปัญหา Classic เลย อย่างน้อยก็สำหรับตัวผมนะครับ
ผมขอยกตัวอย่างของผมนะครับในปัจจุบัน
1. นอกจากผมอ่านหนังสือหาความรู้แล้ว ผมยังแปลง Input หรือสิ่งที่ผมเรียนรู้ให้มันมีทางออกคือการกระทำของผมซึ่งก็คือ การเขียน Blog ทำ Podcast
2. ในมหาลัยผมอ่านหนังสือเรียนจบแล้วผมก็นัดเพื่อนๆพี่ๆ Weekly Meeting เพื่อทบทวนความเนื้อหาที่เรียนและพูดคุยถึงปันหาที่เจอ
3.ในเรื่องการออกกำลังกายผมศึกษาวิธีออกกำลังกายรูปแบบต่างๆและก็เอามาทดลองปรับใช้กับชีวิตตัวเอง
จะเห็นได้ว่าแทบทุกๆ Input ของผม ผมจะหา Output ให้กับมันเสมอครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นอันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับไม่มีผิดไม่มีถูก ผมแค่มานำเสนอวิธีการที่ผมทำแล้วพบว่ามันมีประโยชน์และทำให้ชีวิตผมพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นในขณะเดียวกันก็เราก็สามารถจะสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ด้วยในเวลาเดียวกันครับ
คราวนี้เพื่อนๆก็ต้องถามตัวเองแล้วว่าทุกๆวันนี้ Input ของคุณคืออะไร แล้วคุณจะ Turn Input เหล่านั้นให้กลายเป็น Output ได้อย่างไรครับ ขอขอบคุณทุกๆคนมากที่ติดตามครับ พบกันในตอนถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับขอบคุณครับ
พีซ
By Nattapat SiripinNative Thinker EP.43
ชีวิตดีขึ้นได้ด้วยการสร้างสมดุลระหว่าง Input และ Output
ต้องบอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่เจอและตกตะกอนมากันตัวเองล้วนๆเลยอยากจะเอามาบอกเล่าให้เพื่อนๆฟังว่าการ Balance Input กับ Output จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไร ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าชีวิตผมก็ไม่ได้ดีเยี่ยมอะไรขนาดนั้นที่จะเอามาเป็นตัวอย่างนะครับแต่ผมแค่อยากจะเอามาแชร์ว่าพอผมทำแบบนี้แล้วมันทำให้ชีวิตผมดีกว่าแต่ก่อนอย่างไรเท่านั้น ถ้าใครเห็นด้วยก็สามารถทดลองเอาไปใช้กับตัวเองได้ครับ
ต้องเล่าย้อนไปก่อนว่าสมัยก่อนผมเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้อยู่แล้วแต่ไหนแต่ไร ปัญหาที่เจอคือทำไมเราเรียนเยอะมากๆ แล้วเราไม่เก่งขึ้นเท่าที่เราคาดหวัง ทำไมมันไม่ได้ผลแบบที่เราคาดหวัง ทำไมผลกระทบของตัวเรากับสังคมรอบข้างมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราคิดว่าเราก็เรียนเยอะมากๆแล้วนะ ต้องบอกว่าผมติดอยู่ใน Loop นี้อยู่นานเกือบสิบปีได้ครับ ตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 28 เลย
ผมมา Realize เรื่องนี้ได้ตอนอายุ 28 ครับตอนที่ผมเริ่มเขียน Blog เพื่อแบ่งปันความรู้ มุมมองซึ่งช่วงนั้นก็ต้องบอกว่าผมกำลังเรียนต่อโทใบที่สองของผมเกี่ยวกับ AI ที่ Scotland ครับ ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้คิดอะไรหรอกเอาตรงๆช่วงนั้นว่าง แล้วเราก็อ่านหนังสือเยอะเลยอยากจะให้ที่ Note ความคิด ไอเดียที่เราเจอ เป็นการทำ Self-Reflection ไปในตัวด้วย ก็เลยเขียน Blog ใน Medium และ Facebook อาทิตย์ละ Blog ครับหลังจากเริ่มเขียน Blog ไปได้สักพักชีวิตเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
1. ความคิดที่ได้รับนั้นตกตระกอนมากยิ่งขึ้นและเราจำ มันได้อย่างแม่นยำและหนักแน่นมากยิ่งขึ้น
2.คนรอบข้างเริ่มมี Feedback ในทางทีดีกลับมาทั้งทางตรงเช่นการ Comment โต้ตอบกันใน Blog นั้นและทางอ้อมก็คือเขาได้รับผลจากการที่เราแบ่งปันและภายหลังก็มาบอกว่ามันดีกับชีวิตเขานะ
สิ่งที่มันเกิดขึ้นนี้มัน Shape ไอเดียผมไปพอสมควรเลยและผมก็เริ่มตระหนักว่าโอเค การพัฒนาตัวเองนั้นถ้าจะให้ดีทั้งต่อชีวิตเราและคนอื่นเราต้องมีการ Balance ระหว่าง Input และ Output ให้ดี สมัยก่อนผมเรียนรู้ 99% แล้วเก็บเอาความรู้ที่มีไว้กับตัวเองและแบ่งปันแต่ 1% ในสมัยนี้ผมเรียนรู้ 70% แล้วเอาความรู้ที่ได้มาแบ่งปัน 30% . การทำแบบนี้ผมพบว่ามันทำให้ชีวิตผมลุ่มรวยมากยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องของการพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้นแถมยังไม่พอยังทำให้สังคมรอบข้างเราดีขึ้นได้ สมันก่อนผมคิดถึงการแข่งขันอยู่เสมอ คิดว่าถ้าเขาได้ที่ตรงนั้นไปเท่ากับเราเสียไป แต่ตอนนี้ผมคิดว่าโลกนั้นมันกว้างใหญ่เกินกว่าจะยัดตัวเราเองลงไปหมดอยูแล้วโอกาสมันมีสำหรับทุกคนดังนั้น อย่าแข่งขันแต่จงแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไปด้วยกันไปได้ไกลครับ
เราสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องนี้ได้กับชีวิตในหลายๆแง่มุมเลยนะครับ คนอยากจะเป็น Programmer ที่เก่งนอกจากคุณจะเรียนเขียนโปรแกรมแล้วคุณจะต้องสร้างโปรแกรมครับ คุณอยากจะคนเรียนเก่งนอกจากอ่านหนังสือแล้วคุณต้องสอนหนังสือครับ ถ้าคุณอยากเป็น Management ที่เก่งนอกจากคุณจะศึกษาศาสตร์การบริหารแล้วคุณจะต้องทดลองเอาไปปรับใช้กับที่ทำงานคุณครับ
แนวคิดมัน Simple นะแต่ผมพบว่าหลายๆคนนั้นรู้อยู่แล้วจากการศึกษาว่าโอเคชีวิตที่เราคาดหวังมันจะดีขึ้นได้โดยการทำสิ่งนี้ๆซึ่งก็คือ Input แต่ปัญหาคือคุณก็ไม่ต้อง Turn Input ให้เป็น Output สักทีหรือไม่ยอมลงมือทำมันสักที อันนี้ผมมองว่าเป็นปัญหา Classic เลย อย่างน้อยก็สำหรับตัวผมนะครับ
ผมขอยกตัวอย่างของผมนะครับในปัจจุบัน
1. นอกจากผมอ่านหนังสือหาความรู้แล้ว ผมยังแปลง Input หรือสิ่งที่ผมเรียนรู้ให้มันมีทางออกคือการกระทำของผมซึ่งก็คือ การเขียน Blog ทำ Podcast
2. ในมหาลัยผมอ่านหนังสือเรียนจบแล้วผมก็นัดเพื่อนๆพี่ๆ Weekly Meeting เพื่อทบทวนความเนื้อหาที่เรียนและพูดคุยถึงปันหาที่เจอ
3.ในเรื่องการออกกำลังกายผมศึกษาวิธีออกกำลังกายรูปแบบต่างๆและก็เอามาทดลองปรับใช้กับชีวิตตัวเอง
จะเห็นได้ว่าแทบทุกๆ Input ของผม ผมจะหา Output ให้กับมันเสมอครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นอันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับไม่มีผิดไม่มีถูก ผมแค่มานำเสนอวิธีการที่ผมทำแล้วพบว่ามันมีประโยชน์และทำให้ชีวิตผมพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นในขณะเดียวกันก็เราก็สามารถจะสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ด้วยในเวลาเดียวกันครับ
คราวนี้เพื่อนๆก็ต้องถามตัวเองแล้วว่าทุกๆวันนี้ Input ของคุณคืออะไร แล้วคุณจะ Turn Input เหล่านั้นให้กลายเป็น Output ได้อย่างไรครับ ขอขอบคุณทุกๆคนมากที่ติดตามครับ พบกันในตอนถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับขอบคุณครับ
พีซ

0 Listeners