ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๕


Listen Later

๑. ไต้หวันย้ำไม่จำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ไปจีนโดยพลการ หากจีนนำไปใช้ผลิตอาวุธ ประชาคมโลกจะร่วมกันสกัดกั้น

           นางหวาง เหม่ยฮัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ไต้หวัน ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อยักษ์ใหญของญี่ปุ่น Yomiuri-Shimbun โดยย้ำว่า  ไต้หวันผลิตเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นเกินกว่า 60% ของการผลิตทั่วโลก เป็นแผ่นชิพประสิทธิภาพสูงถึง 90% ในขณะที่จีนต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไต้หวันถึง 36% ของการนำเข้าทั้งหมดของจีน ดังนั้น ไต้หวันจึงมีส่วนช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างช่องแคบไต้หวันขึ้น ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ถูกตัดขาดลง เศรษฐกิจจีนก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

นางหวางเหม่ยฮัว รมว. ศก. ไต้หวัน

          นอกจากนี้ นางหวางฯ ยังได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับ เซมิคอนดักเตอร์ที่ไต้หวันผลิตอาจถูกจีนนำไปใช้ผลิตเป็นอาวุธ แต่ก็ย้ำว่า ไต้หวันไม่ต้องการที่จะจำกัดการส่งออกแผ่นชิพไปจีนโดยพลการ และเห็นว่า สันติภาพบนช่องแคบไต้หวันเป็นปมเงื่อนสำคัญที่จะทำให้การผลิตเซมิคอนดักเตอร์เป็นไปโดยราบรื่นและมีเสถียรภาพ

          อย่างไรก็ดี นางหวางฯ ยังได้ย้ำว่า ประเด็นดังกล่าว หากเป็นจริงขึ้น ประชาคมโลกจะเป็นผู้เข้ามาควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันไปยังจีนโดยอัตโนมัติ

          รายงานข่าวระบุอีกว่า เพื่อควบคุมการมิให้จีนได้รับเทคนิคทันสมัยในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ สหรัฐฯ ได้จัดตั้งแนวร่วม Chip4 ขึ้น เพื่อเสริมความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์ระหว่าง สหรัฐฯ  ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นางหวางฯ ระบุว่า การที่ไต้หวันเข้าร่วมในแนวร่วมดังกล่าว ก็เพื่อที่จะให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีความเข้มแข็งมากขึ้น ไต้หวันหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมมือพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์กับประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ

         ส่วนกรณี ที่ญี่ปุ่นเชื้อเชิญให้ TSMC ของไต้หวันไปลงทุนผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ญี่ปุ่นนั้น นางหวางฯ บอกว่า อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันมีการพัฒนามานานกว่า 3-40 ปีแล้ว ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานที่มีคุณภาพสูง ประเทศอื่นยากที่จะพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในลักษณะเดียวกันกับของไต้หวันได้ในระยะเวลาอันสั้น

         รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันเซมิคอนดักเตอร์ที่ญี่ปุ่นใช้อยู่ในปัจจุบัน มีอยู่ถึง 33% ที่นำเข้าจากไต้หวัน ส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนาย Takahide Kiuchi นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ระดับสูง สถาบันวิจัยญี่ปุ่นระบุว่า หากไต้หวันระงับการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ให้แก่ญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบต่อ GDP ของญี่ปุ่น โดยจะทำให้ลดลง 0.48% 

 

๒. ส่งออกเดือน ก.ย. ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 26 เดือน 

          เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการคลังไต้หวันได้รายงานในสถิติล่าสุดของไต้หวันประจำเดือน ก.ย. ว่า การส่งออกมีมูลค่า 3.753 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำสุดเป็นอันดับ 2 ของปีนี้  และปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว 5.3% ยุติการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 26 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงการคลังไต้หวันระบุว่า ทั่วโลกอยู่ในภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ส่งผลให้มีการใช้มาตรการหดตัวทางการเงิน ประกอบกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจในจีนก็ลดอุณหภูมิลง ทำให้ความต้องการของสินค้าอุปโภคบริโภคหยุดชะงัก แรงกดดันจากการปรับสินค้าในสต็อกของห่วงโซ่อุปทานพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เป็นไตรมาสแรกที่การส่งออกของไต้หวันอยู่ในสภาพหดตัวลงในรอบ 7 ปี  อย่างไรก็ดี ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ การนำเข้าและการส่งออกค่อนข้างดี จึงคาดว่า ตลอดทั้งปีของปีนี้คงไม่ยากที่จะทุบสถิติต่อปีทั้งสองรายการ 

          สืบเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภาวะเงินเฟ้อ การหดตัวทางการเงิน ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์ค่อนข้างชัดเจนยิ่งขึ้น การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานก็มีแรงกดดันมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้การส่งออกในเดือน ก.ย. ของไต้หวันมีมูลค่าเพียง 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำสุดเป็นลำดับที่ 2 ของปีนี้รองจากเดือน ก.พ. เท่านั้น โดยลดลงต่อปี 5.3% สิ้นสุดการเติบโตในแดนบวกที่เป็นมาอย่างต่อเนื่องถึง 26 เดือน สินค้าส่งออกสำคัญ 11 รายการ มีเพียงอุปกรณ์อะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ขนส่ง และแร่ธาตุที่มีความต้องการค่อนข้างสูง ทำให้ยังสามารถรักษาให้มีการเติบโตต่อไปได้เท่านั้น ส่วนที่เหลือ 8 รายการ อยู่ในสภาพลดลงทั้งหมด โดยอุปกรณ์อะไหล่อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 2.4% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 41 นอกจากนี้ เนื่องจากความต้องการของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่งผลให้มีโอกาสที่จะเติบโตต่อเนื่องเป็น 43 เดือน 

