The mrhabitdiary's Podcast

The mrhabitdiary's Podcast

Download on the App Store

The mrhabitdiary's Podcast episodes

  • นอนน้อยทั้งอาทิตย์ กู้คืนได้ไหม

    เราควรได้รับการนอน 7-9 ชม. ต่อวัน เพราะการพยายามกู้คืนเวลานอนที่เสียไปนั้นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด

    .

    ในวันทำงานเรามักจะนอนน้อย พอเสาร์อาทิตย์เราเลยพยายามนอนเยอะๆเพื่อที่จะกู้คืนเวลานอนที่เสียไป

    .

    เราสามารถกู้คืนมาได้แค่ 25% เท่านั้น แปลว่าเรายังติดลบอยู่ 75% ตลอด ซึ่งถ้าไม่แก้ตั้งแต่ต้นเหตุ มันจะทบต้นไปเรื่อยๆ

    .

    คุณภาพการนอนของเราก็เสียไปนั้นคือช่วงการหลับลึกหรือ Deep Sleep ซึ่งมักจะอยู่ในช่วง Recovery Sleep ของเรา

    .

    เวลาตื่น-นอนของเราก็ผิดเพี้ยนไปเพราะ Melatonin ไม่หายไปในช่วงเช้า โดยเฉพาะวันจันทร์ ไม่น่าทำไมเราถึงเกลียดวันจันทร์กัน เพราะ Melatonin ยังอยู่ทำให้เราไม่อยากตื่น

    .

    นอนน้อยทำให้เรากินขนมเยอะขึ้น ไม่แปลกที่น้ำหนักก็ตามมา

    .

    Key Message: ไม่ได้แปลว่าถ้านอนน้อยแล้วพยายามกู้เวลานอนช่วงวันหยุดผิด แต่มันคือการที่เราควรรักษาสิทธิพื้นฐานในการนอนของเราไม่ว่าจะเป็นวันไหนก็ตาม

    .

    Source: The Matt Walker Podcast - Catchup Sleep

    9 min
  • ข้อคิดจากหนังเรื่อง CHANG CAN DUNK

    Source: CHANG CAN DUNK Disney+ Hotstar

     

    ดูหนังเรื่อง Change Can Dunk ผ่านช่องทาง Disney+ Hotstar https://www.hotstar.com/th/onboarding?ref=%2Fth

     

    #mrhabit #รีวิวหนัง #ข้อคิดดีๆ #พัฒนาตัวเอง #impostersyndrome #changcandunk #ดิสนีย์

    19 min
  • Mr.Habit Diary 2023 EP.24 วิธีเลิกนิสัยแย่ๆ
    วิธีเลิกนิสัยแย่ๆ
    .
    นิสัยแย่ๆของเราเกิดจากแรงกระตุ้นข้างใน มันเป็นความไม่สบายใจที่เราอยากจะหนีแต่หลายทีเราไม่ได้สังเกตุแรงกระตุ้นนั้น... เราไม่ได้ทำความเข้าใจมัน
    .
    **เทคนิคที่เราสามารถเริ่มทำได้เลย**
    .
    ทุกครั้งที่เราเริ่มรู้สึกความไม่สบายใจนั้นให้เราลองจดโน๊ตไว้ดู เรารู้สึกอย่างไร และหลังจากนั้นแทนที่เราจะไปทำพฤติกรรมแย่ๆที่เรามักจะทำ เราจะบอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวเราค่อยทำในอีก 10 นาทีข้างหน้า
    .
    **เทคนิค 10 นาที vs การห้ามตัวเองแบบเด็ดขาด**
    .
    การที่เราอนุญาติให้ตัวเองทำได้ แต่ทำได้ในอีก 10 นาทีแตกต่างจากการห้ามตัวเองแบบเด็ดขาดตรงที่เราไม่สร้างแรงกดดันให้ตัวเอง ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้ทำพฤติกรรมที่ไม่ดีอย่างเด็ดขาดมันจะสะสมแรงกดดันไปเรื่อยๆ จนถึงจุดนึงมันต้องคลาย ซึ่งสุดท้ายอาจไปจบที่พฤติกรรมแย่อันเดิมที่เราห้ามแต่แรก
    .
    แต่การที่เราบอกตัวเองว่าทำได้นะ แต่ค่อยทำในอีก 10 นาทีมันเป็นการฝึก Delayed Gratification ซึ่งบอกกับตัวเองว่าเราสามารถควบคุมความอยากของตัวเองได้นะ เราเลือกได้ แค่เลือกที่จะไม่ทำตอนนี้
    .
    **แบ่งเวลาไว้เพื่อเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง**
    .
    หลังจากจดโน๊ตไว้แล้ว ใช้เทคนิค 10 นาทีไปแล้ว เราก็กำหนดเลยครับว่าเราจะมาดูโน๊ตของเราอีกทีเมื่อไหร่ เมื่อทำแบบนั้นแล้วสมองเราจะไม่มัวแต่คิดเรื่องความรู้สึกนั้นตลอด ถ้าเปรียบเทียบกับการที่เราไม่จดไม่แบ่งเวลาไว้สมองเราจะมัวแต่คิดเรื่องนั้นเพราะมันมองว่ามันเป็นปัญหาที่ยังไม่ถูกแก้ครับ
    .
    แถมหลายทีปัญหาหลายๆเรื่องมันแก้ได้ด้วยตัวมันเองครับ ย้อนกลับมาดูอีกทีมันก็คลายแล้ว ส่วนปัญหาที่ยังเหลืออยู่เราก็สามารถใช้เวลากับมันได้อย่างเต็มที่ครับ
    .
    Source: Unbelievable Secret To Break ANY Habit In Just 10 Minutes! Nir Eyal https://www.youtube.com/watch?v=bz_G56XXu9s
    13 min
  • Mr.Habit Diary 2023 EP23 Mark Manson อยากบอกอะไรกับคนช่วงอายุ 20s

    Mark Manson อยากบอกอะไรกับคนช่วงอายุ 20s

    Mark Manson ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Subtle Art of Not Giving a F*ck เขาได้ทำวิดิโอที่เล่า 6 สิ่งที่เขาอยากบอกกับคนช่วงอายุ 20 พวกเราจะได้ไม่พลาดเหมือนเขา

    .

    1) The willingness to be disliked is a superpower

    .

    เราโตมากับการที่ต้องเป็นอย่างคนอื่นรึเปล่า สังคมบางที่ยังบอกเลยว่าคุณควรทำแบบคนอื่น คิดแบบคนอื่น อย่าทำตัวแตกต่างและทุกคนจะชอบคุณ แต่ลองมาคิดดูถ้าทำแบบนั้นเราก็เหมือนคนทั่วไปเลยนะสิ เราก็ไม่มีลักษณะโดดเด่น ไม่มีตัวตนที่ชัดเจน ถ้าผมเปรียบเสมือนเกมก็คงเป็นตัวละคร NPC ตัวนึงที่ไม่ได้มีส่วนสำคัญของเนื้อเรื่องหลักเลย คงถูกมองข้ามไปด้วยซ้ำ ซึ่งทุกอย่างมันเกิดจากการที่เราอยากให้ทุกคนชอบเรา แต่การที่เราจะรักษาตัวตนของเราไว้มันก็ต้องเจอกับคนที่ไม่ชอบเราบ้างเป็นเรื่องธรรมดา นี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องทำตัวขวางโลกทำตัวแตกต่างเพื่อที่จะแตกต่างนะครับ เราแค่ต้องเรียนรู้ที่จะคิดและทำในสิ่งที่ถูกในวันที่คนรอบตัวเราไม่ทำ ยอมรับคำติจากคนอื่นเพื่อพัฒนาตัวเองถึงแม้ว่ามันอาจรุนแรง กล้าที่จะถูกเกลียดเพราะเมื่อคุณสามารถรับคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่นได้ จะไม่มีใครหยุดคุณได้

    .

    2) You can't fundamentally change yourself or others

    .

    ไม่ใช่ทุกการเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องง่ายและเห็นได้ในพริบตา เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอื่นได้และไม่สามารถไปบังคับเขาได้ ยิ่งเราโตขึ้นเรายิ่งเรียนรู้ว่าสุดท้ายเราแค่ต้องรู้จักยอมรับในสิ่งที่เราเป็นและคนรอบข้างของเรา ผมฟังช่วงนี้แล้วตีความได้ว่า อย่าฝืน บางการเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถทำได้ แต่มันมีสิ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้เช่นกันหรือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนยาก พอนึกแล้วก็นึกถึงการที่เราควรเน้นไปที่การพัฒนาจุดแข็งของเรามากกว่าการมาเปลี่ยนจุดอ่อนของเรา อาจไม่ได้ Perfect สมบูรณ์แบบนะครับแต่คำว่า Perfect มันมีจริงหรอ? อย่างน้อยเราได้เข้าใกล้คำนั้นเรื่อยๆ ผมว่าก็เป็นความก้าวหน้านะ

    .

    3) If you're not embarrassing yourself regularly, you're not trying hard enough

    .

    ช่วงอายุนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต ถ้าเราพลาดถ้าไม่ได้พลาดไปอย่างน้อยเราก็กลับมาตั้งตัวใหม่ได้ด้วยแรงและเวลาที่เรามี ลองทำอะไรใหม่ๆ กล้าออกไปเสี่ยง ยอมรับว่าเรายังเรียนรู้อยู่จะให้เก่งเลยคงไม่ได้ อยากเสริมว่าเรายังไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตัวเองชอบอะไรก็ได้นะช่วงนี้เพราะฉะนั้นใช้ช่วงนี้แหละในการค้นหาตัวเอง อย่างมากก็เลิกซึ่งเราก็สามารถเปลี่ยนได้เสมอ อ่อนโยนกับตัวเองค่อยๆหาทางของตัวเองแต่สำคัญสุดคือต้องเริ่มออกไปเจออะไรใหม่ๆลองทำอะไรที่ Challenge ตัวเองบ้าง

    .

    4) Most relationships are supposed to end, and that's okay

    .

    ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่มักจะจบไปและนั้นเป็นเรื่องปกติ คุณไม่ต้องฝืนรักษาความสัมพันธ์เพราะเมื่อคุณฝืนความสัมพันธ์ที่จะจบอยู่แล้วมันอาจจะยิ่งจบไม่ดีเข้าไปใหญ่ พอโตขึ้นก็เริ่มมีหน้าที่ มีภาระ มีความรับผิดชอบที่อาจทำให้ความสัมพันธ์ดีๆนั้นจางหายไปบ้าง แต่อย่าให้ความสัมพันธ์มาหยุดคุณกับการที่คุณจะได้โฟกัสกับตัวเอง

    .

    5) Your dreams are overrated

    .

    ความฝันใหญ่ เป้าหมายในชีวิตเราอาจไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขนาดนั้นก็ได้ ถ้าเราไปได้ถึงฝันเราก็คงมีความสุขแต่ความสุขนั้นคงมีแค่ระยะนึง เพราะสุดท้ายชีวิตคุณก็ต้องไปต่อ คงมีฝันใหม่และเป้าหมายใหม่ตามเข้ามา แต่ถ้าคุณไปไม่ถึงฝันละแล้วชีวิตคุณจะล้มเหลวเลยรึเปล่า ฟังแล้วผมนึกถึงเรื่องการมีเป้าหมายเพื่อเป็นตัวกำหนดเส้นทางของเราแต่เราก็ต้องหาความสุขจากการได้เดินตามเส้นทางนั้นด้วยเช่นกันซึ่งพาไปสู่ข้อถัดไป

    .

    6) The only way to feel better about yourself is to do things worth feeling good about

    .

    การที่มีสิ่งของมาครอบครอง ได้รางวัลที่ยิ่งใหญ่ ได้ชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก สิ่งเรานี้ถ้าเราได้มาก็จะสร้างความสุขให้เราได้แต่คงสร้างได้แค่ชั่วขณะ ลองเลิกมองความสุขจากสิ่งที่มี (สิ่งของภายนอก) และเริ่มมองหาความสุขจากการได้ทำ ซึ่งคือความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่มีความหมายสำหรับเรา

    .

    Credit: 20 icons20 icons created by LAFS - Flaticon

    https://www.flaticon.com/free-icons/20

    .

    Source: The Life-Changing Advice I Wish I Knew in My 20s

    https://www.youtube.com/watch?v=pIX_FwIoFPo

    17 min
  • Mr.Habit Diary 2023 EP22 เฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลง

    วันนี้เป็นวันที่ผมว่ามันคือสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย เป็นวันที่เราได้ออกไปใช้เสียงและเสียงของพวกเราก็ได้ถูกส่งออกไป ซึ่งผมอยากชวนทุกคนมาใช้โอกาสนี้ Ride the wave of change นั้นคือการขี่คลื่นลูกนี้ไปด้วยกัน

    .

    จังหวะชีวิตกับการเปลี่ยนแปลง

    .

    ในหนังสือเรื่อง How to change เขากล่าวไว้ว่าคนเรามักจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในจังหวะชีวิตเช่นช่วงปีใหม่ ช่วงวันเกิด ช่วงได้งานใหม่ ช่วงย้ายที่อยู่ จังหวะชีวิตเหล่านี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลง ขอเน้นคำว่าเริ่มนะครับ แล้วเราจะเริ่มได้ยังไงละ?

    .

    ตั้งเป้าหมายตามตัวตนที่เราอยากเป็น

    .

    เริ่มจากการตั้งเป้าหมายกันครับ เราอยากเป็นคนแบบไหน แล้วคนแบบนี้เขาทำอะไรกันละ? เช่นอยากเริ่มเป็นคนที่อ่านหนังสือเป็นนิสัย แล้วคนที่อ่านหนังสือเป็นนิสัยเขาทำอะไรกันเป็นเรื่องปกติของเขาละครับ

    .

    หลังจากนั้นลองมาแบ่งเป้าหมายใหญ่เป็นเป้าหมายเล็กๆครับ ลองดึงตัวอย่างด้านบนมาต่อนะครับ คนที่เริ่มอ่านหนังสือเขาคงหยิบหนังสือมาอ่านบ่อยๆ เขาน่าจะมีหนังสือติดตัวอยู่เสมอ ถ้าเรามีหนังสืออยู่กับเราตลอดที่เหลือแค่เปิดหนังสือมาอ่านครับ

    .

    จุดสำคัญคือขอแค่ได้ทำ

    .

    ช่วงแรกไม่ต้องเน้นทำเยอะครับ เน้นทำทีละนิด ค่อยๆทำแต่ทำอย่างต่อเนื่องดีกว่า การอ่านหนังสือเริ่มจากอ่านวันละหน้าหรือตั้งเป้าว่าได้หยิบหนังสือมาเปิดอ่านวันละครั้งก็ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้เขาเรียก Starter Step นั้นคือก้าวแรกครับ เราเน้นไปที่การได้เริ่มก้าวเพราะเมื่อเรามีก้าวแรก ก้าวสอง ก้าวสามก็มา อันนี้ยังไม่ได้ก้าวไกลนะ เป็นก้าวเล็กๆแต่เมื่อมันสะสมมันจะไกลเองครับ

    .

    Credit: Mentoring icons created by Uniconlabs - Flaticon

    https://www.flaticon.com/free-icons/mentoring

    8 min
  • Mr.Habit Diary 2023 EP21 ความจริงอันเจ็บปวดของการสร้างนิสัย

    ถ้าคุณลองค้นหาว่าจะสร้างนิสัยต้องใช้เวลากี่วันคุณจะเจอหลายศาสตร์มากเช่น 21 วันบ้าง 30 วันบ้าง 60 วันบ้าง ซึ่งถ้าผมตอบจริงๆมันไม่มีวันที่เราสามารถสร้างนิสัยได้ถ้าเราหยุดทำ

    แปลว่าอะไร แปลว่าถ้าเราหยุดทำนิสัยนั้นเร็วแค่ไหนโอกาสที่นิสัยเก่าๆของเราจะเริ่มกลับมาและนิสัยใหม่ที่คุณพึ่งทำได้ _____ วันนั้นก็จะถูกกลืนไป

    การสร้างนิสัยนั้นขึ้นอยู่กับความต่อเนื่อง ถ้าเจอสถานการณ์นี้คุณจะทำ________ ซ้ำๆไปเรื่อยๆ นั้นคือนิสัย แต่ถ้าคุณเริ่มหยุดแล้วปล่อยให้เราพลาดอย่างต่อเนื่องหลายๆวัน นิสัยใหม่ที่คุณพยายามสร้างก็จะค่อยๆหายไป นิสัยเก่าๆก็จะคืบคลานเข้ามาเหมือนดั่งเงาที่เกาะติดคุณไม่มีวันหาย

    ลองนึกภาพตามนะครับ เงานั้นจะเห็นได้ชัดต่อเมื่อมันสว่าง การสร้างนิสัยนั้นเหมือนเป็นการดับไฟให้พฤติกรรมนั้นค่อยๆหายไปแต่จริงๆมันหายไปรึเปล่า เงานั้นไม่เคยหายไปครับ มันจะกลับมาเสมอเมื่อเราเริ่มหยุดและไฟของนิสัยเก่านั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆ

    ทั้งนี้มันมีทั้งมุมดีและแย่เพราะนิสัยเก่าๆที่ดีของคุณมันก็ยังซ่อนอยู่ เราแค่ต้องหาไฟสว่างให้มันได้แสดงตัวตนของมันออกมา

     

    Source: How to Change - Book by Katy Milkman

     

    Credit รูปภาพ: Calendar icons created by Freepik - Flaticon
    https://www.flaticon.com/free-icons/calendar
    7 min

About The mrhabitdiary's Podcast

From the publisher's feed

New podcast weblog