ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


Listen Later

๑. ไต้หวันยังเจ๋งต่อเนื่อง ครองแชมป์โลกส่งออกแผ่นชิป และเติบโตต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน 

           สำนักข่าวบูมเบิร์ก ของสหรัฐฯ รายงานว่า ปีที่ผ่านมาคือปี 2565 ไต้หวันส่งออกแผ่นชิปเพิ่มขึ้น 18.4% เป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และเป็นการเสริมฐานะความเป็นผู้นำผลิตแผ่นชิปของโลก  แม้หลายประเทศจะพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตแผ่นชิปของตนอย่างเต็มที่ รวมถึงสหรัฐฯ และญี่ปุ่นด้วย แต่คงยากที่จะสั่นคลอนฐานะความเป็นผู้นำโลกในการส่งออกแผ่นชิปของไต้หวันได้ในระยะสั้น 

          ในปี 2565 ไต้หวันส่งออกแผ่นชิปไปทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 18.4% เติบโตในระดับเลข 2 หลักต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในขณะที่ในปี 2020-2021 เติบโตถึงปีละ 22% และ 27.1% 

          นาย Bum Ki Son นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Barclays เปิดเผยว่า ตนเชื่อว่า ในระยะสั้น ฐานะความเป็นผู้นำในการผลิตและส่งออกแผ่นชิประดับโลกของไต้หวันคงยากที่จะมีใครเข้ามาแทนที่ได้ ส่วนความพยายามของประเทศต่าง ๆ อย่างสหรัฐฯ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตแผ่นชิปของตนก็จะไม่กระทบความสำคัญในการเป็นผู้นำในการผลิตและการส่งออกแผ่นชิประดับโลกของไต้หวันได้

          นาย Bum Ki Son ระบุเพิ่มเติมว่า ความสำคัญของอุตสาหรรมผลิตและส่งออกแผ่นชิปโลกของไต้หวันอยู่ที่การครองตลาดแผ่นชิปโลกกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัท TSMC โดยเฉพาะอย่างเทคนิคการผลิตที่ล้ำหน้าระดับโลกของ TSMC ด้วย 

          นอกจากนี้ เขายังวิเคราะห์เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตแผ่นชิปโลกจะขึ้นกับการกระจายการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศต่างๆ  ของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตระดับโลกของไต้หวันด้วย อย่าง TSMC มีแผนการเปิดโรงงานที่สิงคโปร์ ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ส่วนอินเทลก็มีแผนการลงทุนเปิดโรงงานที่เวียดนาม ตลอดจนบริษัท Veadnta Resources  ได้จับมือกับฟอกซ์คอน์นไต้หวัน ลงทุนเปิดโรงงานผลิตแผ่นชิปในอินเดีย ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการพัฒนาอุสาหกรรมแผ่นชิปของโลก เขาแนะนำว่า การพัฒนาในระยะกลางและระยะยาว จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ และการระบาดของโควิดที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าห่วงโซ่อุปทานการผลิตกระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งมากจนเกินไป 

 

 

๒. ปีนี้ทั่วโลกโฟกัสที่ไต้หวัน แผ่นชิปและพลังงาน

               บูมเบิร์กวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ว่า ท่ามกลางสงครามระอุในยุโรป และสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีนที่ยังคงทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทำให้ทั่วโลกต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่ต้องเลือกข้าง ผู้นำการเมืองของประเทศต่างๆ พยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อราคาสินค้าที่มาจากพลังงานความร้อนและแผ่นชิปที่อยู่ในสภาพขาดแคลน ต่างพยายามสรรหานโยบายเศรษฐกิจใหม่ ๆ รับมืออย่างเต็มที่ เวิร์ลอิโคโนมิกฟอรั่ม ที่เป็นเวที่เศรษฐกิจระดับโลก ได้เปิดฉากขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่้ี่ยวกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง ประเด็นไต้หวัน แผ่นชิป และพลังงาน เป็น 3 ประเด็นที่ประเทศต่าง ๆ วิตกกังวลมากที่สุด 

              ผู้นำสหรัฐฯ และยุโรปต่างแสดงความวิตกกังวลว่า ไต้หวันอาจกลายเป็นแนวรบต่อไปของสงครามเย็นใหม่ที่เกิดขึ้น แม้เพนตากอน สหรัฐฯ จะบอกว่า ยังไม่มีร่องรอยที่จะบ่งชี้ว่า จีนจะใช้กองทัพรุกรานไต้หวัน แต่ก็คาดว่า ปฏิบัติการทางทหารของจีนจะมีพฤติกรรมยั่วยุไต้หวันมากขึ้น ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ก็ให้คำมั่นว่า หากจีนรุกรานไต้หวัน ก็จะส่งกองทัพเข้ามาช่วยไต้หวัน 

              นอกจากจะกลายเป็นวิกฤตที่สองมหาอำนาจโลกจะปะทะกันโดยตรง ก็จะกลายเป็นการเผชิญหน้ากันทางเศรษฐกิจด้วย ไต้หวันไม่เพียงแต่เป็นผู้นำโลกด้านการผลิตแผ่นชิป ก็ยิ่งทำให้ไต้หวันมีควรามสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่อุปทานผลิตแผ่นชิปโลก หากจีนปิดล้อมไต้หวัน ก็ทำให้เกิดเหตุโดมิโนต่อเนื่องครั้งใหญ่ด้วย 

             ประธานไอเอ็มเอฟ วิเคราะห์ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ กำลังศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับการใช้มาตรการต่อไต้หวันของจีน และประเทศตะวันตกจะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง ประเทศไหนจะอยู่ฝ่ายไหน? และควรเตรียมรับมืออย่างไร

             รายงานข่าวระบุว่า เซมิคอนดักเตอร์เป็นอะไหล่สำคัญทั้งอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ขีปนาวุธนำวิถี ไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์หรือ AI รวมทั้งจะเป็นสนามรบสำคัญที่สุดในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ดำเนินมาตรการควบคุมการส่งออกแผ่นชิป ป้องกันมิให้จีนจัดซื้อหรือผลิตแผ่นชิปที่มีความทันสมัยและความก้าวหน้าได้ รวมทั้งยังได้ทุ่มงบประมาณ 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ พัฒนาอุตสาหกรรมแผ่นชิปบนดินแดนของตนเอง เพื่อนำเทคโนโลยีการผลิตแผ่นชิปกลับมาสู่ดินแดนสหรัฐฯ 

             สหรัฐฯ อ้างว่า การดำเนินมาตรการต่อจีน เป็นมาตรการที่มุ่งเฉพาะเจาะจงไปยังการนำไปใช้ทางด้านการทหาร แต่ปักกิ่งกล่าวหาว่า สหรัฐฯ ต้องการที่จะสกัดการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ที่บังคับให้พันธมิตรของสหรัฐฯ ต้องเลือกข้างสนับสนุนสหรัฐฯ จึงจะสามารถทำให้มาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่นได้ตอบรับเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ แล้ว .

            ส่วนทางด้านพลังงาน เป็นหัวใจสงครามเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้อาศัยพลังงานเป็นอาวุธในการต่อกรกับฝ่ายตรงข้าม โดยรัสเซียปฏิเสธที่จะขายน้ำมันดิบให้แก่ประเทศที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และจำกัดราคาการจำหน่ายด้วย สหรัฐฯ กับ G7 ก็พยายามวางกรอบจำกัดราคาน้ำมันดิบจากรัสเซียไม่เกินบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์ ทำให้รัสเซียส่งออกน้ำมันดิบลดลง กระทบต่อการระดมทุนทรัพย์เพื่อการสงครามของตน

 
...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti