Camouflage - Dhamma Talk

289.ชีวิตที่ไร้บัญญัติ


Listen Later

บรรยายเมื่อ 12-02-2565

 

289.ชีวิตที่ไร้บัญญัติ

คำว่า “ดี” ที่เราเชิดชูกัน ที่เราให้คุณค่ากับบางสิ่งบางอย่าง มันจริงไหม?

“ดี” มันใช่ “จริง” ไหม? 

ศาสนาพุทธ ถูกครอบงำด้วยคำว่า “ดี” มากกว่า “จริง” 

ศาสนาพุทธถูกโลกและสังคมกลืนไปด้วยความดีมากกว่าจริง จริงหายไป ดีมาเป็นใหญ่แทนในศาสนาพุทธ 

บรรยากาศนี้ทำให้เหล่านักปฏิบัติธรรมจึงค้นไม่พบความจริง เราติดอยู่กับความเชื่อหลายอย่าง และ “ดี” คือหนึ่งในนั้น 

ผมว่าเราทุกคนเมื่อเข้ามาปฏิบัติธรรมจะได้ยินคำสอนว่า เราต้องปฏิบัติธรรมเพื่อจะรู้ว่าความจริงคืออะไร เราต้องปฏิบัติธรรมเพื่อจะเห็นโลกนี้ตามความเป็นจริง 

ฟังผมให้ดี…คำสอนกำลังบอกเราว่า “เราต้องมาปฏิบัติธรรม เพื่อจะเห็นความจริง”

เพื่อจะเห็นความจริง…นั้นแปลว่าอะไร?

ความจริงอยู่ในอนาคต ความจริงอยู่ข้างหน้า เราคนนึงจะต้องปฏิบัติซักอย่างนึงที่เรียกว่า “วิธีปฏิบัติ” เพื่อจะไปรู้ว่าอะไรคือความจริงที่อยู่ข้างหน้า ที่อยู่ในอนาคต อีกไกลแสนไกล 

นี่คือคำสอนผ่านภาษาที่เราได้รับ และเราทุกคนคิดแบบนั้นว่า โอเค เราต้องปฏิบัติธรรมก่อน เราต้องพยายามมีสติ มีสมาธิ มีนู่น มีนี่ มีนั่น เพื่อที่วันนึงเราจะเห็นความจริงได้ 

แต่ความจริงคือ “ขณะนี้”…#ความจริงคือขณะนี้เลย 

ขณะแห่งการรับรู้ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และไม่มีระยะทางที่จะเข้าถึงมัน 

เป็นชีวิตที่ไร้กาลเวลา เหนือกาลเวลา เป็นชีวิตที่เป็นอกาลิโก นี่คือความจริง นี่คือจริง มันไม่ได้อยู่ข้างหน้า มันไม่อาศัยการปฏิบัติเพื่อจะไปถึงมัน มันอยู่ที่นี่อยู่แล้ว 

เราถูกหลอกด้วยภาษา ด้วยความหมายของมัน และเราเชื่อสนิทใจว่า เราต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะพบความจริงที่อยู่ข้างหน้านั้นให้ได้ 

นี่คือหายนะของวงการการปฏิบัติธรรม...ที่เราทุกคนเข้าใจแบบนั้น นี่คือโศกนาฏกรรมของนักปฏิบัติธรรม

ความหายนะที่เราไม่เห็นโครงสร้างของชีวิตของเรา ว่าติดอยู่กับความหมายของคำสอน ถ้อยคำ เรายึดติดอยู่กับมัน 

ชีวิตทั้งชีวิตที่เป็นจริง จึงกลายเป็นชีวิตที่เป็นความเชื่อ เป็นความยึดมั่น กับความเชื่อสักอย่างนึง 

เราไม่เคยมีชีวิตจริงๆ...ไม่เคยเลย 

เราถูกความหมายของคำสอนที่เราอ่านที่เราฟังเป็นตัวนำทางชีวิต

ชีวิตเราคับแคบ เพราะเราถูกครอบงำด้วยความหมายของบางสิ่งบางอย่างที่เราเชื่อ 

.

มันมีเราคนนึง แยกออกจากสิ่งที่ถูกรู้ต่างๆนั้น ว่ามันเกิดและดับ ว่ามันเป็นไตรลักษณ์ เราคนนี้ไม่เคยหายไปเลย 

ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าเห็นตามความเป็นจริง คือทั้งหมดนี้ต้องเกิดและดับ เป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เหลือเราหรืออีกสิ่งหนึ่งที่เป็นคนคอยรู้ว่ามันเกิดและดับ 

นี่คือผลลัพธ์จากชีวิตที่เราทำตามความหมายของคำสอนซักอันนึง 

เราใช้ความคิด แปลความหมายของคำสอนนั้น แล้ว “ทำ”

ทำไมเราทำแบบนั้น? เพราะเราเชื่อว่าความหมายของคำสอนนั้นถูก 

ผมถามอีกว่า แล้วเราจะเชื่อได้ยังไง? เราอาจจะมีเหตุผลว่าเพราะๆๆๆๆ 

ถามตัวเอง…มันคือความเชื่อที่ซ้อนไปเรื่อยๆใช่ไหม?

เราไม่เคยเหลือแค่ชีวิตจริงๆ #ชีวิตล้วนๆจริงๆที่ไม่มีเรา ไม่มีไอเดียของความเป็นเรา ไม่อยู่ภายใต้ความหมายของวิธีปฏิบัติใดๆ  เหลือแค่กายและจิตนี้ เหลือแค่นี้จริงๆ 

แล้วชีวิตนั้นจะเป็นการรู้ ที่ไม่ใช่เราคอยรู้ หรือเราต้องทำอะไรให้มันรู้ 

แต่ชีวิตนั้นเป็นการรู้ และเป็นการเกิดแล้วก็ดับ แล้วก็เป็นความเปลี่ยนแปลง ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เป็นไปตามเหตุและปัจจัย ไม่มีใครซักคนอยู่ที่นั่น นี่คือการเห็นตามความเป็นจริง นี่คือการเห็นความเกิดดับ 

#ชีวิตเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว...แค่เราหายไป 

ความเกิดและดับ อนิจจัง ทุกขังและอนัตตา เป็นการขยายความความเป็นเช่นนั้นเอง ขยายออกมาเพื่อให้เราเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นเองนี่เป็นยังไง 

ชีวิตที่ไร้บัญญัตินั้นมันไม่มีความหมาย มันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นอย่างนั้นเอง แม้กระทั่งคำว่าเป็นเช่นนั้นเองหรือเป็นอย่างนั้นเอง ก็คือความพยายามอธิบายชีวิตที่แท้จริงนั้นให้เป็นความหมายเฉยๆ 

#แค่รู้จักชีวิตที่ไร้บัญญัติ เราจะรู้จักทุกอย่าง

แต่ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน? เราอยู่ที่ความหมายว่าชีวิตเป็นเช่นนั้นเอง เราอยู่ที่ความหมายของการขยายความคำว่าเป็นเช่นนั้นเองว่า มันเกิดแล้วก็ดับ มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ทนสภาพเดิมไม่ได้ เป็นไปตามเหตุและปัจจัย

เราอยู่ที่ความหมายของสิ่งที่ถูกขยายออกมาๆ เรื่อยๆ เราอยู่ที่นั่น เราไปทำสิ่งๆนั้น 

เราพยายามเห็นสิ่งสิ่งนั้นที่เป็นคำขยายจากชีวิตที่ไร้บัญญัติเฉยๆ 

เข้าใจที่ผมพูดไหม? เราอยู่คนละที่กันอย่างสิ้นเชิง เราอยู่กันคนละโลก 

ผมเคยบอกว่าเราพยายามทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ แล้วไม่ทำสิ่งที่ต้องทำ…เป็นแบบนี้ 

ถ้าเรายังไม่เข้าใจชีวิตที่แท้จริงนั้นเป็นชีวิตที่ไร้บัญญัติ เราจะอยู่ที่นั่น เราจะใช้ชีวิตที่อยู่ในความหมายบางอย่างที่เราเชื่อ แล้วเราจะพยายามจะไปถึงความหมายนั้นที่เราเชื่อ และนั่นคือโลก เราอยู่ในโลกเหมือนเดิม ต่อให้เรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่ ก็คืออยู่ในโลก...โลกของนักปฏิบัติธรรม เราแค่เปลี่ยนโลกเฉยๆ เรายังไม่อยู่เหนือโลก 

เพราะฉะนั้น #ชีวิตที่ไร้บัญญัติคือขณะนี้ นี่คือจริง

แล้วขณะนี้จบไป ขณะใหม่เกิดขึ้น ขณะใหม่จบไป ขณะใหม่เกิดขึ้น 

ชีวิตที่ไร้บัญญัตินั้นเป็นความเกิดดับอยู่แล้ว เป็นความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ชีวิตทั้งชีวิตเป็นสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว 

จริงมีแค่นี้ นอกเหนือจากนี้คือไม่จริง 

.

เมื่อชีวิตนั้นเป็นจริงแล้ว คำอธิบายทั้งหมดเกี่ยวกับคำสอนในการปฏิบัติธรรม มันอยู่ที่นี่ 

มันไม่ใช่เราสักคนนึง...แสวงหาความจริง วิ่งไปตามความหมายเหล่านั้น ทั้งหมดนั้นไม่จริง 

เราเคยได้ยินคำสอนว่า ธรรมะที่แท้จริงคือ การปิดปากเงียบ หุบปากเงียบ…คือแบบนี้ 

เพราะถ้ามันออกไปจากปากแล้ว ทั้งหมดมันไม่จริงแล้ว มันเป็นความหมายในความคิดของเรา และเราจะไปที่นั่น ไปตามความหมายนั้น และนี่คือสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ทำกัน...ทำแบบนี้ 

แม้ว่าเราจะสามารถไปตามความหมายเหล่านั้น เราก็จะเป็นเหมือนพระอนุรุทธะที่ผมเคยเล่าให้ฟังหลายครั้ง ที่ท่านสามารถเห็นโลกธาตุเกิดดับได้อย่างมากมายในชั่วลัดนิ้วมือเดียว แต่ท่านไม่สามารถจะบรรลุธรรมได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องแบบนั้น 

นี่คือผลลัพธ์จากชีวิตการปฏิบัติธรรม ที่อยู่ภายใต้ความหมายของบัญญัติ ภาษา คำสอน ชีวิตที่ยึดมั่นอยู่กับความหมายเหล่านั้น และนั่นไม่ใช่ชีวิตที่แท้จริง 

เรามีหน้าที่เดียว #ที่จะต้องรู้จักชีวิตที่แท้จริงว่าคืออะไร 

แล้วชีวิตที่เหลือทั้งหมด จะเป็นการปฏิบัติธรรม

#Camouflage

12-02-2565

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

Camouflage - Dhamma TalkBy Camouflagetalk

  • 4.7
  • 4.7
  • 4.7
  • 4.7
  • 4.7

4.7

6 ratings


More shows like Camouflage - Dhamma Talk

View all
รู้ขณะเดียว by พระอาจารย์กระสินธุ์ อนุภัทโท

รู้ขณะเดียว

0 Listeners