
Sign up to save your podcasts
Or


๑. การค้าเสรีไต้หวัน-สหรัฐฯ เห็นแสงสว่างรำไร
การเจรจาการค้าเสรีระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ที่เรียกกันว่า “ความตกลงกรอบความร่วมมือการค้าและการลงทุน ไต้หวัน – สหรัฐฯ” หรือ Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) ที่ชะงักมานานนับหลายปี ในที่สุดก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว เมื่อผู้แทนการค้าสูงสุดของทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันในระบบออนไลน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเห็นพ้องที่จะเริ่มกระบวนการเจรจากันในอีกหลายสัปดาห์ต่อจากนี้ไป โดยประธานาธิบดีไช่อิงเหวินได้ระบุว่า นี่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ การเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งนี้ จะทำให้ไต้หวันมีพลังที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าทั้งระบบ ผู้นำไต้หวันระบุผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า ไต้หวันกับสหรัฐฯ เป็น “มิตรแท้ และมีความคืบหน้าที่แท้จริง” รัฐบาลไต้หวันจะผลักดันความร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อไป
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นายเติ้งเจิ้นจง รัฐมนตรีประจำสภาบริหารในฐานะผู้ดูแลด้านการเจรจาการค้าของไต้หวันได้พบหารือกับ Katherine Tai ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจัดการเจรจา “TIFA” ระหว่างกันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ได้กล่าวปราศรัยเกี่ยวกับความคืบหน้าของความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้ากับสหรัฐฯ ว่า มันจะเป็นการเสริมพลังให้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าโดยรวมของไต้หวัน ผู้นำไต้หวันระบุว่า “ในช่วงเวลาเดียวกันกับการสามัคคีกันเพื่อรับมือกับการระบาดของโรค ข้าพเจ้าขอรายงานให้พ่อแม่พี่น้องทราบเกี่ยวกับพัฒนาการใหม่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือกลไกที่มีความสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งก็คือการเจรจา TIFA ซึ่งคาดว่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ต้องขอขอบคุณทีมงานต่างประเทศ ที่ได้มุมานะพยายามในเรื่องนี้มาโดยตลอด และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม ให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการค้าของไต้หวันมีพลังคืบหน้าไปอีกก้าวใหญ่”
Katherine Tai ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
ทั้งนี้ นักวิชาการไต้หวัน มีความเห็นว่า หวังว่าไต้หวันจะอาศัยการเจรจา TIFA ในครั้งนี้ มาเป็นโอกาสในการผลักดันการเจรจาการค้าทวิภาคีหรือ BTA ระหว่างกัน ตอนนี้ ไต้หวันก้ได้ขจัดอุปสรรคเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อหมูและเนื้อวัวที่มีสารกระตุ้นเนื้อแดงจากสหรัฐฯ แล้ว เหลือก็แต่เพียงอุปสรรคด้านศุลกากรเท่านั้น แต่ก็อาจกระทบต่อการเกษตรในไต้หวัน จำเป็นต้องเตรียมการรับมือไว้ให้พร้อม ประเด็นที่สหรัฐฯให้ความสนใจจะเป็นประเด็นคลัสเตอร์การผลิต จะให้กลายเป็น วินวิน อย่างไร จึงอยู่ที่เทคนิคและประเด็นในการเจรจา
นายชิวต๋าเซิง นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน ระบุว่า ความต้องการของไต้หวันน่าจะอยู่ที่ต้องการเจรจาความตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ หรือ BTA ซึ่งไต้หวันได้ขจัดอุปสรรคทางการค้าที่สหรัฐฯ ต้องการออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกนำเข้าเนื้อหมู เนื้อวัวที่มีสารกระตุ้นเนื้อแดงหรือแรคโตพามินจากสหรัฐฯ ตอนนี้ก็เหลือเพียงอุปสรรคด้านศุลกากรเท่านั้น ซึ่งเขาวิเคราะห์ว่า ตอนนี้ ภาษีศุลกากรสินค้าโดยเฉลี่ยของไต้หวันอยู่ที่ 6.5% ส่วนสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.4% ช่วงระบาดหนักปีที่แล้ว ไต้หวันได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 30000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 30% ต่อปี หากสามารถกระตุ้นให้มีการจัดทำความตกลง BTA ได้ ลดการคุ้มครองทางการค้าระหว่างกันลง ก็จะเป็นผลดีต่อภาคการผลิตของไต้หวัน ทั้งเครื่องจักรกล และอุตสาหกรรมโลหะพื้นฐาน ที่จะมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อการส่งสินค้ามาจำหน่ายในไต้หวันด้วย แต่ภาคการเกษตรอาจได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง รัฐบาลต้องหาทางรับมือไว้แต่เนิ่น ๆ ช่วยเหลือเกษตรกรแปรรูปให้เป็นการเกษตรกรก้าวหน้า นายชิวต๋าเซิง ระบุว่า “ไต้หวันมีภาษีศุลกากรเฉลี่ยสูงถึง 16.9% คุ้มครองผลผลิตการเกษตรของเรา ส่วนสหรัฐฯ มีภาษีศุลกากรเพียง 3.4% เท่านั้น ไม่ต้องไปพูดถึงว่าจะเจรจาความตกลงการค้าเสรีอะไรกับสหรัฐฯ เลย แม้เพียงร้อยละ 3.4 เท่านั้น ก็เป็นความท้าทายของพืชผลการเกษตรไต้หวันค่อนข้างสูงทีเดียว เช่นข้าวของสหรัฐฯ ถ้าคุณไปเจรจาเรื่องนี้กับสหรัฐฯ ก็ต้องได้รับผลกระทบก่อนเพื่อน ซึ่งคุณก็ต้องหาทางรับมือแต่เนิ่น ๆ”
นอกจากนี้ คุณชิวต๋าเซิงยังระบุว่า แม้ตอนนี้จะค่อนข้างแน่นอนว่า ไต้หวันกับสหรัฐฯ จะเปิดการเจรจา TIFA ระหว่างกันแล้วก็ตาม แต่ประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือประเด็นคลัสเตอร์การผลิตที่สหรัฐฯ ต้องการความร่วมมือในเชิงลึกจากไต้หวัน ไต้หวันกับสหรัฐฯ ต่างมีความต้องการที่ต่างกัน ดังนั้น การเจรจาดังกล่าวจะได้ผลจนเป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเจรจาและความสามารถในการรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่มีความเห็นร่วมกัน
นายชิวต๋าเซิง นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน
๒. ส่งออกเดือน พ.ค. พุ่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ประกาศรายงานสถิติการส่งออกของไต้หวันประจำเดือน พ.ค. 2564 ปรากฏว่ามีมูลค่าสูงถึง 37,410 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติรายเดือนที่เคยมีมา เติบโตถึง 38.6% ต่อปี และเป็นการเติบโตต่อเนื่องถึง 11 เดือน กระทรวงการคลังไต้หวันระบุว่า ผลสำเร็จของการส่งออกดังกล่าวนี้ มาจากการฟื้นตัวของบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลก ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น เทคโนโลยียุคใหม่และเศรษฐกิจอยู่กับบ้านที่ไม่ได้ปรับตัวลดลง ตลอดจนราคาสินค้าส่งออกปรับตัวสูงขึ้น 4 ปัจจัยด้วยกัน พลังขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมดั้งเดิม สองเครื่องยนต์ดันให้การส่งออกไต้หวันพุ่งสู่จุดสุดยอด
สำหรับการส่งออกในเดือนนี้ กระทรวงการคลังไต้หวันยอมรับว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด19 และการฉีดวัคซีนในไต้หวันจะเป็นตัวแปรสำคัญ ตอนนี้ยังยากที่จะประเมินผลกระทบต่อการส่งออกได้ หากไม่คำนึงถึงผลกระทบจากการระบาดแล้ว และตัวเลขฐานปีที่แล้วค่อนข้างต่ำ ก็จะทำให้การส่งออกเดือน มิ.ย. นี้เติบโต 27-31% โตต่อเนื่อง 12 เดือน อย่างไม่มีปัญหา คิดเป็นมูลค่าถึงประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์
ส่วนทางด้านการนำเข้าก็ไม่ย่อยเหมือนกัน คุณไช่เหม่ยน่า อธิบดีกรมสถิติ กระทรวงการคลังไต้หวัน ระบุว่า เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ไต้หวันนำเข้าทั้งสิ้น 31,250 ล้านดอลลาร์ สูงสุดรายเดือนเป็นอันดับ 2 เติบโตต่อปีถึง 40% ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่การส่งออกขยายตัวทำให้มีความต้องการวัตถุดิบนำเข้ามากขึ้นมาก
สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ อะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ นำเข้าถึง 7,430 ล้านดอลลาร์ มากสุดรายเดือนเป็นอันดับ 2 นอกจากนี้ รถยนต์นำเข้าก็ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นำเข้ารถยนต์เก๋งส่วนตัวถึง 870 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติรายเดือนที่เคยมีมา และโตต่อปีถึง 1.3 เท่าตัว
กราฟส่งออก (สีน้ำเงิน) นำเข้า (สีแดง)
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti๑. การค้าเสรีไต้หวัน-สหรัฐฯ เห็นแสงสว่างรำไร
การเจรจาการค้าเสรีระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ที่เรียกกันว่า “ความตกลงกรอบความร่วมมือการค้าและการลงทุน ไต้หวัน – สหรัฐฯ” หรือ Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) ที่ชะงักมานานนับหลายปี ในที่สุดก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว เมื่อผู้แทนการค้าสูงสุดของทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันในระบบออนไลน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเห็นพ้องที่จะเริ่มกระบวนการเจรจากันในอีกหลายสัปดาห์ต่อจากนี้ไป โดยประธานาธิบดีไช่อิงเหวินได้ระบุว่า นี่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ การเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งนี้ จะทำให้ไต้หวันมีพลังที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าทั้งระบบ ผู้นำไต้หวันระบุผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า ไต้หวันกับสหรัฐฯ เป็น “มิตรแท้ และมีความคืบหน้าที่แท้จริง” รัฐบาลไต้หวันจะผลักดันความร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อไป
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นายเติ้งเจิ้นจง รัฐมนตรีประจำสภาบริหารในฐานะผู้ดูแลด้านการเจรจาการค้าของไต้หวันได้พบหารือกับ Katherine Tai ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจัดการเจรจา “TIFA” ระหว่างกันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ได้กล่าวปราศรัยเกี่ยวกับความคืบหน้าของความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้ากับสหรัฐฯ ว่า มันจะเป็นการเสริมพลังให้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าโดยรวมของไต้หวัน ผู้นำไต้หวันระบุว่า “ในช่วงเวลาเดียวกันกับการสามัคคีกันเพื่อรับมือกับการระบาดของโรค ข้าพเจ้าขอรายงานให้พ่อแม่พี่น้องทราบเกี่ยวกับพัฒนาการใหม่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือกลไกที่มีความสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งก็คือการเจรจา TIFA ซึ่งคาดว่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ต้องขอขอบคุณทีมงานต่างประเทศ ที่ได้มุมานะพยายามในเรื่องนี้มาโดยตลอด และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม ให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการค้าของไต้หวันมีพลังคืบหน้าไปอีกก้าวใหญ่”
Katherine Tai ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
ทั้งนี้ นักวิชาการไต้หวัน มีความเห็นว่า หวังว่าไต้หวันจะอาศัยการเจรจา TIFA ในครั้งนี้ มาเป็นโอกาสในการผลักดันการเจรจาการค้าทวิภาคีหรือ BTA ระหว่างกัน ตอนนี้ ไต้หวันก้ได้ขจัดอุปสรรคเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อหมูและเนื้อวัวที่มีสารกระตุ้นเนื้อแดงจากสหรัฐฯ แล้ว เหลือก็แต่เพียงอุปสรรคด้านศุลกากรเท่านั้น แต่ก็อาจกระทบต่อการเกษตรในไต้หวัน จำเป็นต้องเตรียมการรับมือไว้ให้พร้อม ประเด็นที่สหรัฐฯให้ความสนใจจะเป็นประเด็นคลัสเตอร์การผลิต จะให้กลายเป็น วินวิน อย่างไร จึงอยู่ที่เทคนิคและประเด็นในการเจรจา
นายชิวต๋าเซิง นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน ระบุว่า ความต้องการของไต้หวันน่าจะอยู่ที่ต้องการเจรจาความตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ หรือ BTA ซึ่งไต้หวันได้ขจัดอุปสรรคทางการค้าที่สหรัฐฯ ต้องการออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกนำเข้าเนื้อหมู เนื้อวัวที่มีสารกระตุ้นเนื้อแดงหรือแรคโตพามินจากสหรัฐฯ ตอนนี้ก็เหลือเพียงอุปสรรคด้านศุลกากรเท่านั้น ซึ่งเขาวิเคราะห์ว่า ตอนนี้ ภาษีศุลกากรสินค้าโดยเฉลี่ยของไต้หวันอยู่ที่ 6.5% ส่วนสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.4% ช่วงระบาดหนักปีที่แล้ว ไต้หวันได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 30000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 30% ต่อปี หากสามารถกระตุ้นให้มีการจัดทำความตกลง BTA ได้ ลดการคุ้มครองทางการค้าระหว่างกันลง ก็จะเป็นผลดีต่อภาคการผลิตของไต้หวัน ทั้งเครื่องจักรกล และอุตสาหกรรมโลหะพื้นฐาน ที่จะมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อการส่งสินค้ามาจำหน่ายในไต้หวันด้วย แต่ภาคการเกษตรอาจได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง รัฐบาลต้องหาทางรับมือไว้แต่เนิ่น ๆ ช่วยเหลือเกษตรกรแปรรูปให้เป็นการเกษตรกรก้าวหน้า นายชิวต๋าเซิง ระบุว่า “ไต้หวันมีภาษีศุลกากรเฉลี่ยสูงถึง 16.9% คุ้มครองผลผลิตการเกษตรของเรา ส่วนสหรัฐฯ มีภาษีศุลกากรเพียง 3.4% เท่านั้น ไม่ต้องไปพูดถึงว่าจะเจรจาความตกลงการค้าเสรีอะไรกับสหรัฐฯ เลย แม้เพียงร้อยละ 3.4 เท่านั้น ก็เป็นความท้าทายของพืชผลการเกษตรไต้หวันค่อนข้างสูงทีเดียว เช่นข้าวของสหรัฐฯ ถ้าคุณไปเจรจาเรื่องนี้กับสหรัฐฯ ก็ต้องได้รับผลกระทบก่อนเพื่อน ซึ่งคุณก็ต้องหาทางรับมือแต่เนิ่น ๆ”
นอกจากนี้ คุณชิวต๋าเซิงยังระบุว่า แม้ตอนนี้จะค่อนข้างแน่นอนว่า ไต้หวันกับสหรัฐฯ จะเปิดการเจรจา TIFA ระหว่างกันแล้วก็ตาม แต่ประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือประเด็นคลัสเตอร์การผลิตที่สหรัฐฯ ต้องการความร่วมมือในเชิงลึกจากไต้หวัน ไต้หวันกับสหรัฐฯ ต่างมีความต้องการที่ต่างกัน ดังนั้น การเจรจาดังกล่าวจะได้ผลจนเป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเจรจาและความสามารถในการรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่มีความเห็นร่วมกัน
นายชิวต๋าเซิง นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน
๒. ส่งออกเดือน พ.ค. พุ่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ประกาศรายงานสถิติการส่งออกของไต้หวันประจำเดือน พ.ค. 2564 ปรากฏว่ามีมูลค่าสูงถึง 37,410 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติรายเดือนที่เคยมีมา เติบโตถึง 38.6% ต่อปี และเป็นการเติบโตต่อเนื่องถึง 11 เดือน กระทรวงการคลังไต้หวันระบุว่า ผลสำเร็จของการส่งออกดังกล่าวนี้ มาจากการฟื้นตัวของบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลก ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น เทคโนโลยียุคใหม่และเศรษฐกิจอยู่กับบ้านที่ไม่ได้ปรับตัวลดลง ตลอดจนราคาสินค้าส่งออกปรับตัวสูงขึ้น 4 ปัจจัยด้วยกัน พลังขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมดั้งเดิม สองเครื่องยนต์ดันให้การส่งออกไต้หวันพุ่งสู่จุดสุดยอด
สำหรับการส่งออกในเดือนนี้ กระทรวงการคลังไต้หวันยอมรับว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด19 และการฉีดวัคซีนในไต้หวันจะเป็นตัวแปรสำคัญ ตอนนี้ยังยากที่จะประเมินผลกระทบต่อการส่งออกได้ หากไม่คำนึงถึงผลกระทบจากการระบาดแล้ว และตัวเลขฐานปีที่แล้วค่อนข้างต่ำ ก็จะทำให้การส่งออกเดือน มิ.ย. นี้เติบโต 27-31% โตต่อเนื่อง 12 เดือน อย่างไม่มีปัญหา คิดเป็นมูลค่าถึงประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์
ส่วนทางด้านการนำเข้าก็ไม่ย่อยเหมือนกัน คุณไช่เหม่ยน่า อธิบดีกรมสถิติ กระทรวงการคลังไต้หวัน ระบุว่า เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ไต้หวันนำเข้าทั้งสิ้น 31,250 ล้านดอลลาร์ สูงสุดรายเดือนเป็นอันดับ 2 เติบโตต่อปีถึง 40% ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่การส่งออกขยายตัวทำให้มีความต้องการวัตถุดิบนำเข้ามากขึ้นมาก
สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ อะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ นำเข้าถึง 7,430 ล้านดอลลาร์ มากสุดรายเดือนเป็นอันดับ 2 นอกจากนี้ รถยนต์นำเข้าก็ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นำเข้ารถยนต์เก๋งส่วนตัวถึง 870 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติรายเดือนที่เคยมีมา และโตต่อปีถึง 1.3 เท่าตัว
กราฟส่งออก (สีน้ำเงิน) นำเข้า (สีแดง)