
Sign up to save your podcasts
Or


โอกาสครบรอบ 1 ปี การดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวัน มุ่ง "ปักรากในไต้หวันกระจายการลงทุนไปทั่วโลก ขยายตลาดสู่ต่างประเทศทั่วโลก"
ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ซึ่งกำลังจะดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวันครบรอบ 1 ปี ในวันที่ 20 พ.ค. ศกนี้ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น นิคเคอิ ชิมบุน ในประเด็นเกี่ยวกับทางด้านเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย ผู้นำไต้หวันย้ำว่า แผนยุทธศาสตร์ภาคการผลิตของไต้หวันก็คือ “ปักรากไต้หวัน วางรากฐานไปทั่วโลก ส่งออกสู่ทั่วโลก”สหรัฐฯ เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าไต้หวันอีก 32% ซึ่งเป็นความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง แต่ไต้หวันก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าด้วยความจริงจัง และหาโอกาสจากความท้าทายที่แบอยู่เบื้องหน้า เพื่อให้แผนการพัฒนาภาคการผลิตแห่งชาติของไต้หวันมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
ในส่วนของแผนการทางการค้าของไต้หวันนั้น ผู้นำไต้หวันได้ระบุว่า ในปี 2010 ไต้หวันมีการลงทุนในต่างประเทศซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 83.8% ลงทุนในจีน แต่เมื่อปีที่แล้วเหลือเพียง 7.5% การส่งออกไปจีนก็มีสัดส่วนลดลงเป็นอย่างมาก 43.9% ในปี 2020 เหลือ 31.7% ในปีที่แล้ว ซึ่งไต้หวันได้วางแผนการให้ความช่วยเหลือเพื่อโยกย้ายการลงทุนไปญี่ปุ่น อาเซียน ยุโรปและสหรัฐฯ ส่งผลให้การลงทุนในต่างประเทศของไต้หวันมากที่สุดเป็นการลงทุนในสหรัฐฯ 40% อย่างไรก็ดี สินค้าไต้หวันส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 23.4% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 76.6% เป็นการส่งออกไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ
ผู้นำไต้หวันย้ำว่า ไต้หวันไม่ต้องการที่จะ “เอาไข่ไก่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน” ต้องกระจายตลาดออกไป ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ ไต้หวันจึงต้องการที่จะจับมือกับญี่ปุ่น ในสถานการณ์ปัจจุบัน อินโดแปซิฟิกและประชาคมโลกต้องการการนำพาของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงบทบาทให้ CPTPP มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงใคร่ขอให้ญี่ปุ่นสนับสนุนไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทางเศรษฐกิจดังกล่าว
นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังระบุว่า หวังว่าญี่ปุ่นกับไต้หวันจะจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับไต้หวันหรือEPA เพื่อให้การค้าและเศรษฐกิจระหว่างกันใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น การลงทุนก็จะมากขึ้นด้วย ไต้หวันก็ปรารถนาที่จะกระชับสัมพัธ์กับสหภาพยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ ปัจจุบันยังได้เสนอแผน “หุ้นส่วนห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ประชาธิปไตยทั่วโลก”อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นระบบนิเวศห่วงโซ่อย่างหนึ่ง เสมือนหนึ่งว่าญี่ปุ่นมีวัตถุดิบ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ส่วนสหรัฐฯ มีการออกแบบ IC การตลาด ส่วนไต้หวันมีอุตสาหกรรมการผลิต เนเธอร์แลนด์มีความเชี่่ยวชาญทางด้านเครื่องจักรกล ดังนั้นจึงต้องอาศัยความสามารถในการผลิตของไต้หวัน ประกอบกันขึ้นมาเป็นห่วงโซ่อุปทาน “ไร้แดง” หรือห่วงโซ่ที่ปราศจากจีน เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่การพัฒนาให้โลกนี้มีความเจริญรุ่งเรือง โชติช่วงชัชวาลย์ได้มากยิ่งขึ้น และเป็นหลักประกันให้การค้าเสรีสามารถดำเนินต่อไปได้ ไม่ถูกการทุ่มตลาดเข้าบ่อนทำลายสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้แก่ความก้าวหน้าความเจริญก้าวหน้าของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการในการดำเนินนโยบายภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งประธานาธิบดีไล่ฯ ได้สรุปให้ฟังว่า ประการแรก คือต้องการแก้ปัญหาทางด้านการคลังของสหรัฐฯ ปัญหาแรกก็คือ GDP ปีละประมาณ 29 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีหนี้สาธารณะถึง 36 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นถึง 124% ของ GDP ในขณะที่งบรายจ่ายเกิน 6.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ งบรายรับเพียง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขาดดุลงบประมาณปีละเกินกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 7% ของ GDP ประการต่อมาก็คือ ในแต่ละปีสหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่างบประมาณกลาโหมต่อปีที่มีประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่า 3% ของ GDP และยังต้องการให้ชาวอเมริกัน 85% ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้ด้วย ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างน้อย 5 แสนล้าน - 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ฯ ต้องการแก้ปัญหาสถานะทางการคลังของตนเป็นอันดับแรก
ส่วนประการที่ 2 สหรัฐฯ กำลังถูกคุกคามจากจีน เห็นว่ามีความจำเป็นต้องปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกครั้ง หากไม่สามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกครั้งได้ ก็จะทำให้อุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ล้าหลังกว่าของจีน ส่วนประการที่ 3 ก็คือในยุคอัจฉริยะทั่วโลก ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการนำพาให้สหรัฐฯ กลายเป็นศูนย์กลางอัจฉริยะของโลก ประการที่ 4 เขาต้องการสร้างหลักประกันให้แก่สันติภาพของโลก ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้นอีก ผู้นำไต้หวันเห็นว่า ความต้องการของผู้นำสหรัฐฯ มีอยู่ 4 ประการดังกล่าว จึงต้องเพิ่มกำแพงภาษี ให้คู่ค้าของตนซื้อสินค้าสหรัฐฯ ให้มากขึ้น ลงทุนในสหรัฐฯ ให้มากขึ้น เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายเหล่านี้
ปธน. ไล่ชองเต๋อ ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น นิคเคอิ ชิมบุน
ยอดรายได้จากภาษีเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ลดลงทั้ง 3 รายการ
กระทรวงการคลังไต้หวัน ได้ประกาศข้อมูลสถิติเกี่ยวกับรายได้จากการจัดเก็บภาษีในช่วงเดือน เม.ย. ที่ผานมา รวม 1.541 แสนล้านเหรียญไต้หวัน ลดลง 3.1% ต่อปี เหตุสำคัญเนื่องจากพลวัตรของตลาดหุ้นไทเปอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก รายได้จากภาษีการซื้อขายหุ้นลดลง รวมไปถึงภาษีที่ดินและภาษีโรงเรือนก็ลดลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มของที่ดิน ภาษีอากรที่ลดลงด้วย ส่งผลให้ยอดรวมภาษีที่จัดเก็บได้ในช่วง 4 เดือนแรก จัดเก็บได้สุทธิ 7.080 แสนล้าน ลดลงต่อปี 1.2% อยู่ในสภาพที่ปรับตัวลดลง
เริ่มแผลงฤทธิ์แล้ว? 19 บริษัทในไต้หวันรเริ่มให้พนักงานหยุดงานโดยไม่มีค่าจ้าง แต่ลดลงทั้งจำนวนบริษัทและจำนวนคน
กระทรวงแรงงานไต้หวันได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการลดกะงานและเวลาพักผ่อน เนื่องจากปัญหาภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีความแน่นอนใด ๆ ทำให้มี 16 บริษัท พนักงาน 400 คน รวมเป็น 19 บริษัท รวมจำนวน 600 คน ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานไต้หวันเห็นว่า สถานการณ์โดยรวมในตอนนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งจำนวนพนักงานและบริษัทที่ใช้มาตรการดังกล่าวมีจำนวนลดลง กระทรวงแรงงานเห็นว่า ในปัจจุบันตลาดแรงงานในไต้หวันยังคงมีเสถียรภาพพอสมควร
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiโอกาสครบรอบ 1 ปี การดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวัน มุ่ง "ปักรากในไต้หวันกระจายการลงทุนไปทั่วโลก ขยายตลาดสู่ต่างประเทศทั่วโลก"
ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ซึ่งกำลังจะดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวันครบรอบ 1 ปี ในวันที่ 20 พ.ค. ศกนี้ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น นิคเคอิ ชิมบุน ในประเด็นเกี่ยวกับทางด้านเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย ผู้นำไต้หวันย้ำว่า แผนยุทธศาสตร์ภาคการผลิตของไต้หวันก็คือ “ปักรากไต้หวัน วางรากฐานไปทั่วโลก ส่งออกสู่ทั่วโลก”สหรัฐฯ เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าไต้หวันอีก 32% ซึ่งเป็นความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง แต่ไต้หวันก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าด้วยความจริงจัง และหาโอกาสจากความท้าทายที่แบอยู่เบื้องหน้า เพื่อให้แผนการพัฒนาภาคการผลิตแห่งชาติของไต้หวันมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
ในส่วนของแผนการทางการค้าของไต้หวันนั้น ผู้นำไต้หวันได้ระบุว่า ในปี 2010 ไต้หวันมีการลงทุนในต่างประเทศซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 83.8% ลงทุนในจีน แต่เมื่อปีที่แล้วเหลือเพียง 7.5% การส่งออกไปจีนก็มีสัดส่วนลดลงเป็นอย่างมาก 43.9% ในปี 2020 เหลือ 31.7% ในปีที่แล้ว ซึ่งไต้หวันได้วางแผนการให้ความช่วยเหลือเพื่อโยกย้ายการลงทุนไปญี่ปุ่น อาเซียน ยุโรปและสหรัฐฯ ส่งผลให้การลงทุนในต่างประเทศของไต้หวันมากที่สุดเป็นการลงทุนในสหรัฐฯ 40% อย่างไรก็ดี สินค้าไต้หวันส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 23.4% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 76.6% เป็นการส่งออกไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ
ผู้นำไต้หวันย้ำว่า ไต้หวันไม่ต้องการที่จะ “เอาไข่ไก่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน” ต้องกระจายตลาดออกไป ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ ไต้หวันจึงต้องการที่จะจับมือกับญี่ปุ่น ในสถานการณ์ปัจจุบัน อินโดแปซิฟิกและประชาคมโลกต้องการการนำพาของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงบทบาทให้ CPTPP มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงใคร่ขอให้ญี่ปุ่นสนับสนุนไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทางเศรษฐกิจดังกล่าว
นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังระบุว่า หวังว่าญี่ปุ่นกับไต้หวันจะจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับไต้หวันหรือEPA เพื่อให้การค้าและเศรษฐกิจระหว่างกันใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น การลงทุนก็จะมากขึ้นด้วย ไต้หวันก็ปรารถนาที่จะกระชับสัมพัธ์กับสหภาพยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ ปัจจุบันยังได้เสนอแผน “หุ้นส่วนห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ประชาธิปไตยทั่วโลก”อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นระบบนิเวศห่วงโซ่อย่างหนึ่ง เสมือนหนึ่งว่าญี่ปุ่นมีวัตถุดิบ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ส่วนสหรัฐฯ มีการออกแบบ IC การตลาด ส่วนไต้หวันมีอุตสาหกรรมการผลิต เนเธอร์แลนด์มีความเชี่่ยวชาญทางด้านเครื่องจักรกล ดังนั้นจึงต้องอาศัยความสามารถในการผลิตของไต้หวัน ประกอบกันขึ้นมาเป็นห่วงโซ่อุปทาน “ไร้แดง” หรือห่วงโซ่ที่ปราศจากจีน เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่การพัฒนาให้โลกนี้มีความเจริญรุ่งเรือง โชติช่วงชัชวาลย์ได้มากยิ่งขึ้น และเป็นหลักประกันให้การค้าเสรีสามารถดำเนินต่อไปได้ ไม่ถูกการทุ่มตลาดเข้าบ่อนทำลายสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้แก่ความก้าวหน้าความเจริญก้าวหน้าของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการในการดำเนินนโยบายภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งประธานาธิบดีไล่ฯ ได้สรุปให้ฟังว่า ประการแรก คือต้องการแก้ปัญหาทางด้านการคลังของสหรัฐฯ ปัญหาแรกก็คือ GDP ปีละประมาณ 29 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีหนี้สาธารณะถึง 36 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นถึง 124% ของ GDP ในขณะที่งบรายจ่ายเกิน 6.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ งบรายรับเพียง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขาดดุลงบประมาณปีละเกินกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 7% ของ GDP ประการต่อมาก็คือ ในแต่ละปีสหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่างบประมาณกลาโหมต่อปีที่มีประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่า 3% ของ GDP และยังต้องการให้ชาวอเมริกัน 85% ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้ด้วย ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างน้อย 5 แสนล้าน - 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ฯ ต้องการแก้ปัญหาสถานะทางการคลังของตนเป็นอันดับแรก
ส่วนประการที่ 2 สหรัฐฯ กำลังถูกคุกคามจากจีน เห็นว่ามีความจำเป็นต้องปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกครั้ง หากไม่สามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกครั้งได้ ก็จะทำให้อุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ล้าหลังกว่าของจีน ส่วนประการที่ 3 ก็คือในยุคอัจฉริยะทั่วโลก ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการนำพาให้สหรัฐฯ กลายเป็นศูนย์กลางอัจฉริยะของโลก ประการที่ 4 เขาต้องการสร้างหลักประกันให้แก่สันติภาพของโลก ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้นอีก ผู้นำไต้หวันเห็นว่า ความต้องการของผู้นำสหรัฐฯ มีอยู่ 4 ประการดังกล่าว จึงต้องเพิ่มกำแพงภาษี ให้คู่ค้าของตนซื้อสินค้าสหรัฐฯ ให้มากขึ้น ลงทุนในสหรัฐฯ ให้มากขึ้น เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายเหล่านี้
ปธน. ไล่ชองเต๋อ ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น นิคเคอิ ชิมบุน
ยอดรายได้จากภาษีเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ลดลงทั้ง 3 รายการ
กระทรวงการคลังไต้หวัน ได้ประกาศข้อมูลสถิติเกี่ยวกับรายได้จากการจัดเก็บภาษีในช่วงเดือน เม.ย. ที่ผานมา รวม 1.541 แสนล้านเหรียญไต้หวัน ลดลง 3.1% ต่อปี เหตุสำคัญเนื่องจากพลวัตรของตลาดหุ้นไทเปอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก รายได้จากภาษีการซื้อขายหุ้นลดลง รวมไปถึงภาษีที่ดินและภาษีโรงเรือนก็ลดลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มของที่ดิน ภาษีอากรที่ลดลงด้วย ส่งผลให้ยอดรวมภาษีที่จัดเก็บได้ในช่วง 4 เดือนแรก จัดเก็บได้สุทธิ 7.080 แสนล้าน ลดลงต่อปี 1.2% อยู่ในสภาพที่ปรับตัวลดลง
เริ่มแผลงฤทธิ์แล้ว? 19 บริษัทในไต้หวันรเริ่มให้พนักงานหยุดงานโดยไม่มีค่าจ้าง แต่ลดลงทั้งจำนวนบริษัทและจำนวนคน
กระทรวงแรงงานไต้หวันได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการลดกะงานและเวลาพักผ่อน เนื่องจากปัญหาภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีความแน่นอนใด ๆ ทำให้มี 16 บริษัท พนักงาน 400 คน รวมเป็น 19 บริษัท รวมจำนวน 600 คน ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานไต้หวันเห็นว่า สถานการณ์โดยรวมในตอนนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งจำนวนพนักงานและบริษัทที่ใช้มาตรการดังกล่าวมีจำนวนลดลง กระทรวงแรงงานเห็นว่า ในปัจจุบันตลาดแรงงานในไต้หวันยังคงมีเสถียรภาพพอสมควร