ถ้าถามว่าแบรนด์เครื่องดื่มของคนไทยมีแบรนด์อะไรบ้าง?
แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง เอ็ม-150 กระทิงแดง คาราบาวแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิงห์ ช้างแบรนด์น้ำผักผลไม้ ทิปโก้ มาลี แบรนด์ชาเขียว โออิชิ อิชิตัน
จะเห็นได้ว่าแบรนด์เครื่องดื่มส่วนใหญ่ มีเบอร์หนึ่ง ก็จะมีเบอร์สอง
แต่สำหรับแบรนด์น้ำหวาน เรากลับนึกออกแค่แบรนด์เดียวแบรนด์เด็กชายใส่หมวกบนขวดแก้วที่ชื่อว่า เฮลซ์บลูบอย..
เฮลซ์บลูบอยก่อตั้งขึ้นมาอย่างไรแล้วตอนนี้ ขายดีขนาดไหน?
เฮลซ์บลูบอย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502 หรือ 61 ปีก่อน โดยพี่น้องตระกูล พัฒนะเอนก ที่แต่เดิมทำธุรกิจร้านโชห่วย
สมัยนั้นธุรกิจน้ำหวานยังไม่มีใครสนใจ พี่น้องพัฒนะเอนกจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นโอกาส
พวกเขาเริ่มต้นคิดสูตรน้ำหวานขึ้นภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า เฮลซ์บลูบอย
ได้เริ่มก่อตั้งบริษัท เฮลซ์เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) โฟกัสการทำธุรกิจน้ำหวาน และน้ำตาลก้อน
ที่น่าสนใจก็คือ เฮลซ์บลูบอย เป็นแบรนด์น้ำหวานที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม
มีลูกค้าไม่เพียงแต่คนทั่วไป แต่ยังมีลูกค้าทางธุรกิจตั้งแต่แม่ค้าขายน้ำรถเข็นไปจนถึงร้านอาหาร ร้านขนมขนาดใหญ่
ด้วยความที่เป็นผู้บุกเบิก รักษาคุณภาพได้ดี มีมาตรฐานทั้งหมดนี้ทำให้เฮลซ์บลูบอยกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ฮิตติดตลาด ขายดีมาเกินกว่าครึ่งศตวรรษ
และแม้ว่าเฮลซ์บลูบอยจะอยู่มานานหลายคนอาจคิดว่าธุรกิจน่าจะอิ่มตัว ไม่น่าเติบโตได้หวือหวา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ใช่แบบนั้น
เรามาดูผลประกอบการบริษัท เฮลซ์เทรดดิ้ง (ประเทศไทย)
ปี 2560 รายได้ 2,594 ล้านบาท กำไร 465 ล้านบาทปี 2561 รายได้ 2,889 ล้านบาท กำไร 749 ล้านบาทปี 2562 รายได้ 3,769 ล้านบาท กำไร 1,099 ล้านบาท
รายได้เติบโตเฉลี่ย 21% กำไรเติบโตเฉลี่ย 54%
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาของบริษัทก็คือ- การปรับขึ้นราคาสินค้าจากการถูกเรียกเก็บเพิ่มภาษีสรรพสามิต- การขยายฐานลูกค้าไปยังสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายทุกส่วนของบริษัทได้ดีขึ้น
นั่นจึงทำให้กำไรที่ทำได้เติบโตเร็วกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น จนล่าสุดทำกำไรแตะระดับพันล้าน
แล้วกำไรระดับนี้ มันมากขนาดไหน?
หากเราลองมาดูตัวอย่างกำไรของบริษัทผู้ผลิตน้ำประเภทต่างๆ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์
โอสถสภา 3,259 ล้านบาทคาราบาว 2,506 ล้านบาทโออิชิ 1,234 ล้านบาทเฮลซ์บลูบอย 1,099 ล้านบาทอิชิตัน กรุ๊ป 407 ล้านบาททิปโก้ 208 ล้านบาทมาลี -210 ล้านบาท
จากตัวอย่างบริษัทข้างต้น สิ่งที่น่าสังเกตก็คือหลายบริษัทก็มีธุรกิจอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร รับจ้างผลิต รวมถึงแตกไลน์เครื่องดื่มใหม่เพื่อการเติบโต
แต่เฮลซ์บลูบอย ที่แม้มีสินค้าแชมเปียนเพียงน้ำหวาน ก็สามารถผลิตกำไรได้ดีไม่แพ้คนอื่น
ที่น่าคิดคือ ถ้าหากบริษัทนี้เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และซื้อขายกันที่ค่าเฉลี่ย P/E กลุ่มธุรกิจอาหาร เครื่องดื่มที่ 19 เท่า ด้วยกำไรปีล่าสุดของเฮลซ์บลูบอย บริษัทนี้จะมีมูลค่าสูงกว่า 20,000 ล้านบาท..
ถึงตรงนี้ เราก็คงสรุปได้ว่า..ในบางครั้ง การโฟกัสในสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ และผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ของลูกค้า แม้เราจะมีสินค้าไม่มาก สินค้าดูเรียบง่ายแต่เราก็สามารถกลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
ในขณะที่มุมหนึ่ง โลกของเรากำลังพูดถึงเทคโนโลยี การดิสรัปชันในหลายกลุ่มธุรกิจ
หลายคนต้องปรับตัวเข้าหาเทรนด์ใหม่ๆ คิดค้นสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแสวงหาการเติบโต ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่ง
แต่อีกมุมหนึ่ง เฮลซ์บลูบอย กลับเหนือกว่านั้น
เพราะตลอด 61 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่บริษัททำมีเพียงรักษามาตรฐานทั้งขวด โลโก้ และรสชาติ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่นี้ ก็มากพอที่จะทำให้เรานึกไม่ออกเลยว่าแบรนด์อันดับสองในธุรกิจน้ำหวานนั้น ชื่ออะไร..
ขอบคุณข้อมูลจาก @longtunman และ download app blockdit ได้ที่ https://www.blockdit.com/download