
Sign up to save your podcasts
Or


๑. ส่งออกไต้หวันขยับสองอันดับ ดีสุดในรอบ 16 ปี
สถิติล่าสุดขององค์การการค้าโลกหรือ WTO ล่าสุด ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของโลกในปีที่ผ่านมา 2020 ลดลง 7% การค้าโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดอย่างหนักของโควิด 19 อย่างไรก็ดี การส่งออกของไต้หวันในช่วงเวลาเดียวกันมีมูลค่าสูงถึง 345,210 ล้านดอลลาร์ เติบโตสวนกระแสโลก ขยับขึ้นไปเป็นประเทศที่มีการส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก ขยับขึ้น2 อันดับจากปี 2019 เป็นสถิติที่ดีที่สุดในรอบ 16 ปี
กระทรวงการคลังไต้หวันรายงานสถิติล่าสุดว่า จากสถิติล่าสุดของ WTO พบว่า ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด19 ทำให้มูลค่าการส่งออกรวมมีเพียง 17.6 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลง 7.5% ต่อปี ส่วนการนำเข้าของทั่วโลกมีมูลค่ารวม 17.8 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลงต่อปี 7.6% มีมูลค่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี ทั้งสองรายการ
อันดับการส่งออกของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไต้หวันส่งออกรวม 345,210 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2% ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก จัดอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก ขยับขึ้น 2 อันดับ จากปี 2019 และเป็นผลงานที่ดีที่สุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา
เมื่อเปรียบเทียบกับ 4 เสือแห่งเอเชียอื่น ๆ แล้ว ฮ่องกงส่งออกเพิ่มขึ้น อันดับก็ขยับขึ้น 2 อันดับ อยู่ในอันดับที่ 6 ส่วนเกาหลีใต้กับสิงคโปร์ส่งออกลดลง แต่เกาหลีใต้ยังคงสามารถรักษาอยู่ในอันดับเดิมคืออันดับ 7 สิงคโปร์ขยับขึ้น 1 อันดับ เป็นอันดับที่ 14 เพราะประเทศอื่น ๆ ส่งออกลดลงมากกว่า
ส่วนทางด้านการนำเข้า ปีที่แล้ว ไต้หวันนำเข้าทั้งสิ้น 285,800 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 1.6% ของการนำเข้าทั่วโลก แม้มูลค่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนหน้านี้ แต่อันดับลดลง 1 อันดับ อยู่ในอันดับที่ 18
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการส่งออกของแต่ละประเทศ จะเห็นได้ว่า เนื่องจากจีนมีคลัสเตอร์การผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก และขยายการผลิตไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ขึ้นแท่นแชมป์แทนเยอรมนีและสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปี 2020 การส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง 14.7% พุ่งขึ้นถึง 4.4% จากปี 2010
นอกจากนี้ ในส่วนของฮ่องกง ในช่วงระหว่างปี 2010-2020 ส่งออกมีสัดส่วนขยับขึ้น 0.5% ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน การส่งออกของไต้หวันเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% เท่านั้น ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐฯ สิงคโปร์และเกาหลีใต้ ต่างมีสัดส่วนการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับปี 2010 1.4% 0.2% 0.2% และ 0.1% ตามลำดับ ที่สำคัญเนื่องจากมีการระบาดของโควิด19 ค่อนข้างรุนแรง
๒. แบงก์นอกเตือนไต้หวันไม่ฉีดวัคซีน กระทบฟื้นฟูการท่องเที่ยว
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 เศรษฐกิจไต้หวันก็กำลังทะยานสู่จุดสูงสุด แบงก์นอกอย่างแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ และ ธนาคาค DBS แบงก์ยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ ได้ประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคาร DBS คาดว่า จีดีพี ของไต้หวันในปีนี้จะโตถึง 5% แต่ได้วิเคราะห์ว่า เนื่องจากไต้หวันฉีดวัคซีนล่าช้ากว่าหลายประเทศ คนไต้หวันก็ไม่อยากฉีดเมื่อภูมิคุ้มกันเป็นกลุ่มก้อนไม่สามารถเป็นไปตามเป้าหมายได้ ดีบีเอส เห็นว่า การควบคุมชายแดนของศูนย์บัญชาการควบคุมโรคระบาดไต้หวันจะยังคงระมัดระวังเป็นพิเศษ จะส่งผลต่อสายการบิน การท่องเที่ยว และธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า
คุณหม่าเที่ยอิง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคาร ดีบีเอส ได้วิเคราะห์การพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวันว่า ดัชนีหลาย ๆ ตัว ชี้ชัดว่าไตรมาสแรกของปีนี้ ไต้หวันมาแรงมาก นอกจากอุปสงค์ทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งก็คืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ก็อยู่ในสภาพที่ผลิตไม่พอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากไต้หวันเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของโลก ทำให้ดัชนีการสั่งซื้อจากต่างประเทศมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคาดว่าการส่งออกยังมีโอกาสที่จะพุ่งสูงยิ่งขึ้นอีกด้วย ส่วนดัชนีอื่น ๆ เช่นดัชนีการสต๊อกสินค้ากลับอยู่ในสภาพปรับตัวลดลง ชี้ชัดว่าภาคการผลิตยังคงมีโอกาสที่จะผลิตเพื่อเสริมความต้องการสต๊อกสินค้า ส่งผลให้ไตรมาส 2 ของปีนี้ มีโอกาสที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง คาดว่า จีดีพี ไต้หวันปีนี้จะโตถึง 5% โดยไตรมาสแรกโต 6.1% ไตมาส 2 โต 7.5% ทุบสถิติที่เคยมีมา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย ไต้หวันจะโดดเด่นเป็นพิเศษเพียงประเทศเดียว
อย่างไรก็ดี เขาได้แสดงความวิตกกังวลและเตือนว่า ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเร่งฉีดวัคซีนเป็นการใหญ่ ในขณะที่ไต้หวันฉีดวัคซีนเชื่องช้าเป็นเต่าคลาน ประชาชนก็ไม่อยากฉีด ทำให้ภูมิคุ้มกันเป็นกลุ่มก้อนไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ ส่งผลให้การเปิดพรมแดนของไต้หวันต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น กิจการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็ฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการด้านการบิน การท่องเที่ยวและโรงแรมต่าง ๆ ก็ไม่อาจฟื้นตัวได้ 100% เนื่องจากไม่สามารถเปิดพรมแดนได้อย่างจริงจัง ฉีดวัคซีนช้า และผู้คนก็ไม่อยากฉีด ต้องส่งผลต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเหล่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ก็มีความเห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปีนี้ จะเป็นไปท่ามกลางความเสี่ยง และมีความเห็นว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด19 ปีที่แล้ว ส่งผลให้การส่งออกและการผลิตเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก อย่างความต้องการอุปกรณ์เพื่อการติดต่อทางไกลทั้งการทำงานและการศึกษา บางทีในปีนี้ อาจไม่เกิดเหตุการณ์ที่ธุรกิจต้องอาศัยยุทธศาสตร์แนว “ป้องกัน” เสริมสินค้าในสต๊อกให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อการส่งออก
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti๑. ส่งออกไต้หวันขยับสองอันดับ ดีสุดในรอบ 16 ปี
สถิติล่าสุดขององค์การการค้าโลกหรือ WTO ล่าสุด ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของโลกในปีที่ผ่านมา 2020 ลดลง 7% การค้าโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดอย่างหนักของโควิด 19 อย่างไรก็ดี การส่งออกของไต้หวันในช่วงเวลาเดียวกันมีมูลค่าสูงถึง 345,210 ล้านดอลลาร์ เติบโตสวนกระแสโลก ขยับขึ้นไปเป็นประเทศที่มีการส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก ขยับขึ้น2 อันดับจากปี 2019 เป็นสถิติที่ดีที่สุดในรอบ 16 ปี
กระทรวงการคลังไต้หวันรายงานสถิติล่าสุดว่า จากสถิติล่าสุดของ WTO พบว่า ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด19 ทำให้มูลค่าการส่งออกรวมมีเพียง 17.6 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลง 7.5% ต่อปี ส่วนการนำเข้าของทั่วโลกมีมูลค่ารวม 17.8 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลงต่อปี 7.6% มีมูลค่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี ทั้งสองรายการ
อันดับการส่งออกของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไต้หวันส่งออกรวม 345,210 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2% ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก จัดอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก ขยับขึ้น 2 อันดับ จากปี 2019 และเป็นผลงานที่ดีที่สุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา
เมื่อเปรียบเทียบกับ 4 เสือแห่งเอเชียอื่น ๆ แล้ว ฮ่องกงส่งออกเพิ่มขึ้น อันดับก็ขยับขึ้น 2 อันดับ อยู่ในอันดับที่ 6 ส่วนเกาหลีใต้กับสิงคโปร์ส่งออกลดลง แต่เกาหลีใต้ยังคงสามารถรักษาอยู่ในอันดับเดิมคืออันดับ 7 สิงคโปร์ขยับขึ้น 1 อันดับ เป็นอันดับที่ 14 เพราะประเทศอื่น ๆ ส่งออกลดลงมากกว่า
ส่วนทางด้านการนำเข้า ปีที่แล้ว ไต้หวันนำเข้าทั้งสิ้น 285,800 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 1.6% ของการนำเข้าทั่วโลก แม้มูลค่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนหน้านี้ แต่อันดับลดลง 1 อันดับ อยู่ในอันดับที่ 18
