
Sign up to save your podcasts
Or


ใน ep ที่ 2 ผมได้อธิบายไปในส่วนของการปฎิวัติอุตสาหกรรมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่น เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆมากมาย การกำเนิดของเครื่องจักรไอน้ำ ที่ทำให้อุตสาหกรรมเติบโตไปอย่างก้าวกระโดด และผมก็ได้อธิบายถึงผลกระทบทั้งในเชิงบวกทางด้านสังคม และในเชิงลบด้วย คราวนี้เรามาดูในส่วนรายละเอียดกันดีกว่าว่าแล้วการปฎิวัติอุตสาหกรรมจริงๆแล้วมันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นอย่างไรบ้าง เช่น เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
เรามาดูในแง่ของเศรษฐกิจกันก่อน ในปี 1776 นักปรัชญาท่านนึง ที่ชื่อว่า Adam Smith ซึ่งถือว่าเป็นบิดาของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ได้ตีพิมพ์งานที่ชื่อว่า The Wealth of Nation ซึ่งในงานนี้นะครับ ก็จะบรรยายถึงระบบเศรษฐกิจที่มีความเสรี หรือ Free Market, Free Enterprise แบบเปิดกว้าง มีการพูดถึงเรื่อง Private Ownership ก็คือการที่เอกชนเป็นเจ้าของธุรกิจแบบ 100% มีอำนาจนการควบคุมระบบการผลิตของตัวเอง และรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงกระบวนการผลิตหรือกลไลตลาดให้น้อยที่สุด ฟังดูก็คือ นี่แหละคือที่มาของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือ Capitalism ที่รุ่งเรืองในช่วงปฎิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมก้าวกระโดด เรามาดูฝั่งกิจการการสื่อสารกันบ้างนะครับ การสื่อสารวิธีใหม่ๆก็ได้มีการพัฒนาไปเช่นกันในช่วงนี้ด้วย จุดประสงค์ก็คือเพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกันในระยะที่ไกลๆได้ ในปี 1837 นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษก็คือ William Cooke และ Charles Wheatstone ก็ได้ทำการประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า ระบบโทรเลขหรือ Telegraph ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยใช้ระบบเข็มชี้ 5 เข็มโดยต่อเข้ากับระบบไฟฟ้า เวลาเราอยากส่งข้อความเป็นตัวอักษรอะไรก็สั่งให้เข็มมันเอียงซ้าย เอียงขวา ไปตาม code ที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานของเขาเลยนะครับ ในขณะเดียวกันที่ฝั่งอเมริกาก็มีนักประดิษฐ์อีกสองคนที่ริเริ่มระบบโทรเลข เช่นกัน ชื่อนี้จะคุ้นๆหน่อยนะครับก็คือ Samuel Morse, Leonard Gale และ Alfred Vail โดยเฉพาะชื่อแรกก็คือ Samuel Morse ชื่อของเขาก็คือที่มาของระบบการส่งข้อความที่เรียกว่า รหัสมอส นั่นเอง รหัสมอส และเครื่องส่งโทรเลขโมเดลของ Morse จะใช้การกดปุ่ม แบบที่เราเห็นในหนังนี่แหละนะครับ กดก็คือ 1 จุด แต่ก็กดค้างก็คือ ขีด ส่วนรหัสก็คือจะตรงกับตัวอักษรภาษาอังกฤษ A ถึง Z และแต่ละตัวก็จะมี Combination ของจุดและขีด เป็นมาตรฐานของแต่ละตัวเลย เวลาส่งก็คือส่งสัญญาณกันบนแผ่นกระดาษ แต่ในหลายครั้งก็คนที่ฝึกจนชำนาญแล้วก็จะใช้วิธีฟังเสียงจากเครื่องเอา แล้วก็จะรู้เลยว่าส่งมาเป็นคำว่าอะไรนะครับ
คราวนี้เรามามองในแน่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมกันบ้างนะครับ ที่แน่ๆก็คือจากการพุ่งของจำนวนประชากรในเมืองใหญ่ๆ ตามมาด้วยปัญหาอะไรบ้างครับ ความแออัด มลภาวะ ปัญหาด้านความสะอาด สาธารณะสุข เป็นต้น และในขณะที่การปฎิวัติอุตสาหกรรมได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองในกลุ่มคนที่เราเรียกว่า middle class หรือคนชั้นกลางจนถึงสูงเลยเนี่ยนะครับ ความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานหรือ working class ไปถึงชนชั้นล่างเลยก็แย่ลงๆนะครับ การนำเครื่องจักรมาใช้ในกระบวนการผลิตก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับแรงงาน ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการ operate เครื่องจักร รวมไปถึงแรงงานเด็กด้วย ยิ่งต้องเจอกับสภาวะการทำงานที่อันตราย แถมค่าแรกก็ต่ำซะเหลือเกิน กระแสการกดดันก็เริ่มทำให้เกิดความไม่พอใจ เกิดการเรียกร้องและกระแสต่อต้าน รวมไปถึงกลุ่มที่เรียกว่า Luddite ซึ่งเริ่มใช้ความรุนแรงมากขึ้นในการต่อต้านกระแสของโรงงาน มีการโจมตี บุกทำลายเครื่องจักรและโรงงานต่างๆเพื่อเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้นะครับ จนคำว่า Luddite กระแสต่อต้านและการกดกี่แบบนี้ ก็ได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของกลุ่มสหภาพแรงงาน หรือ Labor Union ขึ้น เพื่อรวมกลุ่มสมาชิกชนชั้นแรงงานให้มีความเป็นเอกภาพและสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของพวกเขาเองกับกลุ่มนายทุน รวมไปถึงการผลักดันออกกฎหมายควบคุมแรงงานเด็กและสวัสดิการสาธาณณะสุขในระยะเวลาต่อมา
กระแสการปฎิวัติอุตสาหกรรมได้เดินทางมาถึงจุดที่สร้างความมั่งคั่งและสร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในภาพรวม และเป็นพื้นฐานของการกระจายรายได้และเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ แล้วความเจริญเหล่านี้กระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่เกาะอังกฤษและยุโรปแค่นั้นหรือไม่ คำตอบคือ ความเจริญและนวัตกรรมต่างๆก็ได้ส่งต่อและแผ่ขยายออกไปยังทวีปอื่นๆด้วยและที่สำคัญที่สุดคือ พื้นที่ของโลกใหม่อย่างอเมริกา ซึ่งตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของในทุกๆด้านและกำลังเริ่มสร้างประเทศ ก็ได้รับอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นเดียวกัน
By Metro Des Podcastใน ep ที่ 2 ผมได้อธิบายไปในส่วนของการปฎิวัติอุตสาหกรรมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่น เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆมากมาย การกำเนิดของเครื่องจักรไอน้ำ ที่ทำให้อุตสาหกรรมเติบโตไปอย่างก้าวกระโดด และผมก็ได้อธิบายถึงผลกระทบทั้งในเชิงบวกทางด้านสังคม และในเชิงลบด้วย คราวนี้เรามาดูในส่วนรายละเอียดกันดีกว่าว่าแล้วการปฎิวัติอุตสาหกรรมจริงๆแล้วมันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นอย่างไรบ้าง เช่น เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
เรามาดูในแง่ของเศรษฐกิจกันก่อน ในปี 1776 นักปรัชญาท่านนึง ที่ชื่อว่า Adam Smith ซึ่งถือว่าเป็นบิดาของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ได้ตีพิมพ์งานที่ชื่อว่า The Wealth of Nation ซึ่งในงานนี้นะครับ ก็จะบรรยายถึงระบบเศรษฐกิจที่มีความเสรี หรือ Free Market, Free Enterprise แบบเปิดกว้าง มีการพูดถึงเรื่อง Private Ownership ก็คือการที่เอกชนเป็นเจ้าของธุรกิจแบบ 100% มีอำนาจนการควบคุมระบบการผลิตของตัวเอง และรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงกระบวนการผลิตหรือกลไลตลาดให้น้อยที่สุด ฟังดูก็คือ นี่แหละคือที่มาของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือ Capitalism ที่รุ่งเรืองในช่วงปฎิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมก้าวกระโดด เรามาดูฝั่งกิจการการสื่อสารกันบ้างนะครับ การสื่อสารวิธีใหม่ๆก็ได้มีการพัฒนาไปเช่นกันในช่วงนี้ด้วย จุดประสงค์ก็คือเพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกันในระยะที่ไกลๆได้ ในปี 1837 นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษก็คือ William Cooke