
Sign up to save your podcasts
Or
เราสัมผัสสังสารวัฏได้เพียงหนึ่งขณะเท่านั้น !
เป็นความเข้าใจผิดที่คิดไปว่าเราจะได้ครอบครองรูปและนามในอนาคต . . ไม่นะ
=========
การรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ก็คือวิญญาณทั้ง ๕
ลักษณะใดหรือลักษณะหนึ่ง จะไม่จบลงตรงนั้น
มันจะมาจบลงที่ “มโนวิญญาณ”
เกิดผัสสะขึ้นแล้ว ผัสสะเป็นบวก
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาใช่มั้ย
สุขเวทนามันตั้งอยู่ในผัสสะที่เป็นบวก
ทุกขเวทนามันตั้งอยู่ในผัสสะที่เป็นลบ
.
เกิดเวทนาแล้วหากไม่รู้ ไม่เท่าทัน ไม่เห็นการเกิดดับ
ตรงนี้แหละตรงนี้แหละ ที่สายปฏิจสมุปบาทมีสองสาย
สายแห่งความเกิดและสายแห่งความดับ
มันจะเชื่อมต่อ
รอยต่อระหว่างเส้นทางสองเส้นน่ะที่มันจะแยกออกจากกัน
มันจะแยกออกตรงที่เวทนา
ถ้าเห็นการเกิดดับของเวทนานะ
ตัณหาก็ดับ ตัณหาดับอุปทานอันดับ
อันนี้พูดถึงสภาวะในปัจจุปันธรรมนะ
แต่ถ้าไม่หยั่งลง ไม่เห็นการเกิดการดับของเวทนา อันนี้มันจะวนละ
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
ภพชาติชรามรณะ จะวนไปอย่างนี้นะ
.
แต่ได้เห็นการเกิดดับของเวทนาแล้ว มันจะไม่วน
มันจะออกจากวังวนของสังสารวัฏล่ะ
ออกจากวังวนของปฎิจจสมุปบาท เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทในรอบแห่งการดับ
อันนี้แหละที่มาสนับสนุนตรงกับคุรุอาจารย์ที่ท่านบอกว่า "วิญญาณเป็นที่ตั้งเป็นที่รับรู้ของจิต"
.
มันมีมั้ยว่าจิตมันไปรับรู้นอกเหนือวิญญาณ
มีอีกพระสูตรหนึ่งพระองค์ท่านตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลายวิญญาณนั้นไปหยั่งลงในอารมณ์ใด
{ ๑. วิญญาณ ๒.อารมณ์นะ }
.
อารมณ์มาจากทางไหนล่ะ !
อารมณ์จากการเห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสสัมผัส
อารมณ์มันเกิดจากความคิดนึก
อารมณ์มาจากทางอายนะทั้ง ๖
นี่แหละวิญญาณ
.
ภิกษุทั้งหลายวิญญาณตั้งอยู่ในอารมณ์ใด { วิญญาณแล้วก็อารมณ์นะ }
จิตที่มีอวิชชา { ในขณะที่จิตมีอวิชชาไม่มีปัญญาญาน }
ก็จะมีความพึงพอใจไม่พึงพอใจในอารมณ์นั้น
ก็คืออภิชฌาและโทมนัสนั่นล่ะ
.
มันไปเพ่ง มันไปปรารถนา
มันมีความพร่อง
มันมีความยินดีไม่ยินดีในอารมณ์นั้นนะ
นั่นเป็นที่ตั้งแห่งภพ
พระองค์ท่านตรัส " นั่นเป็นที่ตั้งแห่งภพ "
อันนี้คือกระโดดไปเลยนะ เพราะปกติในปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโดยลําดับ
วิญญาณเนี่ยก็ต้องเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะใช่ไหม
ธรรมสามอย่างนี้เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
.
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยเกิดอุปาทาน
อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
พระองค์ท่านมาสรุปตรงที่ภพเลย
นั่นหมายถึงอะไร . .
ความยินดีไม่ยินดี อภิชฌาและโทมนัสนั้น
มันบ่งบอกว่ามันผ่านผัสสะมาแล้ว ผ่านเวทนามาแล้ว อย่างงี้
วิญญาณหยั่งลงสู่อารมณ์ใด จิตที่มีอวิชชาในขณะนั้น
ขณะใดที่จิตมีอวิชชาก็จะมีความยินดีและความไม่ยินดีในอารมณ์นั้น
มีการเพ่งในอารมณ์นั้น
นั่นคือภิกษุทั้งหลายนั่นคือเป็นที่ตั้งแห่งภพ
- ปิยทัสสี ภิกขุ -
เราสัมผัสสังสารวัฏได้เพียงหนึ่งขณะเท่านั้น !
เป็นความเข้าใจผิดที่คิดไปว่าเราจะได้ครอบครองรูปและนามในอนาคต . . ไม่นะ
=========
การรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ก็คือวิญญาณทั้ง ๕
ลักษณะใดหรือลักษณะหนึ่ง จะไม่จบลงตรงนั้น
มันจะมาจบลงที่ “มโนวิญญาณ”
เกิดผัสสะขึ้นแล้ว ผัสสะเป็นบวก
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาใช่มั้ย
สุขเวทนามันตั้งอยู่ในผัสสะที่เป็นบวก
ทุกขเวทนามันตั้งอยู่ในผัสสะที่เป็นลบ
.
เกิดเวทนาแล้วหากไม่รู้ ไม่เท่าทัน ไม่เห็นการเกิดดับ
ตรงนี้แหละตรงนี้แหละ ที่สายปฏิจสมุปบาทมีสองสาย
สายแห่งความเกิดและสายแห่งความดับ
มันจะเชื่อมต่อ
รอยต่อระหว่างเส้นทางสองเส้นน่ะที่มันจะแยกออกจากกัน
มันจะแยกออกตรงที่เวทนา
ถ้าเห็นการเกิดดับของเวทนานะ
ตัณหาก็ดับ ตัณหาดับอุปทานอันดับ
อันนี้พูดถึงสภาวะในปัจจุปันธรรมนะ
แต่ถ้าไม่หยั่งลง ไม่เห็นการเกิดการดับของเวทนา อันนี้มันจะวนละ
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
ภพชาติชรามรณะ จะวนไปอย่างนี้นะ
.
แต่ได้เห็นการเกิดดับของเวทนาแล้ว มันจะไม่วน
มันจะออกจากวังวนของสังสารวัฏล่ะ
ออกจากวังวนของปฎิจจสมุปบาท เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทในรอบแห่งการดับ
อันนี้แหละที่มาสนับสนุนตรงกับคุรุอาจารย์ที่ท่านบอกว่า "วิญญาณเป็นที่ตั้งเป็นที่รับรู้ของจิต"
.
มันมีมั้ยว่าจิตมันไปรับรู้นอกเหนือวิญญาณ
มีอีกพระสูตรหนึ่งพระองค์ท่านตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลายวิญญาณนั้นไปหยั่งลงในอารมณ์ใด
{ ๑. วิญญาณ ๒.อารมณ์นะ }
.
อารมณ์มาจากทางไหนล่ะ !
อารมณ์จากการเห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสสัมผัส
อารมณ์มันเกิดจากความคิดนึก
อารมณ์มาจากทางอายนะทั้ง ๖
นี่แหละวิญญาณ
.
ภิกษุทั้งหลายวิญญาณตั้งอยู่ในอารมณ์ใด { วิญญาณแล้วก็อารมณ์นะ }
จิตที่มีอวิชชา { ในขณะที่จิตมีอวิชชาไม่มีปัญญาญาน }
ก็จะมีความพึงพอใจไม่พึงพอใจในอารมณ์นั้น
ก็คืออภิชฌาและโทมนัสนั่นล่ะ
.
มันไปเพ่ง มันไปปรารถนา
มันมีความพร่อง
มันมีความยินดีไม่ยินดีในอารมณ์นั้นนะ
นั่นเป็นที่ตั้งแห่งภพ
พระองค์ท่านตรัส " นั่นเป็นที่ตั้งแห่งภพ "
อันนี้คือกระโดดไปเลยนะ เพราะปกติในปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโดยลําดับ
วิญญาณเนี่ยก็ต้องเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะใช่ไหม
ธรรมสามอย่างนี้เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
.
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยเกิดอุปาทาน
อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
พระองค์ท่านมาสรุปตรงที่ภพเลย
นั่นหมายถึงอะไร . .
ความยินดีไม่ยินดี อภิชฌาและโทมนัสนั้น
มันบ่งบอกว่ามันผ่านผัสสะมาแล้ว ผ่านเวทนามาแล้ว อย่างงี้
วิญญาณหยั่งลงสู่อารมณ์ใด จิตที่มีอวิชชาในขณะนั้น
ขณะใดที่จิตมีอวิชชาก็จะมีความยินดีและความไม่ยินดีในอารมณ์นั้น
มีการเพ่งในอารมณ์นั้น
นั่นคือภิกษุทั้งหลายนั่นคือเป็นที่ตั้งแห่งภพ
- ปิยทัสสี ภิกขุ -