
Sign up to save your podcasts
Or


อาเซียนเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่ยังมีหนทางอีกยาวไกล
นางสวีจุนฉือ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและข้อจำกัดในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน โดยระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนต่างกลายเป็น “แหล่งหลบภัย” ของเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่สืบเนื่องจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และกลายเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากกรณีดังกล่าว โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศเหล่านี้ต่างเสนอนโยบายในการดึงดูดการลงทุนจากประเทศต่าง ๆ ยกเว้นสิงคโปร์และมาเลเซียที่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไปแล้วก่อนหน้านี้ ตอนนี้ ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนต่างก็เข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วยอย่างคึกคัก แต้ก็ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาสารพัด อาทิ เงินทุน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน น้ำ ไฟ และบุคลากร นักวิเคราะห์บางส่วนเห็นว่า การขยับฐานะขึ้นเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียน อาจเป็นความฝันที่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป
นางสวีจุนฉือ ผอ. สถาบันอาเซียนศึกษา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว
ผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ การเผชิญหน้ากันของมหาอำนาจ และการขาดแคลนแผ่นชิปหลังโควิด กำลังเร่งให้เกิดการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และขยายตัวเข้าสู่ 6 ประเทศในอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม ท่ามกลางนโยบายการสนับสนุนของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้อนาคตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถูกจับตามองเป็นพิเศษ รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2022 ได้เสนอยุทธศาสตร์ “จับมือพันธมิตร” โดยจะกระชับความร่วมมือกับเม็กซิโก ลาตินอเมริกา และประเทศในเอเชียอย่างเวียดนาม และอินเดีย ซึ่งมีอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน เพื่อร่วมมือกันในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน ลดการพึ่งพาจีน และเมื่อเดือน ต.ค. ปีนี้ สหรัฐฯ ก็ได้ประกาศขยายการจำกัดสินค้าส่งออกจากจีน ยิ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระลอกล่าสุดเข้าสู่ประเทศอาเซียน
สถิติการลงทุนตรงของทุนต่างชาติหรือ FDIพบว่า ในปี 2021 มีเงินลงทุนด้านการก่อสร้างโรงงานและอุปกรณ์เครื่องจักรกลด้านเซมิคอนดักเตอร์ รวม 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนของทุนต่างชาติที่เข้าสู่อาเซียนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ไม่ถึง 1% พุ่งขึ้นเป็น 25% โดยเป็นทุนจากยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ที่เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานหรือขยายโรงงาน
เมื่อเราวิเคราะห์เป็นรายประเทศในอาเซียน สิงคโปร์และมาเลเซียเริ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ทำให้ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ส่วนฟิลิปปินส์ก็เริ่มดึงเงินลงทุนด้านการแพกเกจจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1970 สำหรับไทยกับเวียดนาม เนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไอทีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และหลังโควิดก็มีการเสนอยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดเงินทุนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกันก็ต้องการลดความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดตอนลงของห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนอินโดนีเซียที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเนื่องจากมีเหมืองนิกเกิลที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งไม่ยอมถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง จึงประกาศพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องใช้แร่นิกเกิลเป็นหัวใจสำคัญในการผลิต
ประเทศเหล่านี้ได้แสดงบทบาทสำคัญในการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยในปี 2022 สิงคโปร์ส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์มากถึง 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนมาเลเซียก็มีมูลค่าการค้าเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 7.86 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย ก็มีมูลค่าการค้าเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 2.89 หมื่นล้านดอลลาร์ 1.33 หมื่นล้านดอลลาร์ 9300 ล้านดอลลาร์ และ 5200 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ส่วนทางด้านการนำเข้า ในปี 2020 เวียดนามนำเข้าสูงกว่ามาเลเซีย กลายเป็นประเทศนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์มากที่สุดอันดับ 