และ Charles Wheatstone ก็ได้ทำการประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า ระบบโทรเลขหรือ Telegraph ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยใช้ระบบเข็มชี้ 5 เข็มโดยต่อเข้ากับระบบไฟฟ้า เวลาเราอยากส่งข้อความเป็นตัวอักษรอะไรก็สั่งให้เข็มมันเอียงซ้าย เอียงขวา ไปตาม code ที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานของเขาเลยนะครับ ในขณะเดียวกันที่ฝั่งอเมริกาก็มีนักประดิษฐ์อีกสองคนที่ริเริ่มระบบโทรเลข เช่นกัน ชื่อนี้จะคุ้นๆหน่อยนะครับก็คือ Samuel Morse, Leonard Gale และ Alfred Vail โดยเฉพาะชื่อแรกก็คือ Samuel Morse ชื่อของเขาก็คือที่มาของระบบการส่งข้อความที่เรียกว่า รหัสมอส นั่นเอง รหัสมอส และเครื่องส่งโทรเลขโมเดลของ Morse จะใช้การกดปุ่ม แบบที่เราเห็นในหนังนี่แหละนะครับ กดก็คือ 1 จุด แต่ก็กดค้างก็คือ ขีด ส่วนรหัสก็คือจะตรงกับตัวอักษรภาษาอังกฤษ A ถึง Z และแต่ละตัวก็จะมี Combination ของจุดและขีด เป็นมาตรฐานของแต่ละตัวเลย เวลาส่งก็คือส่งสัญญาณกันบนแผ่นกระดาษ แต่ในหลายครั้งก็คนที่ฝึกจนชำนาญแล้วก็จะใช้วิธีฟังเสียงจากเครื่องเอา แล้วก็จะรู้เลยว่าส่งมาเป็นคำว่าอะไรนะครับ
คราวนี้เรามามองในแน่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมกันบ้างนะครับ ที่แน่ๆก็คือจากการพุ่งของจำนวนประชากรในเมืองใหญ่ๆ ตามมาด้วยปัญหาอะไรบ้างครับ ความแออัด มลภาวะ ปัญหาด้านความสะอาด สาธารณะสุข เป็นต้น และในขณะที่การปฎิวัติอุตสาหกรรมได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองในกลุ่มคนที่เราเรียกว่า middle class หรือคนชั้นกลางจนถึงสูงเลยเนี่ยนะครับ ความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานหรือ working class ไปถึงชนชั้นล่างเลยก็แย่ลงๆนะครับ การนำเครื่องจักรมาใช้ในกระบวนการผลิตก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับแรงงาน ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการ operate เครื่องจักร รวมไปถึงแรงงานเด็กด้วย ยิ่งต้องเจอกับสภาวะการทำงานที่อันตราย แถมค่าแรกก็ต่ำซะเหลือเกิน กระแสการกดดันก็เริ่มทำให้เกิดความไม่พอใจ เกิดการเรียกร้องและกระแสต่อต้าน รวมไปถึงกลุ่มที่เรียกว่า Luddite ซึ่งเริ่มใช้ความรุนแรงมากขึ้นในการต่อต้านกระแสของโรงงาน มีการโจมตี บุกทำลายเครื่องจักรและโรงงานต่างๆเพื่อเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้นะครับ จนคำว่า Luddite กระแสต่อต้านและการกดกี่แบบนี้ ก็ได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของกลุ่มสหภาพแรงงาน หรือ Labor Union ขึ้น เพื่อรวมกลุ่มสมาชิกชนชั้นแรงงานให้มีความเป็นเอกภาพและสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของพวกเขาเองกับกลุ่มนายทุน รวมไปถึงการผลักดันออกกฎหมายควบคุมแรงงานเด็กและสวัสดิการสาธาณณะสุขในระยะเวลาต่อมา
กระแสการปฎิวัติอุตสาหกรรมได้เดินทางมาถึงจุดที่สร้างความมั่งคั่งและสร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในภาพรวม และเป็นพื้นฐานของการกระจายรายได้และเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ แล้วความเจริญเหล่านี้กระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่เกาะอังกฤษและยุโรปแค่นั้นหรือไม่ คำตอบคือ ความเจริญและนวัตกรรมต่างๆก็ได้ส่งต่อและแผ่ขยายออกไปยังทวีปอื่นๆด้วยและที่สำคัญที่สุดคือ พื้นที่ของโลกใหม่อย่างอเมริกา ซึ่งตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของในทุกๆด้านและกำลังเริ่มสร้างประเทศ ก็ได้รับอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นเดียวกัน