
Sign up to save your podcasts
Or


คุณหมอซืออี๋หนิง (施俞寧) แพทย์ประจำศูนย์หัวใจและทรวงอกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งอธิบายว่า อาการไอเป็นกลไกการตอบสนองอย่างหนึ่งของร่างกายที่มีต่อสิ่งผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ เป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในทางเดินหายใจ
โดยกลไกที่ทำให้เกิดการไอนั้น เกิดขึ้นโดยการที่มีสิ่งกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอหรือมีสารอย่างใดอย่างหนึ่งไปทำให้อวัยวะในบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนและล่างเกิดการระคายเคือง ซึ่งอวัยวะเหล่านั้นก็ได้แก่ ช่องหู เยื่อบุแก้วหู, จมูก, โพรงอากาศข้างจมูกหรือที่เรียกว่าไซนัส, โพรงหลังจมูก, คอหอย, กล่องเสียง, หลอดลม, ปอด, กระบังลม และเยื่อหุ้มปอด นอกจากนี้ยังมีตัวรับสัญญาณการไอในบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจและกระเพาะอาหารด้วย หลังจากที่ตัวรับสัญญาณการไอเหล่านี้ถูกกระตุ้นแล้ว มันก็จะส่งสัญญาณไปยังเส้นประสาทสมอง แล้วสมองก็สั่งการลงมายังกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น กล้ามเนื้อกระบังลม, กล้ามเนื้อซี่โครง, กล้ามเนื้อท้อง กล่องเสียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดลม ทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอขึ้นมานั่นเองครับ
คุณหมอซืออี๋หนิงได้จำแนกสาเหตุของการไอไว้ตามปัจจัยด้านฤดูกาล โรคที่อาจเกิดขึ้นต่ออวัยวะบางชนิด ตลอดจนสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆดังต่อไปนี้
1. การไอในฤดูหนาว เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากอาการหนาว ไข้หวัด หรือการติดเชื้อไมโครพลาสมา (Mycoplasma) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของโรคในระบบทางเดินหายใจ ระยะนี้ไต้หวันก็กำลังอยู่ในช่วงไข้หวัดระบาด จีนก็กำลังมีเชื้อไมโคพลาสมาระบาดอยู่ด้วย ซึ่งไวรัสและแบคทีเรียเหล่านี้สามารถไปกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอได้ นอกจากเชื้อโรคเหล่านี้จะทำให้เรามีอาการไอแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดอาการต่างๆตามมาเช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นต้น สำหรับปัจจัยทางด้านอากาศ เมื่อมีอากาศเย็นไหลผ่านระบบทางเดินหายใจ แน่นอนก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้เช่นกัน
2. การไอในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้ ซึ่งโรคภูมิแพ้ (Allergy) คือโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายมีความผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้น ทำให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่มักพบในอากาศก็อย่างเช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ขนสัตว์ เป็นต้น สำหรับโรคหอบหืดนั้นเกิดจากการอักเสบของหลอดลมเรื้อรัง ร่วมกับการที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้รวมทั้งสารก่อมลพิษในอากาศ ควันบุหรี่ ไอระเหยน้ำมัน สารเคมี ก๊าซพิษต่าง ๆ เป็นต้น โรคหอบหืดก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้เช่นกัน โดยจะมีอาการไอต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์
3.การเป็นโรคเรื้อรังบางชนิด นอกจากโรคที่เกี่ยวกับปอดแล้ว โรคเกี่ยวกับหัวใจและกระเพาะอาหารยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้อีกด้วย
ปอด : เช่นวัณโรค หลอดลมอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง (Bronchiectasis) ฝีในปอด และมะเร็งในปอด เป็นต้น
กรดไหลย้อน: อาการไอเรื้อรังจากภาวะกรดไหลย้อนเกิดได้หลายสาเหตุ สาเหตุแรกอาจเกิดขึ้นจากกรดไหลย้อนลงไปในหลอดลม ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรืออาจเกิดจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไประคายเคืองเส้นประสาทบริเวณหลอดอาหารส่วนปลายแล้วกระตุ้นให้เกิดอาการไอขึ้น หากเป็นอาการไอหลังรับประทานอาหาร จะเกิดจากความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น จนกรดไหลลงไปในหลอดลม ส่วนภาวะไอในขณะนอนหลับ จนสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกมีสาเหตุมาจากกรดในกระเพาะอาหารที่เพิ่มมากขึ้นและไปรบกวนระบบทางเดินหายใจ ทำให้หลอดลมหดตัวหรือเกิดการอักเสบ
ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด: โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ อาจส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้ โดยส่วนใหญ่จะมีอาการไอและหอบเมื่อผู้ป่วยนอนราบ ในกรณีนี้เมื่อลุกขึ้นนั่ง อาการก็จะดีขึ้น
ผลข้างเคียงจากยา: ยาบางชนิดเช่นยากลุ่ม ACE Inhibitor ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษา ป้องกัน และบรรเทาภาวะความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหัวใจวาย โรคเบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรังบางชนิด ยากลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้
4. พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเช่นการชอบรับประทานอาหารรสจัดหรือพฤติกรรมชอบสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารเผ็ดและหวาน อาจมีส่วนทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ ทำให้เรามีอาการไอได้ ดังนั้นหากมีพฤติกรรมรับประทานอาหารเผ็ดและหวานเป็นประจำทุกวัน ก็อาจมีโอกาสทำให้ไอติดต่อกันเป็นเวลานานได้ สำหรับการสูบบุหรี่ สารพิษในบุหรี่นั้นสามารถเข้าไปทำลายเซลล์ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบจนกระตุ้นให้เกิดอาการไอเรื้อรัง โดยคนที่สูบบุหรี่มักพบอาการไอแห้ง แต่บางครั้งก็อาจพบอาการไอมีเสมหะได้เช่นกัน การสูบบุหรี่ในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจที่ร้ายแรงหลายโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งลำคอ โรคมะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งในช่องปากได้
5. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม: การที่เราสูดเอามลพิษทางอากาศเข้าไปหรือแม้แต่ฝุ่นละออง สารเคมี ตลอดจนก๊าซที่เป็นอันตราย อาจสร้างความระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้เช่นกัน
By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, ปุณรัศมิ์ ชาญชัยเมธฯ, แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, มนภรณ์ ไชยวุฒิ, Rtiคุณหมอซืออี๋หนิง (施俞寧) แพทย์ประจำศูนย์หัวใจและทรวงอกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งอธิบายว่า อาการไอเป็นกลไกการตอบสนองอย่างหนึ่งของร่างกายที่มีต่อสิ่งผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ เป็นกลไกป้องกันที่สำคัญของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรค เสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในทางเดินหายใจ
โดยกลไกที่ทำให้เกิดการไอนั้น เกิดขึ้นโดยการที่มีสิ่งกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอหรือมีสารอย่างใดอย่างหนึ่งไปทำให้อวัยวะในบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนและล่างเกิดการระคายเคือง ซึ่งอวัยวะเหล่านั้นก็ได้แก่ ช่องหู เยื่อบุแก้วหู, จมูก, โพรงอากาศข้างจมูกหรือที่เรียกว่าไซนัส, โพรงหลังจมูก, คอหอย, กล่องเสียง, หลอดลม, ปอด, กระบังลม และเยื่อหุ้มปอด นอกจากนี้ยังมีตัวรับสัญญาณการไอในบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจและกระเพาะอาหารด้วย หลังจากที่ตัวรับสัญญาณการไอเหล่านี้ถูกกระตุ้นแล้ว มันก็จะส่งสัญญาณไปยังเส้นประสาทสมอง แล้วสมองก็สั่งการลงมายังกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น กล้ามเนื้อกระบังลม, กล้ามเนื้อซี่โครง, กล้ามเนื้อท้อง กล่องเสียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดลม ทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอขึ้นมานั่นเองครับ
คุณหมอซืออี๋หนิงได้จำแนกสาเหตุของการไอไว้ตามปัจจัยด้านฤดูกาล โรคที่อาจเกิดขึ้นต่ออวัยวะบางชนิด ตลอดจนสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆดังต่อไปนี้
1. การไอในฤดูหนาว เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากอาการหนาว ไข้หวัด หรือการติดเชื้อไมโครพลาสมา (Mycoplasma) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของโรคในระบบทางเดินหายใจ ระยะนี้ไต้หวันก็กำลังอยู่ในช่วงไข้หวัดระบาด จีนก็กำลังมีเชื้อไมโคพลาสมาระบาดอยู่ด้วย ซึ่งไวรัสและแบคทีเรียเหล่านี้สามารถไปกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอได้ นอกจากเชื้อโรคเหล่านี้จะทำให้เรามีอาการไอแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดอาการต่างๆตามมาเช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นต้น สำหรับปัจจัยทางด้านอากาศ เมื่อมีอากาศเย็นไหลผ่านระบบทางเดินหายใจ แน่นอนก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้เช่นกัน
2. การไอในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้ ซึ่งโรคภูมิแพ้ (Allergy) คือโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายมีความผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้น ทำให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่มักพบในอากาศก็อย่างเช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ขนสัตว์ เป็นต้น สำหรับโรคหอบหืดนั้นเกิดจากการอักเสบของหลอดลมเรื้อรัง ร่วมกับการที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้รวมทั้งสารก่อมลพิษในอากาศ ควันบุหรี่ ไอระเหยน้ำมัน สารเคมี ก๊าซพิษต่าง ๆ เป็นต้น โรคหอบหืดก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้เช่นกัน โดยจะมีอาการไอต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์
3.การเป็นโรคเรื้อรังบางชนิด นอกจากโรคที่เกี่ยวกับปอดแล้ว โรคเกี่ยวกับหัวใจและกระเพาะอาหารยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้อีกด้วย
ปอด : เช่นวัณโรค หลอดลมอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง (Bronchiectasis) ฝีในปอด และมะเร็งในปอด เป็นต้น
กรดไหลย้อน: อาการไอเรื้อรังจากภาวะกรดไหลย้อนเกิดได้หลายสาเหตุ สาเหตุแรกอาจเกิดขึ้นจากกรดไหลย้อนลงไปในหลอดลม ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรืออาจเกิดจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไประคายเคืองเส้นประสาทบริเวณหลอดอาหารส่วนปลายแล้วกระตุ้นให้เกิดอาการไอขึ้น หากเป็นอาการไอหลังรับประทานอาหาร จะเกิดจากความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น จนกรดไหลลงไปในหลอดลม ส่วนภาวะไอในขณะนอนหลับ จนสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกมีสาเหตุมาจากกรดในกระเพาะอาหารที่เพิ่มมากขึ้นและไปรบกวนระบบทางเดินหายใจ ทำให้หลอดลมหดตัวหรือเกิดการอักเสบ
ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด: โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ อาจส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้ โดยส่วนใหญ่จะมีอาการไอและหอบเมื่อผู้ป่วยนอนราบ ในกรณีนี้เมื่อลุกขึ้นนั่ง อาการก็จะดีขึ้น
ผลข้างเคียงจากยา: ยาบางชนิดเช่นยากลุ่ม ACE Inhibitor ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษา ป้องกัน และบรรเทาภาวะความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหัวใจวาย โรคเบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรังบางชนิด ยากลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้
4. พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเช่นการชอบรับประทานอาหารรสจัดหรือพฤติกรรมชอบสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารเผ็ดและหวาน อาจมีส่วนทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ ทำให้เรามีอาการไอได้ ดังนั้นหากมีพฤติกรรมรับประทานอาหารเผ็ดและหวานเป็นประจำทุกวัน ก็อาจมีโอกาสทำให้ไอติดต่อกันเป็นเวลานานได้ สำหรับการสูบบุหรี่ สารพิษในบุหรี่นั้นสามารถเข้าไปทำลายเซลล์ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบจนกระตุ้นให้เกิดอาการไอเรื้อรัง โดยคนที่สูบบุหรี่มักพบอาการไอแห้ง แต่บางครั้งก็อาจพบอาการไอมีเสมหะได้เช่นกัน การสูบบุหรี่ในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจที่ร้ายแรงหลายโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งลำคอ โรคมะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งในช่องปากได้
5. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม: การที่เราสูดเอามลพิษทางอากาศเข้าไปหรือแม้แต่ฝุ่นละออง สารเคมี ตลอดจนก๊าซที่เป็นอันตราย อาจสร้างความระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้เช่นกัน