ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๗


Listen Later

ไต้หวันเตรียมนำเข้าแรงงานอินเดีย ล็อตแรก 1000 คน 5% จ้างตรง 

        หลังจากที่ไต้หวันกับอินเดียได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจหรือ MOU ระหว่างกันเมื่อเดือน ก.พ. ปีนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ได้จัดการประชุมความร่วมมือครั้งแรกขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนางเหอเพ่ยซาน รมว. แรงงานไต้หวันได้ประกาศผลการประชุมเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะนำเข้าแรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในไต้หวันล็อตแรกจำนวน 1000 คน ซึ่งจะเป็นการนำเข้าตรงโดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางานจำนวนร้อยละ 5 ของจำนวนทั้งหมด ส่วนในอนาคตก็จะมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

       บันทึกความเข้าใจด้านแรงงานระหว่างไต้หวันกับอินเดียลงนามกันเมื่อวันที่ 16 ก.พ. ปีนี้ โดยจะมีการนำเข้าแรงงานอินเดียเพื่อเสริมแรงงานที่ขาดแคลนในอุตสาหกรรมภาคการผลิต แต่ถูกต่อต้านพอสมควร ซึ่งนางเหอเพ่ยซาน รมว. แรงงานไต้หวันได้ย้ำว่า รัฐบาลของทั้งสองประเทLจะผลักดันในเรื่องนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป 

       หลังจากลงนามใน MOU แล้ว ก็ได้เปิดการประชุมคณะทำงานครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ได้ข้อสรุปหลายประการ ได้แก่ 1. ไต้หวันกับอินเดียเห็นพ้องที่จะยกระดับการประชุมคณะทำงานเป็นระดับอธิบดี และจะใช้รูปแบบการประชุมแบบออนไลน์ทุก 2 เดือน ตามการเสนอของฝ่ายอินเดีย หากจำเป็นก็จะมีการจัดการประชุมนัดพิเศษ

       ประการที่ 2 ไต้หวันกับอินเดียจะร่วมมือกันผลักดัน “แผนการนำเข้าแรงงานอินเดีย” หรือ launch program โดยไม่มีการจำกัดอายุของแผนการ และจะมีการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปข้อสรุปที่ได้จากการประชุมคณะทำงานระดับอธิบดี เห็นพ้องให้ในระยะแรก ไต้หวันจะนำเข้าแรงงานภาคการผลิตจากอินเดียจำนวน 1000 คน โดยต้องเป็นการจ้างตรง 5% ซึ่งจะมีการพิจารณาและปรับปรุงตามผลการปฏิบัติตามแผนดังกล่าว ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะมีการพิจารณาเพิ่มโควต้าและขยายไปสู่ภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย 

       ประการที่ 3 ไต้หวันกับอินเดียเห็นพ้องให้แต่ละฝ่ายมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบเป็นช่องทางในการประสานงานการจ้างตรง โดยฝ่ายไต้หวันมอบหมายให้สำนักพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานไต้หวันเป็นผู้มอบหมายให้ศูนย์จ้างตรงของไต้หวันเป็นช่องทางประสานของไต้หวัน ส่วนอินเดียได้มอบหมายให้กรมคุ้มครองแรงงานในต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ โดยประสานกับการใช้ระบบออนไลน์ eligrate 2.0 ซึ่งฝ่ายไต้หวันจะอาศัยระบบออนไลน์ดังกล่าวนำเสนอปัญหาและรายชื่อที่ไต้หวันต้องการ โดยฝ่ายอินเดียจะเป็นผู้ประสานผ่านระบบออนไลน์ดังกล่าว 

นางเหอเพ่ยซาน (ขวา) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไต้หวัน 

ร่วมอนุรักษ์แหล่งกำเนิดเพาะพันธุ์เต่าทะเล และปะการัง ที่เกาะเสี่ยวหลิวฉิว

             นอกจากจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องมีไกด์นำพาเที่ยวในบริเวณน้ำขึ้นน้ำลงด้วย 

           บนเกาะเสี่ยวหลิวฉิวมีเขตน้ำขึ้นน้ำลงอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ ตู้จื่อผิง ซานฝู อ่าวหาป่าน หยวีเฉิงเว่ย และถ้ำหลงเซีย (ถ้ำกุ้งมังกร) ถูกประกาศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนิเวศธรรมชาติเมื่อปี 2015 มีระเบียบที่เกี่ยวข้องของตนตามลักษณะพิเศษของเขตน้ำขึ้นน้ำลงแต่ละเขต อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองผิงตงจึงได้ประกาศ “ระเบียบว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยวระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติในเขตท่องเที่ยวพิเศษ” โดยจัดค่าธรรมเนียมคนละ 60 เหรียญไต้หวัน ใน 3 เขต ได้แก่ เขตซานฝู หยวีเฉิงเว่ย และตู้จื้อผิง “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์” เมื่อนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวในเขตดังกล่าว นอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเข้าเยี่ยมชมคนละ 60 เหรียญไต้หวันแล้ว ยังต้องหาไกด์หรือมัคคุเทศก์นำเที่ยวในบริเวณดังกล่าวด้วย เนื่องจาก เป็นเขตที่มีการจำกัดเส้นทางการเดินชม เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่นักท่องเที่ยวเข้าท่องเที่ยวให้เหลือน้อยที่สุด  

        จนถึงสิ้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ได้จำหน่ายบัตรผ่านประตูไปจำนวนทั้งสิ้น 2275 ใบ คิดเป็นเงิน 136,500 เหรียญไต้หวัน ผู้สื่อข่าวของ “รีพอร์ตเตอร์” ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเทศบาลเมืองผิงตง ซึ่งดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการมหาสมุทรและประมงเทศบาลเมืองผิงตง ได้รับคำตอบว่า ค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้จะนำไปใช้ประโยชน์ตามที่ระบุในมาตรา 8 ระเบียบว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยยึดหลักการให้ส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม เชิญหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชนในท้องถิ่นเข้าร่วมพิจารณา ร่วมกันผลักดันการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ

        อย่างไรก็ดี เสี่ยวหลิวฉิวมีแนวชายฝั่งรอบเกาะยาวถึง 12 กม. แล้วทำไมจึงเลือกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเฉพาะ 3 จุดนี้เท่านั้น กองกิจการมหาสมุทรและการประมง เทศบาลเมืองผิงตงได้ตอบคำถามนี้ว่า จุดต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเขตน้ำขึ้นน้ำลงอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำเสี่ยวหลิวฉิวด้วย กำหนดให้มีคนเข้าได้ครั้งละไม่เกิน 300 คน ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้มาจนสุกงอมแล้ว ในขณะที่เขตน้ำขึ้นน้ำลงอ่าวฮาป่าน ไม่มีการวางเส้นทางเดินการนำเที่ยว มีทางเข้าหลายทางและไม่มีการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว ประกอบกับมีการท่องเที่ยวในเขตดังกล่าวอย่างหลากหลาย นักท่องเที่ยวบางส่วนก็จะลงไปเดินเล่นในน้ำ ดำน้ำ หรือกิจกรรมทางน้ำ บางส่วนก็จะลงไปเหยียบย่ำสิ่งมีชีวิตในบริเวณนี้ ควบคุมได้ค่อนข้างยาก 

        คุณเฉินเหวินอวี้เห็นด้วยกับการผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เขายกตัวอย่างว่า สมาคมฯ เคยผลักดันให้มีการจัดการประตูทางเข้า-ออกทางเดียว  ห้ามนักท่องเที่ยวที่ลงเล่นน้ำที่อ่าวฮาป่านเข้ามาทางร่องน้ำใต้ทะเล “ตอนนั้น ก็มีคนไม่พอใจ เกรงว่าจะกระทบต่อธุรกิจของตน” เขาเห็นว่า หากใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ก็จะทำให้ผู้คนมีความรู้สึกที่ไม่ดีได้ หากในอนาคตมีวิธีการที่ดีกว่า ก็ยากที่จะทำให้เป็นไปตามเป้าหมายที่นโยบายได้วางไว้ “เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา (อ่าวฮาป่าน)”

 

 
...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti