
Sign up to save your podcasts
Or


ภูมิหลังทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีอิทธิพลต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาของบุตรหลานอย่างไร?
ผลการศึกษารายการหนึ่งของไต้หวันพบว่า บุตรหลานของผู้มีอันจะกินมักจะมีโอกาสสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในไต้หวัน มากกว่าบุตรหลานของคนจนถึง 6 เท่าตัว ในขณะที่รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันสูงกว่าที่ให้กับมหาวิทยาลัยเอกชน ทำให้บุตรหลานคนมีอันจะกินได้รับทรัพยากรจากรัฐบาลค่อนข้างมาก เบื้องหลังของตัวเลขเหล่านี้ ซ่อนปัญหาการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันอะไรบ้าง? การศึกษาระดับอุดมศึกษาจะทำให้ผู้คนพลิกฐานะของตนได้กระนั้นหรือ? หรือเป็นการจำกัดโอกาสในการพลิกฐานะของผู้คนกันแน่?
ลองทายดูครับ รายได้ของครอบครัวของคุณมากหรือน้อย? รายได้ที่มีอยู่ ทำให้บุตรหลานมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมากน้อยเพียงใด? ใส่ข้อมูลรายได้ของครอบครัวคุณลงไป ดูว่ามีโอกาสเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมากน้อยแค่ไหน?
ตารางแสดงผลนี้ออกแบบตามวิทยานิพนธ์ “รายได้และทรัพย์สมบัติของครอบครัวกับผลกระทบต่อการศึกษาของบุตรหลาน” โดย ศ. หลินหมิงเหริน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ร่วมกับเสิ่นฮุยจื้อนักศึกษาระดับปริญญาโท อ้างข้อมูลการยื่นแบบแสดงเสียภาษีบุคคลธรรมดาจากศูนย์ข้อมูล กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไต้หวัน ประสานกับข้อมูลการศึกษาของบุตรหลาน วิเคราะห์นักเรียนที่เกิดระห่วางปี 1993-1995 กับรายได้ของครอบครัว พบว่า บุตรหลานของครอบครัวผู้มีอันจะกินมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาระดับแนวหน้ามากกว่า และมีโอกาสได้รับทรัพยากรมากกว่าด้วย และเมื่อวิเคราะห์จากตัวเลขการวิจัยในครั้งนี้แล้ว จะสามารถวิเคราะห์ลักษณะพิเศษได้ 4 ประการ ดังนี้
ข้อมูลในผลงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า 51% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน มาจากครอบครัวผู้มีอันจะกินที่มีรายได้ต่อครอบครัวในอันดับที่ 20% แรกของครอบครัวทั้งหมดในไต้หวัน การวิจัยยังพบอีกว่า บุตรหลานของครอบครัวที่มีรายได้ต่ำใน 30% หลัง จะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันเพียง 1% ส่วนบุตรหลานครอบครัวที่มีรายได้สูง 30% แรกขึ้นไปจะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมากขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อเป็นครอบครัวที่มีรายได้สูง 10% แรก มีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 5% หรืออาจถึง 6% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่า ครอบครัวที่มีรายได้ยิ่งสูง บุตรหลานของตนก็ยิ่งมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมากยิ่งขึ้น
เมื่อวิเคราะห์โดยรวม ระหว่างครอบครัวที่มีรายได้สูงที่สุดกับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำที่สุด บุตรหลานครอบครัวผู้มีอันจะกินจะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันสูงกว่าบุตรหลานคนจนถึง 6 เท่าตัว
ความหมายของคำว่า “เปอร์เซ็นต์ไทล์” ก็คือ การนำเอาตัวเลขมาเรียงกันจากเล็กถึงใหญ่ แล้วแบ่งเป็น 100 ส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งจะมีจุดแบ่งแต่ละหมายเลขอยู่ 99 จุด โดยที่จุดแบ่งทั้ง 99 จุดนี้ก็คือจำนวนตัวเลขเหล่านี้นั่นเอง เรียงตามลำดับเป็นจุดที่ 1 ใน 100 จุดที่ 2 ใน 100 จุดที่ 3 ใน 100 ….ตามลำดับจนถึงจุดที่ 99 ใน 100 ซึ่งก็คือ “เปอร์เซ็นต์ไทล์”
ข้อมูลที่บทความนี้นำมาศึกษา โดยนำเอา “เปอร์เซ็นต์ไทล์” มาเปรียบเทียบกับรายได้ของครอบครัว หมายความว่า เอาครอบครัวที่มีรายได้ต่ำที่สุดเรียงไว้ในลำดับที่สูงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เราเลือกนักเรียนทั่วประเทศออกมา 100 คน แล้วนำรายได้ต่อครอบครัวมาเรียงแถวจากน้อยไปหามาก หากอยู่ในลำดับที่ 70 ก็ให้นักเรียนคนนั้นยืนอยู่ในลำดับที่ 70 หมายความว่า รายได้ของครอบครัวของเขาดีกว่าคนอื่นอีก 69 คน เราก็อาจเรียกครอบครัวของนักเรียนคนนี้ได้ว่า “อยู่ในลำดับที่ 70 เปอร์เซ็นต์ไทล์”
รายได้ของครอบครัวนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันระดับกลาง ๆ ประมาณปีละ 1.5 ล้านเหรียญไต้หวัน สูงกว่าของครอบครัวนักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐอื่น ๆ ที่มีปประมาณกว่า 1.1 ล้านเหรียญไต้หวัน และยิ่งสูงกว่าของครอบครัวนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนที่อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน หากวิเคราะห์จากการจัดลำดับของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยในไต้หวันแล้ว จะพบว่า ครอบครัวของนักศึกษาที่มีรายได้ระดับปานกลางจะอยู่ในสภาพค่อย ๆ ลดต่ำลง แสดงให้เห็นว่า บุตรหลานของผู้มีอันจะกินมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้ามากกว่าบุตรหลานของคนจน
ตำแหน่งตรงกลางมีความหมายว่า เรานำเอาตัวเลขชุดหนึ่งมาเรียงจากน้อยไปหามาก ตัวเลขตรงกลางก็คือ “ตำแหน่งตรงกลาง” ซึ่งหมายความว่ามีตัวเลขอยู่ครึ่งหนึ่งอยู่ในตำแหน่งที่น้อยกว่า และอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในตำแหน่งที่มากกว่า หากข้อมูลตัวเลขปรากฎค่ามากที่สุดและน้อยที่สุด อย่างเช่นข้อมูลสถิติรายได้ครัวเรือน ตัวเลขเฉลี่ยจะได้รับผลกระทบจากตัวเลขที่มากที่สุดและน้อยที่สุด ดึงเข้าใกล้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตอนนี้ ตัวเลขในตำแหน่งตรงกลางจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงสถานะของคนส่วนใหญ่ได้ดีกว่า
ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ได้บรรยายถึงผลกระทบต่อรายได้ของบุตรหลานที่มาจากรายได้ของพ่อ-แม่ โดยในจำนวนนี้ การศึกษา (ทรัพยากรมนุษย์) จะแสดงบทบาทในฐานะตัวกลางที่สำคัญ “ความยืดหยุ่นของรายได้ของบุคคลข้ามรุ่น” เพราะบุคคลที่ได้รับการศึกษา ไม่เพียงแต่จะสามารถสร้างโอกาสให้แก่การเพิ่มรายได้ให้แก่ตนเองในอนาคตแล้ว ยังอาจจะนำส่วนหนึ่งลงทุนในบุตรหลานของตนได้อีกด้วย ซึ่งจะสามารถทำให้บุตรหลานของตนมีโอกาส “รับผล” สำเร็จในลักษณะเดียวกัน (เหมือนกับรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เมื่อนำเอาสิ่งที่ศึกษามายกระดับคุณภาพของตนเอง แล้วนำเอามาลงทุนให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน) ทรัพยากรด้านการศึกษาสามารถนำมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ได้ ส่งผลต่อรุ่นสู่รุ่น ดังนั้น จึงมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยที่เสนอแนวความคิดในการนำเอาการศึกษามาส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นร่ำรวยและชนชั้นผู้ยากจนในสังคม
คุณหลินเจี่้ยนซวิน นักเศรษฐศาสตร์ไต้หวันอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ในสังคมจะมีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนค่อนข้างมาก แต่หากชนชั้นคนรวยกับคนจนมีการเคลื่อนไหวสลับสับเปลี่ยนกัน ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความพยายามเริ่มประสบผลแล้ว หากชนชั้นไม่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงใด ๆ สถานะตั้งแต่เกิดไม่ดีก็ต้องเป็นคนยากจนไปตลอดชีวิต ก็อาจทำให้ผู้คนไม่พยายามที่จะลงทุนให้กับตัวเอง ทำให้กลายเป็นผลที่ไม่ดีที่มาจากการหมุนเวียนในทางลบของสังคม
จากภาพข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากนำเอามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมาเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัย 5 10 และ 20 อันดับแรกในไต้หวัน ก็จะอยู่ในสภาพเดียวกัน คือ บุตรหลานจากครอบครัวที่ยิ่งรวยก็จะมีโอกาสสูงชัดเจนมากยิ่งขึ้นที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ กลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนรวยมีโอกาสสูงที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ความจริงแล้ว สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในไต้หวันเท่านั้น คุณหลินเจี้ยนซวิน ยกตัวอย่างผลงานวิจัยของ ศ. Raj Chetty แห่งคณะเศรษฐศาสตร์สาธารณะ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ระบุชัดว่า บุตรหลานของครอบครัวที่มีรายได้สูงร้อยละ 10 มีโอกาสเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยสูงถึง 80% ส่วนบุตรหลานจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ 10% สุดท้าย มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีเพียง 30% เท่านั้น
บทความ 2 ชิ้น ที่ ศ. หลั่วหมิงชิ่ง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ที่มาจากการศึกษาวิจัยของนักศึกษาพบว่า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่อยู่ในเขตที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี ส่วนที่มาจากเขตที่มีการพัฒนาค่อนข้างช้า หรือเขตที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ที่คิดจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน แม้ในปัจจุบันจะมีวิธีการมากมายในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอย่างโครงการช่วยเหลือเด็กในชนบทให้ได้รับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ตามโครงการ “ดาวจรัสแสง” ทำให้สภาพการณ์เช่นนี้จะบรรเทาลงก็ตาม แต่ลูกหลานจากครอบครัวยากจนและครอบครัวที่มีฐานะแตกต่างกันยังคงอยู่ในสภาพที่น่าวิตกมาก
จากแผนภูมิด้านบนจะเห็นได้ว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน และมหาวิทยาลัยหยางหมิงที่มีภูมิหลังมาจากครอบครัวร่ำรวย มหาวิทยาลัยต้องลงทุนโดยเฉลี่ยต่อนักศึกษา 1 คน มากที่สุด ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนมีฐานะทางเศรษฐกิจสู้นักศึกษาระดับแนวหน้าไม่ได้ นักศึกษาแต่ละคนได้รับจัดสรรค่อนข้างน้อย แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า การจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาลอยู่ในสภาพ “กลับตาลปัตร” ซึ่งก็คือ “นักศึกษาที่มีภูมิหลังค่อนข้างดีกลับมีโอกาสได้รับการอุดหนุนมากขึ้น”
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiภูมิหลังทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีอิทธิพลต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาของบุตรหลานอย่างไร?
ผลการศึกษารายการหนึ่งของไต้หวันพบว่า บุตรหลานของผู้มีอันจะกินมักจะมีโอกาสสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในไต้หวัน มากกว่าบุตรหลานของคนจนถึง 6 เท่าตัว ในขณะที่รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันสูงกว่าที่ให้กับมหาวิทยาลัยเอกชน ทำให้บุตรหลานคนมีอันจะกินได้รับทรัพยากรจากรัฐบาลค่อนข้างมาก เบื้องหลังของตัวเลขเหล่านี้ ซ่อนปัญหาการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันอะไรบ้าง? การศึกษาระดับอุดมศึกษาจะทำให้ผู้คนพลิกฐานะของตนได้กระนั้นหรือ? หรือเป็นการจำกัดโอกาสในการพลิกฐานะของผู้คนกันแน่?
ลองทายดูครับ รายได้ของครอบครัวของคุณมากหรือน้อย? รายได้ที่มีอยู่ ทำให้บุตรหลานมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมากน้อยเพียงใด? ใส่ข้อมูลรายได้ของครอบครัวคุณลงไป ดูว่ามีโอกาสเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมากน้อยแค่ไหน?
ตารางแสดงผลนี้ออกแบบตามวิทยานิพนธ์ “รายได้และทรัพย์สมบัติของครอบครัวกับผลกระทบต่อการศึกษาของบุตรหลาน” โดย ศ. หลินหมิงเหริน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ร่วมกับเสิ่นฮุยจื้อนักศึกษาระดับปริญญาโท อ้างข้อมูลการยื่นแบบแสดงเสียภาษีบุคคลธรรมดาจากศูนย์ข้อมูล กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไต้หวัน ประสานกับข้อมูลการศึกษาของบุตรหลาน วิเคราะห์นักเรียนที่เกิดระห่วางปี 1993-1995 กับรายได้ของครอบครัว พบว่า บุตรหลานของครอบครัวผู้มีอันจะกินมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาระดับแนวหน้ามากกว่า และมีโอกาสได้รับทรัพยากรมากกว่าด้วย และเมื่อวิเคราะห์จากตัวเลขการวิจัยในครั้งนี้แล้ว จะสามารถวิเคราะห์ลักษณะพิเศษได้ 4 ประการ ดังนี้
ข้อมูลในผลงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า 51% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน มาจากครอบครัวผู้มีอันจะกินที่มีรายได้ต่อครอบครัวในอันดับที่ 20% แรกของครอบครัวทั้งหมดในไต้หวัน การวิจัยยังพบอีกว่า บุตรหลานของครอบครัวที่มีรายได้ต่ำใน 30% หลัง จะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันเพียง 1% ส่วนบุตรหลานครอบครัวที่มีรายได้สูง 30% แรกขึ้นไปจะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมากขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อเป็นครอบครัวที่มีรายได้สูง 10% แรก มีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 5% หรืออาจถึง 6% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่า ครอบครัวที่มีรายได้ยิ่งสูง บุตรหลานของตนก็ยิ่งมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมากยิ่งขึ้น
เมื่อวิเคราะห์โดยรวม ระหว่างครอบครัวที่มีรายได้สูงที่สุดกับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำที่สุด บุตรหลานครอบครัวผู้มีอันจะกินจะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันสูงกว่าบุตรหลานคนจนถึง 6 เท่าตัว
ความหมายของคำว่า “เปอร์เซ็นต์ไทล์” ก็คือ การนำเอาตัวเลขมาเรียงกันจากเล็กถึงใหญ่ แล้วแบ่งเป็น 100 ส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งจะมีจุดแบ่งแต่ละหมายเลขอยู่ 99 จุด โดยที่จุดแบ่งทั้ง 99 จุดนี้ก็คือจำนวนตัวเลขเหล่านี้นั่นเอง เรียงตามลำดับเป็นจุดที่ 1 ใน 100 จุดที่ 2 ใน 100 จุดที่ 3 ใน 100 ….ตามลำดับจนถึงจุดที่ 99 ใน 100 ซึ่งก็คือ “เปอร์เซ็นต์ไทล์”
ข้อมูลที่บทความนี้นำมาศึกษา โดยนำเอา “เปอร์เซ็นต์ไทล์” มาเปรียบเทียบกับรายได้ของครอบครัว หมายความว่า เอาครอบครัวที่มีรายได้ต่ำที่สุดเรียงไว้ในลำดับที่สูงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เราเลือกนักเรียนทั่วประเทศออกมา 100 คน แล้วนำรายได้ต่อครอบครัวมาเรียงแถวจากน้อยไปหามาก หากอยู่ในลำดับที่ 70 ก็ให้นักเรียนคนนั้นยืนอยู่ในลำดับที่ 70 หมายความว่า รายได้ของครอบครัวของเขาดีกว่าคนอื่นอีก 69 คน เราก็อาจเรียกครอบครัวของนักเรียนคนนี้ได้ว่า “อยู่ในลำดับที่ 70 เปอร์เซ็นต์ไทล์”
รายได้ของครอบครัวนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันระดับกลาง ๆ ประมาณปีละ 1.5 ล้านเหรียญไต้หวัน สูงกว่าของครอบครัวนักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐอื่น ๆ ที่มีปประมาณกว่า 1.1 ล้านเหรียญไต้หวัน และยิ่งสูงกว่าของครอบครัวนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนที่อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน หากวิเคราะห์จากการจัดลำดับของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยในไต้หวันแล้ว จะพบว่า ครอบครัวของนักศึกษาที่มีรายได้ระดับปานกลางจะอยู่ในสภาพค่อย ๆ ลดต่ำลง แสดงให้เห็นว่า บุตรหลานของผู้มีอันจะกินมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้ามากกว่าบุตรหลานของคนจน
ตำแหน่งตรงกลางมีความหมายว่า เรานำเอาตัวเลขชุดหนึ่งมาเรียงจากน้อยไปหามาก ตัวเลขตรงกลางก็คือ “ตำแหน่งตรงกลาง” ซึ่งหมายความว่ามีตัวเลขอยู่ครึ่งหนึ่งอยู่ในตำแหน่งที่น้อยกว่า และอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในตำแหน่งที่มากกว่า หากข้อมูลตัวเลขปรากฎค่ามากที่สุดและน้อยที่สุด อย่างเช่นข้อมูลสถิติรายได้ครัวเรือน ตัวเลขเฉลี่ยจะได้รับผลกระทบจากตัวเลขที่มากที่สุดและน้อยที่สุด ดึงเข้าใกล้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตอนนี้ ตัวเลขในตำแหน่งตรงกลางจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงสถานะของคนส่วนใหญ่ได้ดีกว่า
ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ได้บรรยายถึงผลกระทบต่อรายได้ของบุตรหลานที่มาจากรายได้ของพ่อ-แม่ โดยในจำนวนนี้ การศึกษา (ทรัพยากรมนุษย์) จะแสดงบทบาทในฐานะตัวกลางที่สำคัญ “ความยืดหยุ่นของรายได้ของบุคคลข้ามรุ่น” เพราะบุคคลที่ได้รับการศึกษา ไม่เพียงแต่จะสามารถสร้างโอกาสให้แก่การเพิ่มรายได้ให้แก่ตนเองในอนาคตแล้ว ยังอาจจะนำส่วนหนึ่งลงทุนในบุตรหลานของตนได้อีกด้วย ซึ่งจะสามารถทำให้บุตรหลานของตนมีโอกาส “รับผล” สำเร็จในลักษณะเดียวกัน (เหมือนกับรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เมื่อนำเอาสิ่งที่ศึกษามายกระดับคุณภาพของตนเอง แล้วนำเอามาลงทุนให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน) ทรัพยากรด้านการศึกษาสามารถนำมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ได้ ส่งผลต่อรุ่นสู่รุ่น ดังนั้น จึงมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยที่เสนอแนวความคิดในการนำเอาการศึกษามาส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นร่ำรวยและชนชั้นผู้ยากจนในสังคม
คุณหลินเจี่้ยนซวิน นักเศรษฐศาสตร์ไต้หวันอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ในสังคมจะมีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนค่อนข้างมาก แต่หากชนชั้นคนรวยกับคนจนมีการเคลื่อนไหวสลับสับเปลี่ยนกัน ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความพยายามเริ่มประสบผลแล้ว หากชนชั้นไม่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงใด ๆ สถานะตั้งแต่เกิดไม่ดีก็ต้องเป็นคนยากจนไปตลอดชีวิต ก็อาจทำให้ผู้คนไม่พยายามที่จะลงทุนให้กับตัวเอง ทำให้กลายเป็นผลที่ไม่ดีที่มาจากการหมุนเวียนในทางลบของสังคม
จากภาพข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากนำเอามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันมาเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัย 5 10 และ 20 อันดับแรกในไต้หวัน ก็จะอยู่ในสภาพเดียวกัน คือ บุตรหลานจากครอบครัวที่ยิ่งรวยก็จะมีโอกาสสูงชัดเจนมากยิ่งขึ้นที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ กลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนรวยมีโอกาสสูงที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ความจริงแล้ว สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในไต้หวันเท่านั้น คุณหลินเจี้ยนซวิน ยกตัวอย่างผลงานวิจัยของ ศ. Raj Chetty แห่งคณะเศรษฐศาสตร์สาธารณะ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ระบุชัดว่า บุตรหลานของครอบครัวที่มีรายได้สูงร้อยละ 10 มีโอกาสเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยสูงถึง 80% ส่วนบุตรหลานจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ 10% สุดท้าย มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีเพียง 30% เท่านั้น
บทความ 2 ชิ้น ที่ ศ. หลั่วหมิงชิ่ง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ที่มาจากการศึกษาวิจัยของนักศึกษาพบว่า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่อยู่ในเขตที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี ส่วนที่มาจากเขตที่มีการพัฒนาค่อนข้างช้า หรือเขตที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ที่คิดจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน แม้ในปัจจุบันจะมีวิธีการมากมายในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอย่างโครงการช่วยเหลือเด็กในชนบทให้ได้รับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ตามโครงการ “ดาวจรัสแสง” ทำให้สภาพการณ์เช่นนี้จะบรรเทาลงก็ตาม แต่ลูกหลานจากครอบครัวยากจนและครอบครัวที่มีฐานะแตกต่างกันยังคงอยู่ในสภาพที่น่าวิตกมาก
จากแผนภูมิด้านบนจะเห็นได้ว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน และมหาวิทยาลัยหยางหมิงที่มีภูมิหลังมาจากครอบครัวร่ำรวย มหาวิทยาลัยต้องลงทุนโดยเฉลี่ยต่อนักศึกษา 1 คน มากที่สุด ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนมีฐานะทางเศรษฐกิจสู้นักศึกษาระดับแนวหน้าไม่ได้ นักศึกษาแต่ละคนได้รับจัดสรรค่อนข้างน้อย แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า การจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาลอยู่ในสภาพ “กลับตาลปัตร” ซึ่งก็คือ “นักศึกษาที่มีภูมิหลังค่อนข้างดีกลับมีโอกาสได้รับการอุดหนุนมากขึ้น”