
Sign up to save your podcasts
Or


“ขอเชิญร่วมตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจากการรับฟัง Podcast ของ Rti ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ!บนเว็บไซต์:https://2023appsurvey.rti.org.tw/th ”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ว่าจะเป็นการทำ IF หรือ Intermittent Fasting ซึ่งเป็นการควบคุมแคลอรีโดยจำกัดเวลาในการรับประทานอาหาร อาจจะจำกัดเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง และอดอาหาร 16 ชั่วโมง หรือจะเป็นการจำกัดโดยทานเพียงวันละหนึ่งมื้อ กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ชาวไต้หวัน ขณะที่อายุรแพทย์หัวใจไต้หวันกลับออกมาเตือนว่า การปล่อยให้ท้องว่างเป็นระยะเวลานานจะเป็นการกระตุ้นให้ร่ายกายเร่งการเผาผลาญไขมันมากขึ้น แม้ว่าการอดอาหารจะช่วยให้น้ำหนักลงได้อย่างรวดเร็ว แต่หลายงานวิจัยจากต่างประเทศบ่งชี้ว่า การไม่รับประทานอาหารเช้าติดต่อกันหลายวันไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อ "หัวใจ" แต่ยังจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย
คุณหมอกัวจื้อตง (郭志東) อายุรแพทย์หัวใจประจำศูนย์หัวใจและหลอดเลือดของโรงพยาบาล Cathay General Hospital เปิดเผยว่า มีหลายงานวิจัยที่ระบุว่า คนที่อดอาหารเช้ามีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนปกติ คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า อาหารเช้ามีผลต่อนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย การรับประทานอาหารเช้าจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเรารู้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มกระบวนการเผาผลาญ เพื่อให้ร่างกายได้นำพลังงานเหล่านั้นไปใช้ในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ในทางกลับกัน หากร่างกายไม่ได้รับประทานอาหารเช้าเข้าไป ก็จะส่งผลให้การตอบสนองทางสรีรวิทยาเกิดความแปรปรวน เกิดภาวะดื้ออินซูลินซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่จะไปสู่การเป็นโรคเบาหวาน เป็นสาเหตุการเกิดโรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และอาจนำไปสู่สาเหตุของโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย ดังนั้นคุณหมอกัวจื้อตงจึงไม่เห็นด้วยกับวิธีการอดอาหารเช้าเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ผมได้ไปอ่านเจอหลายหลากบทความในเว็บไซต์ต่างๆที่ได้พูดถึงประโยชน์ของการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF 16/8 คุณหมอกัวก็แนะนำว่า หากลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้จริง นอกจากจะต้องแบ่งเวลาในการอดหรือรับประทานอาหารแล้ว ยังต้องกำหนดเวลาให้ชัดเจนด้วย อย่างเช่น ให้เริ่มรับประทานอาหารเช้าตอน 8 โมงเช้า จากนั้นรับประทานอาหารเที่ยงเวลา 12.00 น. และอาหารเย็นเวลา 16.00 น. เช่นนี้ก็จะทำให้เราไม่ต้องอดอาหารเช้า นาฬิกาชีวิตเราก็จะไม่แปรปรวน แถมยังมีน้ำหนักที่ลดลงตามที่ต้องการด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะมีงานวิจัยหรือมีผู้ประสบผลสำเร็จในการลดน้ำหนักโดยการทำ IF มากมาย ก็ไม่ได้หมายความว่า IF จะเป็นวิธีที่เหมาะกับทุกคน เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนที่มีการตอบสนองไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราควรศึกษาข้อมูลและตรวจสอบสภาพร่างกายของเราก่อน ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพเรามากที่สุด
By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, ปุณรัศมิ์ ชาญชัยเมธฯ, แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, มนภรณ์ ไชยวุฒิ, Rti“ขอเชิญร่วมตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจากการรับฟัง Podcast ของ Rti ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ!บนเว็บไซต์:https://2023appsurvey.rti.org.tw/th ”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ว่าจะเป็นการทำ IF หรือ Intermittent Fasting ซึ่งเป็นการควบคุมแคลอรีโดยจำกัดเวลาในการรับประทานอาหาร อาจจะจำกัดเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง และอดอาหาร 16 ชั่วโมง หรือจะเป็นการจำกัดโดยทานเพียงวันละหนึ่งมื้อ กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ชาวไต้หวัน ขณะที่อายุรแพทย์หัวใจไต้หวันกลับออกมาเตือนว่า การปล่อยให้ท้องว่างเป็นระยะเวลานานจะเป็นการกระตุ้นให้ร่ายกายเร่งการเผาผลาญไขมันมากขึ้น แม้ว่าการอดอาหารจะช่วยให้น้ำหนักลงได้อย่างรวดเร็ว แต่หลายงานวิจัยจากต่างประเทศบ่งชี้ว่า การไม่รับประทานอาหารเช้าติดต่อกันหลายวันไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อ "หัวใจ" แต่ยังจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย
คุณหมอกัวจื้อตง (郭志東) อายุรแพทย์หัวใจประจำศูนย์หัวใจและหลอดเลือดของโรงพยาบาล Cathay General Hospital เปิดเผยว่า มีหลายงานวิจัยที่ระบุว่า คนที่อดอาหารเช้ามีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนปกติ คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า อาหารเช้ามีผลต่อนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย การรับประทานอาหารเช้าจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเรารู้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มกระบวนการเผาผลาญ เพื่อให้ร่างกายได้นำพลังงานเหล่านั้นไปใช้ในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ในทางกลับกัน หากร่างกายไม่ได้รับประทานอาหารเช้าเข้าไป ก็จะส่งผลให้การตอบสนองทางสรีรวิทยาเกิดความแปรปรวน เกิดภาวะดื้ออินซูลินซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่จะไปสู่การเป็นโรคเบาหวาน เป็นสาเหตุการเกิดโรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และอาจนำไปสู่สาเหตุของโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย ดังนั้นคุณหมอกัวจื้อตงจึงไม่เห็นด้วยกับวิธีการอดอาหารเช้าเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ผมได้ไปอ่านเจอหลายหลากบทความในเว็บไซต์ต่างๆที่ได้พูดถึงประโยชน์ของการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF 16/8 คุณหมอกัวก็แนะนำว่า หากลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้จริง นอกจากจะต้องแบ่งเวลาในการอดหรือรับประทานอาหารแล้ว ยังต้องกำหนดเวลาให้ชัดเจนด้วย อย่างเช่น ให้เริ่มรับประทานอาหารเช้าตอน 8 โมงเช้า จากนั้นรับประทานอาหารเที่ยงเวลา 12.00 น. และอาหารเย็นเวลา 16.00 น. เช่นนี้ก็จะทำให้เราไม่ต้องอดอาหารเช้า นาฬิกาชีวิตเราก็จะไม่แปรปรวน แถมยังมีน้ำหนักที่ลดลงตามที่ต้องการด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะมีงานวิจัยหรือมีผู้ประสบผลสำเร็จในการลดน้ำหนักโดยการทำ IF มากมาย ก็ไม่ได้หมายความว่า IF จะเป็นวิธีที่เหมาะกับทุกคน เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนที่มีการตอบสนองไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราควรศึกษาข้อมูลและตรวจสอบสภาพร่างกายของเราก่อน ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพเรามากที่สุด