2 ในอาเซียน แสดงให้เห็นว่า อินโดนีเซียมีความต้องการเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนสินค้าไอทีก็มีการขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในอาเซียน ครอบคลุมไอซีดีไซน์ การผลิตแผ่นชิป และอุตสาหกรรมแพกเกจและการทดสอบแผ่นชิป ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทยูเอ็มซีไต้หวันก็ได้ขยายการลงทุนในสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกอีกจำนวนไม่น้อยที่แห่เข้าลงทุนในลักษณะของการร่วมทุน ในปี 1972 รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศเปิดเขตการค้าเสรีที่ปีนังเป็นแห่งแรกในมาเลเซียดึงดูดทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน และเมื่อปี 2022 ก็จัดงานฉลองครบรอบ 50 ปี การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ปีนังกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตของเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็วและความพยายามในการดึงดูดทุนต่างชาติของรัฐบาลโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เทคโนโลยีระดับสูง รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด พลังงานรีไซเคิล และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและยกระดับอุตสาหกรรมการผลิต และในปี 2023 สหรัฐฯ กับเวียดนามก็ได้สร้างความสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนในทุกมิติระหว่างกัน ประกาศร่วมมือพัฒนาระบบคาวด์คอมพิวติ้ง เซมิคอนดักเตอร์ และเอไอ รวมทั้งการร่วมมือสำรวจแร่งธาตุที่สำคัญระหว่างกัน
คุณสวีฯ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว ไต้หวัน ได้สรุปในตอนท้ายว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศในอาเซียนที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด อย่างไรก็ดี ยกเว้นสิงคโปร์ที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ส่วนประเทศอื่น ๆ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากร น้ำ ไฟ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี เงินทุน ตลอดจนระบบกฎหมายที่มีความสมบูรณ์ ประกอบกับในปัจจุบัน ความร่วมมือในการกระจายการลงทุนของธุรกิจข้ามชาติตจะจำกัดเฉพาะการบ่มเพาะบุคลากร การจัดจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักร ตลอดจนการเปิดโรงงานสำหรับการทดสอบและการแพกเกจ กล่าวโดยรวมแล้ว เป้าหมายในการก้าวสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลกของอาเซียนยังมีหนทางอีกยาวไกลที่ต้องก้าวต่อไป
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiอาเซียนเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่ยังมีหนทางอีกยาวไกล
นางสวีจุนฉือ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและข้อจำกัดในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน โดยระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนต่างกลายเป็น “แหล่งหลบภัย” ของเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่สืบเนื่องจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และกลายเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากกรณีดังกล่าว โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศเหล่านี้ต่างเสนอนโยบายในการดึงดูดการลงทุนจากประเทศต่าง ๆ ยกเว้นสิงคโปร์และมาเลเซียที่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไปแล้วก่อนหน้านี้ ตอนนี้ ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนต่างก็เข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วยอย่างคึกคัก แต้ก็ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาสารพัด อาทิ เงินทุน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน น้ำ ไฟ และบุคลากร นักวิเคราะห์บางส่วนเห็นว่า การขยับฐานะขึ้นเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียน อาจเป็นความฝันที่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป
นางสวีจุนฉือ ผอ. สถาบันอาเซียนศึกษา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว
ผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ การเผชิญหน้ากันของมหาอำนาจ และการขาดแคลนแผ่นชิปหลังโควิด กำลังเร่งให้เกิดการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และขยายตัวเข้าสู่ 6 ประเทศในอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม ท่ามกลางนโยบายการสนับสนุนของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้อนาคตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถูกจับตามองเป็นพิเศษ รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2022 ได้เสนอยุทธศาสตร์ “จับมือพันธมิตร” โดยจะกระชับความร่วมมือกับเม็กซิโก ลาตินอเมริกา และประเทศในเอเชียอย่างเวียดนาม และอินเดีย ซึ่งมีอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน เพื่อร่วมมือกันในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน ลดการพึ่งพาจีน และเมื่อเดือน ต.ค. ปีนี้ สหรัฐฯ ก็ได้ประกาศขยายการจำกัดสินค้าส่งออกจากจีน ยิ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระลอกล่าสุดเข้าสู่ประเทศอาเซียน
สถิติการลงทุนตรงของทุนต่างชาติหรือ FDIพบว่า ในปี 2021 มีเงินลงทุนด้านการก่อสร้างโรงงานและอุปกรณ์เครื่องจักรกลด้านเซมิคอนดักเตอร์ รวม 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนของทุนต่างชาติที่เข้าสู่อาเซียนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ไม่ถึง 1% พุ่งขึ้นเป็น 25% โดยเป็นทุนจากยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ที่เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานหรือขยายโรงงาน
เมื่อเราวิเคราะห์เป็นรายประเทศในอาเซียน สิงคโปร์และมาเลเซียเริ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ทำให้ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ส่วนฟิลิปปินส์ก็เริ่มดึงเงินลงทุนด้านการแพกเกจจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1970 สำหรับไทยกับเวียดนาม เนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไอทีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และหลังโควิดก็มีการเสนอยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดเงินทุนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกันก็ต้องการลดความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดตอนลงของห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนอินโดนีเซียที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเนื่องจากมีเหมืองนิกเกิลที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งไม่ยอมถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง จึงประกาศพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องใช้แร่นิกเกิลเป็นหัวใจสำคัญในการผลิต
ประเทศเหล่านี้ได้แสดงบทบาทสำคัญในการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยในปี 2022 สิงคโปร์ส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์มากถึง 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนมาเลเซียก็มีมูลค่าการค้าเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 7.86 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย ก็มีมูลค่าการค้าเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 2.89 หมื่นล้านดอลลาร์ 1.33 หมื่นล้านดอลลาร์ 9300 ล้านดอลลาร์ และ 5200 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ส่วนทางด้านการนำเข้า ในปี 2020 เวียดนามนำเข้าสูงกว่ามาเลเซีย กลายเป็นประเทศนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์มากที่สุดอันดับ 2 ในอาเซียน แสดงให้เห็นว่า อินโดนีเซียมีความต้องการเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนสินค้าไอทีก็มีการขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในอาเซียน ครอบคลุมไอซีดีไซน์ การผลิตแผ่นชิป และอุตสาหกรรมแพกเกจและการทดสอบแผ่นชิป ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทยูเอ็มซีไต้หวันก็ได้ขยายการลงทุนในสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกอีกจำนวนไม่น้อยที่แห่เข้าลงทุนในลักษณะของการร่วมทุน ในปี 1972 รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศเปิดเขตการค้าเสรีที่ปีนังเป็นแห่งแรกในมาเลเซียดึงดูดทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน และเมื่อปี 2022 ก็จัดงานฉลองครบรอบ 50 ปี การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ปีนังกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตของเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็วและความพยายามในการดึงดูดทุนต่างชาติของรัฐบาลโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เทคโนโลยีระดับสูง รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด พลังงานรีไซเคิล และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและยกระดับอุตสาหกรรมการผลิต และในปี 2023 สหรัฐฯ กับเวียดนามก็ได้สร้างความสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนในทุกมิติระหว่างกัน ประกาศร่วมมือพัฒนาระบบคาวด์คอมพิวติ้ง เซมิคอนดักเตอร์ และเอไอ รวมทั้งการร่วมมือสำรวจแร่งธาตุที่สำคัญระหว่างกัน
คุณสวีฯ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว ไต้หวัน ได้สรุปในตอนท้ายว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศในอาเซียนที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด อย่างไรก็ดี ยกเว้นสิงคโปร์ที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ส่วนประเทศอื่น ๆ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากร น้ำ ไฟ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี เงินทุน ตลอดจนระบบกฎหมายที่มีความสมบูรณ์ ประกอบกับในปัจจุบัน ความร่วมมือในการกระจายการลงทุนของธุรกิจข้ามชาติตจะจำกัดเฉพาะการบ่มเพาะบุคลากร การจัดจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักร ตลอดจนการเปิดโรงงานสำหรับการทดสอบและการแพกเกจ กล่าวโดยรวมแล้ว เป้าหมายในการก้าวสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลกของอาเซียนยังมีหนทางอีกยาวไกลที่ต้องก้าวต่อไป