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการส่งออกของแต่ละประเทศ จะเห็นได้ว่า เนื่องจากจีนมีคลัสเตอร์การผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก และขยายการผลิตไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ขึ้นแท่นแชมป์แทนเยอรมนีและสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปี 2020 การส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง 14.7% พุ่งขึ้นถึง 4.4% จากปี 2010
นอกจากนี้ ในส่วนของฮ่องกง ในช่วงระหว่างปี 2010-2020 ส่งออกมีสัดส่วนขยับขึ้น 0.5% ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน การส่งออกของไต้หวันเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% เท่านั้น ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐฯ สิงคโปร์และเกาหลีใต้ ต่างมีสัดส่วนการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับปี 2010 1.4% 0.2% 0.2% และ 0.1% ตามลำดับ ที่สำคัญเนื่องจากมีการระบาดของโควิด19 ค่อนข้างรุนแรง
๒. แบงก์นอกเตือนไต้หวันไม่ฉีดวัคซีน กระทบฟื้นฟูการท่องเที่ยว
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 เศรษฐกิจไต้หวันก็กำลังทะยานสู่จุดสูงสุด แบงก์นอกอย่างแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ และ ธนาคาค DBS แบงก์ยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ ได้ประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคาร DBS คาดว่า จีดีพี ของไต้หวันในปีนี้จะโตถึง 5% แต่ได้วิเคราะห์ว่า เนื่องจากไต้หวันฉีดวัคซีนล่าช้ากว่าหลายประเทศ คนไต้หวันก็ไม่อยากฉีดเมื่อภูมิคุ้มกันเป็นกลุ่มก้อนไม่สามารถเป็นไปตามเป้าหมายได้ ดีบีเอส เห็นว่า การควบคุมชายแดนของศูนย์บัญชาการควบคุมโรคระบาดไต้หวันจะยังคงระมัดระวังเป็นพิเศษ จะส่งผลต่อสายการบิน การท่องเที่ยว และธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า
คุณหม่าเที่ยอิง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคาร ดีบีเอส ได้วิเคราะห์การพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวันว่า ดัชนีหลาย ๆ ตัว ชี้ชัดว่าไตรมาสแรกของปีนี้ ไต้หวันมาแรงมาก นอกจากอุปสงค์ทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งก็คืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ก็อยู่ในสภาพที่ผลิตไม่พอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากไต้หวันเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของโลก ทำให้ดัชนีการสั่งซื้อจากต่างประเทศมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคาดว่าการส่งออกยังมีโอกาสที่จะพุ่งสูงยิ่งขึ้นอีกด้วย ส่วนดัชนีอื่น ๆ เช่นดัชนีการสต๊อกสินค้ากลับอยู่ในสภาพปรับตัวลดลง ชี้ชัดว่าภาคการผลิตยังคงมีโอกาสที่จะผลิตเพื่อเสริมความต้องการสต๊อกสินค้า ส่งผลให้ไตรมาส 2 ของปีนี้ มีโอกาสที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง คาดว่า จีดีพี ไต้หวันปีนี้จะโตถึง 5% โดยไตรมาสแรกโต 6.1% ไตมาส 2 โต 7.5% ทุบสถิติที่เคยมีมา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย ไต้หวันจะโดดเด่นเป็นพิเศษเพียงประเทศเดียว
อย่างไรก็ดี เขาได้แสดงความวิตกกังวลและเตือนว่า ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเร่งฉีดวัคซีนเป็นการใหญ่ ในขณะที่ไต้หวันฉีดวัคซีนเชื่องช้าเป็นเต่าคลาน ประชาชนก็ไม่อยากฉีด ทำให้ภูมิคุ้มกันเป็นกลุ่มก้อนไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ ส่งผลให้การเปิดพรมแดนของไต้หวันต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น กิจการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็ฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการด้านการบิน การท่องเที่ยวและโรงแรมต่าง ๆ ก็ไม่อาจฟื้นตัวได้ 100% เนื่องจากไม่สามารถเปิดพรมแดนได้อย่างจริงจัง ฉีดวัคซีนช้า และผู้คนก็ไม่อยากฉีด ต้องส่งผลต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเหล่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ก็มีความเห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปีนี้ จะเป็นไปท่ามกลางความเสี่ยง และมีความเห็นว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด19 ปีที่แล้ว ส่งผลให้การส่งออกและการผลิตเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก อย่างความต้องการอุปกรณ์เพื่อการติดต่อทางไกลทั้งการทำงานและการศึกษา บางทีในปีนี้ อาจไม่เกิดเหตุการณ์ที่ธุรกิจต้องอาศัยยุทธศาสตร์แนว “ป้องกัน” เสริมสินค้าในสต๊อกให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อการส่งออก