
Sign up to save your podcasts
Or


“ขอเชิญร่วมตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจากการรับฟัง Podcast ของ Rti ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ!บนเว็บไซต์:https://2023appsurvey.rti.org.tw/th”
หน้าหนาวกำลังจะมาถึงแล้ว วันนี้สารานุกรมสุขภาพมี 10 อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากนักโภชนาการไต้หวันมาฝากครับ
1.ถั่ว : ถั่วนั้นอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ซึ่งมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อต้านเชื้อโรคได้ดีขึ้น รวมทั้งสามารถลดภาวะการอักเสบในร่างกายเมื่อมีการติดเชื้อ ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการ "อักเสบเรื้อรัง" ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า-3 จะมีผลไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล (Neutrophil) ซึ่งมีหน้าที่เป็นด้านหน้าในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย หากร่างกายมีกรดไขมันโอเมก้า-3 จำนวนมากเพียงพอ จะช่วยให้การตอบสนองของเม็ดเลือดขาวในการต้านการอักเสบของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น โดยกรดไขมันโอเมก้า-3 จะช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันอินเตอร์เฟียรอน ที่มีหน้าที่ในการยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จึงทำให้เชื้อมีการแบ่งตัวลดลง ทำให้ลดความรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสได้ นอกจากนี้ถั่วต่างๆยังเต็มไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่สามารถช่วยลดไขมันในเลือดและลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
2. ธัญพืชไม่ขัดสี : คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย หากในแต่ละมื้อเราเปลี่ยนจากข้าวสวยมารับประทานเป็นข้าวกล้องที่อุดมไปด้วยวิตามินบีรวม แร่ธาตุ และใยอาหาร ก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงยิ่งขึ้น โดยข้าวกล้องนั้นจะประกอบด้วยวิตามิน B2, B5, B6 และ กรดโฟลิก ซึ่งมีส่วนช่วยให้เยื่อหุ้มเซลล์แข็งแรงและช่วยสร้างแอนติบอดี ให้ร่ายกายมีเกราะคุ้มกันต่อเชื้อโรคต่างๆได้
3. นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต : สุขภาพระบบทางเดินอาหารมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม เซลล์ภูมิคุ้มกันร่างกายส่วนใหญ่ของมนุษย์ มักอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งครองสัดส่วนประมาณ 70% ดังนั้นระบบทางเดินอาหารที่แข็งแรงจะสามารถช่วยป้องกันเราจากอาการอักเสบและเชื้อโรคต่างๆได้ การเติมแบคทีเรียชนิดดีด้วยการรับประทานโยเกิร์ตจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีเสริมภูมิคุ้มกันที่นักโภชนาการต่างแนะนำ นอกจากโยเกิร์ตจะส่งผลดีต่อระบบทางเดินอาหารแล้ว โยเกิร์ตยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีและน้ำตาลแลคโตสที่ร่างกายดูดซึมได้ง่ายด้วย
4. เห็ด : เบต้ากลูแคนเป็นสารเชิงซ้อนในกลุ่มโพลีแซคาไรด์ ที่พบมากในเห็ดและยีสต์ มีฤทธิ์ในการกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจ (Macrophage) เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำหน้าทีกลืนกินและย่อยสลายเซลล์แปลกปลอม นอกจากเห็ดจะมีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังเป็นอาหารสำหรับการชะลอวัยอีกด้วย
5. ผลไม้ตระกูลซิตรัส : เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าผลไม้ตระกูลซิตรัสเป็นแหล่งของวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่ายกาย ทั้งยังสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย นอกจากนี้ ผลไม้ตระกูลซิตรัสยังอุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ที่มรฤทธิ์ในการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด และสามารถป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้
6. บรอกโคลี : ในบรอกโคลีนั้นนะครับ จะมีสารตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า ซัลโฟราเฟน ซึ่งสารตัวนี้สามารถช่วยตับของเราขับสารพิษ ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง สารซัลโฟราเฟนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนี้คุณผู้ฟังอาจจะไม่ทราบว่า ในบรอกโคลียังมีวิตามินซีสูงกว่ามะนาว มีการศึกษาพบว่าว่าบร็อคโคลี 1 ถ้วย สามารถให้วิตามินซีได้มากถึง 2 เท่าเลยทีเดียว
7. ไข่ : กระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายล้วนต้องการโปรตีนในการขับเคลื่อนรวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกันด้วย ดังนั้น การรับประทานไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรา และไม่เพียงเท่านั้น ไข่ยังประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ซีลีเนียม สังกะสี และธาตุเหล็ก ซึ่งต่างมีประโยชน์ต่อร่างกาย
8. ปลาแมคเคอเรล : ปลาแมคเคอเรลนั้นอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 คล้ายๆกับถั่วที่เราได้พูดไปแล้วในอันดับแรก ซึ่งโอเมก้า 3 นี้จะช่วยลดการอักเสบในร่างกายและรักษาสมดุลของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยมอีกด้วย
9. กระเทียม : กระเทียมเป็นหนึ่งเครื่องเทศที่ชาวไต้หวันนิยมนำมาใช้ปรุงอาหาร และกระเทียมนี้ ถือเป็นเครื่องเทศที่มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน โดยสารอัลลิซิน และซัลไฟด์ ในกระเทียมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย
10. หัวหอม : หัวหอมอุดมไปด้วยวิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส นอกจากนี้ยังในหัวหอมยังมีสารเคอร์ซิตินซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน ช่วยขยายหลอดลม สารฟลาโวนอลในหัวหอมนั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ช่วยลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจ ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง และลดไขมันในเลือด
By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, ปุณรัศมิ์ ชาญชัยเมธฯ, แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, มนภรณ์ ไชยวุฒิ, Rti“ขอเชิญร่วมตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจากการรับฟัง Podcast ของ Rti ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ!บนเว็บไซต์:https://2023appsurvey.rti.org.tw/th”
หน้าหนาวกำลังจะมาถึงแล้ว วันนี้สารานุกรมสุขภาพมี 10 อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากนักโภชนาการไต้หวันมาฝากครับ
1.ถั่ว : ถั่วนั้นอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ซึ่งมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อต้านเชื้อโรคได้ดีขึ้น รวมทั้งสามารถลดภาวะการอักเสบในร่างกายเมื่อมีการติดเชื้อ ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการ "อักเสบเรื้อรัง" ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า-3 จะมีผลไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล (Neutrophil) ซึ่งมีหน้าที่เป็นด้านหน้าในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย หากร่างกายมีกรดไขมันโอเมก้า-3 จำนวนมากเพียงพอ จะช่วยให้การตอบสนองของเม็ดเลือดขาวในการต้านการอักเสบของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น โดยกรดไขมันโอเมก้า-3 จะช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันอินเตอร์เฟียรอน ที่มีหน้าที่ในการยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จึงทำให้เชื้อมีการแบ่งตัวลดลง ทำให้ลดความรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสได้ นอกจากนี้ถั่วต่างๆยังเต็มไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่สามารถช่วยลดไขมันในเลือดและลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
2. ธัญพืชไม่ขัดสี : คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย หากในแต่ละมื้อเราเปลี่ยนจากข้าวสวยมารับประทานเป็นข้าวกล้องที่อุดมไปด้วยวิตามินบีรวม แร่ธาตุ และใยอาหาร ก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงยิ่งขึ้น โดยข้าวกล้องนั้นจะประกอบด้วยวิตามิน B2, B5, B6 และ กรดโฟลิก ซึ่งมีส่วนช่วยให้เยื่อหุ้มเซลล์แข็งแรงและช่วยสร้างแอนติบอดี ให้ร่ายกายมีเกราะคุ้มกันต่อเชื้อโรคต่างๆได้
3. นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต : สุขภาพระบบทางเดินอาหารมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม เซลล์ภูมิคุ้มกันร่างกายส่วนใหญ่ของมนุษย์ มักอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งครองสัดส่วนประมาณ 70% ดังนั้นระบบทางเดินอาหารที่แข็งแรงจะสามารถช่วยป้องกันเราจากอาการอักเสบและเชื้อโรคต่างๆได้ การเติมแบคทีเรียชนิดดีด้วยการรับประทานโยเกิร์ตจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีเสริมภูมิคุ้มกันที่นักโภชนาการต่างแนะนำ นอกจากโยเกิร์ตจะส่งผลดีต่อระบบทางเดินอาหารแล้ว โยเกิร์ตยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีและน้ำตาลแลคโตสที่ร่างกายดูดซึมได้ง่ายด้วย
4. เห็ด : เบต้ากลูแคนเป็นสารเชิงซ้อนในกลุ่มโพลีแซคาไรด์ ที่พบมากในเห็ดและยีสต์ มีฤทธิ์ในการกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจ (Macrophage) เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำหน้าทีกลืนกินและย่อยสลายเซลล์แปลกปลอม นอกจากเห็ดจะมีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังเป็นอาหารสำหรับการชะลอวัยอีกด้วย
5. ผลไม้ตระกูลซิตรัส : เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าผลไม้ตระกูลซิตรัสเป็นแหล่งของวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่ายกาย ทั้งยังสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย นอกจากนี้ ผลไม้ตระกูลซิตรัสยังอุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ที่มรฤทธิ์ในการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด และสามารถป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้
6. บรอกโคลี : ในบรอกโคลีนั้นนะครับ จะมีสารตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า ซัลโฟราเฟน ซึ่งสารตัวนี้สามารถช่วยตับของเราขับสารพิษ ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง สารซัลโฟราเฟนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนี้คุณผู้ฟังอาจจะไม่ทราบว่า ในบรอกโคลียังมีวิตามินซีสูงกว่ามะนาว มีการศึกษาพบว่าว่าบร็อคโคลี 1 ถ้วย สามารถให้วิตามินซีได้มากถึง 2 เท่าเลยทีเดียว
7. ไข่ : กระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายล้วนต้องการโปรตีนในการขับเคลื่อนรวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกันด้วย ดังนั้น การรับประทานไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรา และไม่เพียงเท่านั้น ไข่ยังประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ซีลีเนียม สังกะสี และธาตุเหล็ก ซึ่งต่างมีประโยชน์ต่อร่างกาย
8. ปลาแมคเคอเรล : ปลาแมคเคอเรลนั้นอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 คล้ายๆกับถั่วที่เราได้พูดไปแล้วในอันดับแรก ซึ่งโอเมก้า 3 นี้จะช่วยลดการอักเสบในร่างกายและรักษาสมดุลของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยมอีกด้วย
9. กระเทียม : กระเทียมเป็นหนึ่งเครื่องเทศที่ชาวไต้หวันนิยมนำมาใช้ปรุงอาหาร และกระเทียมนี้ ถือเป็นเครื่องเทศที่มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน โดยสารอัลลิซิน และซัลไฟด์ ในกระเทียมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย
10. หัวหอม : หัวหอมอุดมไปด้วยวิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส นอกจากนี้ยังในหัวหอมยังมีสารเคอร์ซิตินซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน ช่วยขยายหลอดลม สารฟลาโวนอลในหัวหอมนั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ช่วยลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจ ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง และลดไขมันในเลือด