         กระทรวงการคลัง ไต้หวัน วิเคราะห์ว่า เขตส่งออกสินค้าที่สำคัญของไต้หวัน ยังคงเป็นตลาดอาเซียนที่โดดเด่นเป็นตระหง่านมาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นต่อปี 5.5% ส่วนเขตอื่น ๆ อยู่ในสภาพติดลบทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปจีนและฮ่องกง ลดลงมากที่สุด จนกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การส่งออกเดือน ก.ย. อยู่ในสภาพติดลบ คุณไช่เหม่ยน่า อธิบดีกรมสถิติ ระบุว่า “การส่งออกไปจีนและฮ่องกง ได้รับผลกระทบจากแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจภายในอ่อนปวกเปียก มีการระบาดของโควิดซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมทั้งมาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด ทำให้การส่งออกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็น 13.3% ซึ่งเป็นเดือนที่ 2 ที่ปรับตัวลดลง และเป็นตัวเลขที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 42 เดือน เนื่องจากการส่งออกของจีนลดลง ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกของไต้หวันในเดือน ก.ย. หดตัวลง หากไม่รวมตลาดจีนและฮ่องกงแล้ว การส่งออกไปยังเขตอื่น ๆ ยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 1%” 

        สำหรับการส่งออกรวมไตรมาส 3 สำนักบัญชีกลางไต้หวันคาดไว้เมื่อ ส.ค. ว่าจะลดลงประมาณ 8% และยังมีตัวเลขที่สู้ไตรมาส 2 ไม่ได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ที่ไฮซีซั่นของการส่งออก ไม่ได้ไฮอย่างที่เคยเป็น อย่างไรก็ดี 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นรวม 13.5% เป็นระดับแนวหน้าของบรรดาประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ส่วนด้านการนำเข้า 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นจากในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 18% และคาดว่า การส่งออกของไตรมาส 4 จะอยู่ที่ ประมาณ2.62 หมื่นล้านดอลลาร์ การนำเข้า 1.83 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็จะทำให้เป็นสถิติเดียวกับปีที่แล้วที่ทุบสถิติที่เคยมีมา คาดว่า ทั้งการนำเข้าและการส่งออกของปีนี้จะทุบสถิติที่เคยมีมาได้ไม่ยากนัก อย่างไรก็ดี คงไม่ง่ายที่ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงเกินกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์


 

๓. เงินเฟ้อเดือน ก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือน ส.ค. แต่คาดไตรมาส 4 จะลดลงจากไตรมาส 3 

         เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักบัญชีกลาง สภาบริหารไต้หวัน ได้ประกาศตัวเลขดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคหรือ CPI เดือน ก.ย. ขยับสูงขึ้น 2.75% สูงกว่าเดือน ส.ค. เล็กน้อย ซึ่งอยู่ที่ 2.66% สำนักบัญชีกลางไต้หวันระบุว่า เหตุสำคัญที่ทำให้ CPI เดือน ก.ย. ปรับเพิ่มมาจากไต้ฝุ่นและฝนตกหนัก ทำให้ราคาพืชผักขยับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ประกอบกับค่าเงินเหรียญไต้หวันเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ก็อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และอ่อนตัวลงเป็นอย่างมาก ทำให้มีแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อที่มาจากภายนอก และก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี คาดว่า ในไตรมาส 4 CPI จะหดตัวลงเล็กน้อย 

         หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมา CPI ในเดือน มี.ค. พุ่งทะลุ 3% เป็นต้นมา ก็ขยับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 3% ต่อเนื่องถึง 5 เดือน จนถึงเดือน ส.ค. จึงเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับที่ต่ำกว่า 3% มาอยู่ที่ 2.66% ยุติการเพิ่มขึ้นเกินกว่า 3% ที่เป็นมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา และตัวเลข CPI เดือน ก.ย. ล่าสุดขยับตัว 2.75% เป็นเดือนที่ 2 ที่ CPI ขยับขึ้นต่ำกว่า 3% แต่ก็ยังสูงกว่าของเดือน ส.ค. 

         คุณฉาวจื้อหง ผู้เชี่ยวชาญ สำนักบัญชีกลาง ไต้หวัน ระบุสาเหตุที่ทำให้ CPI เดือน ก.ย. ขยับขึ้น 2.75% มาจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาอาหาร 5.3% ดัน CPI กว่าครึ่งหนึ่ง นอกจากราคาอาหารแล้ว ค่าขนส่ง คมนาคม ค่าการสื่อสาร ที่ขยับสูงขึ้นค่อนข้าสงมากแล้ว ค่าเช่าบ้านก็ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ต้นเดือน ส.ค. และปลายเดือน ก.ย. ไต้หวันได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นและฝนตกหนัก ราคาพืชผักขยับสูงขึ้น ส่งผลให้ CPI เดือน ก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากตัวเลขเดือน ส.ค. อย่างไรก็ดี สำนักบัญชีกลางระบุว่า ข้อมูลในตอนนี้ชี้ชัดว่า เนื่องจากค่าเเงินไต้หวันเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อจากภายนอกยังคงไม่มีแนวโน้มที่ชะลอตัวลง คุณฉาวฯ ระบุว่า “เราตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่พบว่า แม้ราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่คำนวนเป็นเงินดอลลาร์จะลดลง แต่เนื่องจากค่าเงินไต้หวันอ่กนตัวอย่างต่อเนื่อง ดังกนั้น ราคาสินค้านำเข้าที่คิดเป็นเงินเหรียญไต้หวันจึงพุ่งสูงขึ้นเกือบ 20%  

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti