
Sign up to save your podcasts
Or


รมว. คลังไต้หวันฟันธงเก็บภาษีเกินงบประมาณแสนล้านอัพ
นางจวงชุ่ยหยุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไต้หวัน ระบุว่า จากการประเมินในเบื้องต้นพบว่า อย่างน้อยที่สุดปีงบประมาณนี้จะสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินเป้าแสนล้านขึ้นไป แต่อาจะไม่ถึง 4 แสนล้าน และย้ำว่า ต.ค. นี้ การจัดเก็บภาษีได้ครบตามเป้าหมายของปีงบประมาณแล้ว
นางจวงชุ่ยหยุน รมว. คลัง ไต้หวัน
เมื่อสองวันก่อน กระทรวงการคลังไต้หวันได้ประกาศข้อมูลสถิติ 9 เดือนแรกของปีนี้ สามารถจัดเก็บภาษีได้แล้ว 2.7905 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ทุบสถิติรายปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นต่อปี 6.3% ยอดภาษีที่จัดเก็บได้คิดเป็น 90% ของงบประมาณตลอดทั้งปี ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บภาษีตลอดทั้งปีของปีงบประมาณนี้สามารถจัดเก็บได้เกินเป้าอย่างน้อยแสนล้านขึ้นไป
ภาษีที่จัดเก็บได้มาจากภาษีศุลกากร ภาษีการค้า ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ภาษีรายได้จากการค้า ภาษีฟุ่มเฟือย ภาษีโรงเรือน ภาษีทะเบียนรถยนต์ และภาษีอากร รวม 8 รายการที่สามารถจัดเก้บได้มากกว่าที่ตั้งงบประมาณไว้
นอกจากนี้ ภาษี 8 ประเภท ได้แก่ ภาษีฟุ่มเฟือย ภาษีมรดก ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ภาษีโรงเรือน ภาษีอากร ภาษีการค้า และภาษีทะเบียนรถยนต์ ทำได้ตามเป้าตลอดทั้งปีตั้งแต่ ก.ย. ที่ผ่านมาแล้ว
นางจวงฯ รมว. คลังไต้หวันเปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า อย่างน้อยที่สุดจะสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินแสนล้านแน่นอน แต่ไม่น่าจะถึง 4 แสนล้าน เมื่อพิจารณาจากงบประมาณในปัจจุบัน จนถึงสิ้นเดือน ต.ค. การจัดเก็บภาษีจะได้ตามเป้าของงบประมาณตลอดทั้งปี ส่วนจะนำเงินภาษีที่จัดเก็บได้เกินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร นางจวงฯ ระบุว่า ส่วนที่จัดเก็บได้เกินจะนำไปชำระหนี้ก่อน สะสมพลังด้านการคลังของรัฐบาล
กรมสรรพากรไต้หวันเปิดเผยว่า การจัดเก็บภาษีปีนี้เป็นไปด้วยดี แต่เนื่องจากภาษีการค้าได้ระงับส่งเข้าคลังชั่วคราว ซึ่งจะเป็นที่แน่ชัดในเดือน ต.ค. ส่วนจะจัดเก็บได้เกินเท่าไร ตอนนี้ยังยากที่จะประเมินได้
จนถึงปัจจุบันภาษีที่จัดเก็บได้มากเป็นพิเศษคือภาษีการซื้อขายหุ้น และภาษีรายได้ส่วนบุคคล โดย ก.ย. ที่ผ่านมา ภาษีซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แล้ว
ภาษีซื้อขายหุ้นส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์จากหุ้น AI โดย 9 เดือนแรกเก็บได้ 1.446 แสนล้าน สูงสุดรายปีเป็นอันดับ 2 ของระยะเดียวกัน ซึ่งยังน้อยกว่าที่ตั้งไว้ในงบประมาณปีนี้เพียง 10,500 ล้านเหรียญไต้หวัน หากตลาดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก คาดว่าในแต่ละปีจะเป็นไปตามที่ประมาณการณ์ไว้ ตอนนี้ดีกว่าที่คาดไว้ และมีโอกาสที่จะทำได้ตามเป้าของปีงบประมาณนี้ในเดือน ต.ค.
ส่วนทางด้านภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 9 เดือนแรกจัดเก็บได้แล้ว 9.129 แสนล้าน เพิ่มขึ้น 2.8% ส่วนภาษีการค้าและภาษีรายได้บุคคลธรรมดาก็สามารถจัดเก็บได้ไม่เลวเช่นเดียวกัน เนื่งอจากการหักภาษีจากดอกเบี้ย และเงินเดือนประจำเพิ่มขึ้น ตลอดจนผลประกอบการของภาคธุรกิจปีก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้น ทำให้ยอดการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อาเซียนกลายเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 1 ของทุนไต้หวันแซงหน้าการลงทุนในจีนเป็นครั้งแรก
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และทำให้พฤติกรรมของนักธุรกิจไต้หวันเปลี่ยนแปลงไปด้วย สถิติของกระทรวงเศรษฐการไต้หวันล่าสุดระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการลงทุนในอาเซียนของทุนไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ทุนไต้หวันลงทุนในอาเซียนรวมถึง 2 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้าการลงทุนในจีนเป็นครั้งแรก ทำให้อาเซียนกลายเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 1 ของทุนไต้หวัน และเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่มีการลงทุนสูงกว่าการลงทุนในจีน ไต้หวันอนุญาตให้เงินทุนไต้หวันไปลงทุนในจีนได้ตั้งแต่เมื่อปี 1990 เจ้าหน้าที่กระทรวงเศรษฐการไต้หวันเปิดเผยว่า ในปี 1991 และ 1992 ไต้หวันอนุมัติการลงทุนในอาเซียนมากกว่าการลงทุนในจีน หลังจากนั้นเป็นต้นมา จีนได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปและดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก เงินทุนไต้หวันทะลักเข้าเมืองจีน จนถึงครึ่งแรกของปีนี้การลงทุนในอาเซียนพุ่งแซงหน้าการลงทุนในจีน เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี และยิ่งเป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกด้วย
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาจีนเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 1 ของทุนไต้หวัน โดยในปี 2011 คิดเป็นสัดส่วนของการลงทุนในต่างประเทศร้อยละ 83.8% มูลค่าลงทุน 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์สูงสุดทุบสถิติ แต่หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในปี 2018 เป็นต้นมา การลงทุนในจีนของทุนไต้หวันลดลงเหลือ 4.2 พันล้านดอลลาร์
ส่วนในปี 2020 และ 2021 ไต้หวันได้อนุมัติการลงทุนในจีนประมาณ 5.9 พันล้านดอลลาร์ ส่วนในปี 2022 เหลือ 5 พันล้านดอลลาร์ พอมาถึงครึ่งแรกของปี 2023 เหลือ 1.9 พันล้านดอลลาร์
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สถิติของกระทรวงเศรษฐการชี้ว่า การลงทุนของทุนไต้หวันในอาเซียน รักษาอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนปี 2021 ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านการค้าส่ง ค้าปลีก การเงินและประกันภัย ทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว สูงถึง 5.6 พันล้าน
ส่วนในปี 2022 เนื่องจากปีฐานที่นำมาเปรียบเทียบค่อนข้างสูง การลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็น 4.7 พันล้าน สูงสุดเป็นอันดับ 3 ส่วนครึ่งแรกของปีนี้ อยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าการลงทุนในจีน และหากพิจารณาจากสัดส่วนการลงทุนแล้ว การลงทุนในอาเซียนอยู่ที่ 18.1% ส่วนการลงทุนในจีนอยู่ที่ 17.6%
กระทรวงเศรษฐการวิเคราะห์ว่า หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีน ทุนไต้หวันต้องให้ความร่วมมือกับลูค้าต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปลงทุนยังประเทศอื่น ทำให้อาเซียนกลายเป็นตัวเลือกอันดับแรกในการลงทุนในต่างประเทศของทุนไต้หวัน ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ความต้องการของลูกค้าปลายทางไม่ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการกระจายการลงทุนในจีนของธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งความเร่งด่วนในการขยายสายการผลิตของตน
เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 5 ปีก่อนและหลังสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีนแล้ว ซึ่งก็คือการเปรียบเทียบในช่วงระหว่างปี 2018-2022 กับ 2013-2017 หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีน ไต้หวันลงุทนในจีนลดลง 40.3% ส่วนการลงทุนในอาเซียนกลับเพิ่มขึ้น 40.9% นอกจากนี้ การลงทุนในอินเดียก็เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวทีเดียว
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiรมว. คลังไต้หวันฟันธงเก็บภาษีเกินงบประมาณแสนล้านอัพ
นางจวงชุ่ยหยุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไต้หวัน ระบุว่า จากการประเมินในเบื้องต้นพบว่า อย่างน้อยที่สุดปีงบประมาณนี้จะสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินเป้าแสนล้านขึ้นไป แต่อาจะไม่ถึง 4 แสนล้าน และย้ำว่า ต.ค. นี้ การจัดเก็บภาษีได้ครบตามเป้าหมายของปีงบประมาณแล้ว
นางจวงชุ่ยหยุน รมว. คลัง ไต้หวัน
เมื่อสองวันก่อน กระทรวงการคลังไต้หวันได้ประกาศข้อมูลสถิติ 9 เดือนแรกของปีนี้ สามารถจัดเก็บภาษีได้แล้ว 2.7905 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ทุบสถิติรายปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นต่อปี 6.3% ยอดภาษีที่จัดเก็บได้คิดเป็น 90% ของงบประมาณตลอดทั้งปี ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บภาษีตลอดทั้งปีของปีงบประมาณนี้สามารถจัดเก็บได้เกินเป้าอย่างน้อยแสนล้านขึ้นไป
ภาษีที่จัดเก็บได้มาจากภาษีศุลกากร ภาษีการค้า ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ภาษีรายได้จากการค้า ภาษีฟุ่มเฟือย ภาษีโรงเรือน ภาษีทะเบียนรถยนต์ และภาษีอากร รวม 8 รายการที่สามารถจัดเก้บได้มากกว่าที่ตั้งงบประมาณไว้
นอกจากนี้ ภาษี 8 ประเภท ได้แก่ ภาษีฟุ่มเฟือย ภาษีมรดก ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ภาษีโรงเรือน ภาษีอากร ภาษีการค้า และภาษีทะเบียนรถยนต์ ทำได้ตามเป้าตลอดทั้งปีตั้งแต่ ก.ย. ที่ผ่านมาแล้ว
นางจวงฯ รมว. คลังไต้หวันเปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า อย่างน้อยที่สุดจะสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินแสนล้านแน่นอน แต่ไม่น่าจะถึง 4 แสนล้าน เมื่อพิจารณาจากงบประมาณในปัจจุบัน จนถึงสิ้นเดือน ต.ค. การจัดเก็บภาษีจะได้ตามเป้าของงบประมาณตลอดทั้งปี ส่วนจะนำเงินภาษีที่จัดเก็บได้เกินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร นางจวงฯ ระบุว่า ส่วนที่จัดเก็บได้เกินจะนำไปชำระหนี้ก่อน สะสมพลังด้านการคลังของรัฐบาล
กรมสรรพากรไต้หวันเปิดเผยว่า การจัดเก็บภาษีปีนี้เป็นไปด้วยดี แต่เนื่องจากภาษีการค้าได้ระงับส่งเข้าคลังชั่วคราว ซึ่งจะเป็นที่แน่ชัดในเดือน ต.ค. ส่วนจะจัดเก็บได้เกินเท่าไร ตอนนี้ยังยากที่จะประเมินได้
จนถึงปัจจุบันภาษีที่จัดเก็บได้มากเป็นพิเศษคือภาษีการซื้อขายหุ้น และภาษีรายได้ส่วนบุคคล โดย ก.ย. ที่ผ่านมา ภาษีซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แล้ว
ภาษีซื้อขายหุ้นส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์จากหุ้น AI โดย 9 เดือนแรกเก็บได้ 1.446 แสนล้าน สูงสุดรายปีเป็นอันดับ 2 ของระยะเดียวกัน ซึ่งยังน้อยกว่าที่ตั้งไว้ในงบประมาณปีนี้เพียง 10,500 ล้านเหรียญไต้หวัน หากตลาดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก คาดว่าในแต่ละปีจะเป็นไปตามที่ประมาณการณ์ไว้ ตอนนี้ดีกว่าที่คาดไว้ และมีโอกาสที่จะทำได้ตามเป้าของปีงบประมาณนี้ในเดือน ต.ค.
ส่วนทางด้านภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 9 เดือนแรกจัดเก็บได้แล้ว 9.129 แสนล้าน เพิ่มขึ้น 2.8% ส่วนภาษีการค้าและภาษีรายได้บุคคลธรรมดาก็สามารถจัดเก็บได้ไม่เลวเช่นเดียวกัน เนื่งอจากการหักภาษีจากดอกเบี้ย และเงินเดือนประจำเพิ่มขึ้น ตลอดจนผลประกอบการของภาคธุรกิจปีก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้น ทำให้ยอดการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อาเซียนกลายเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 1 ของทุนไต้หวันแซงหน้าการลงทุนในจีนเป็นครั้งแรก
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และทำให้พฤติกรรมของนักธุรกิจไต้หวันเปลี่ยนแปลงไปด้วย สถิติของกระทรวงเศรษฐการไต้หวันล่าสุดระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการลงทุนในอาเซียนของทุนไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ทุนไต้หวันลงทุนในอาเซียนรวมถึง 2 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้าการลงทุนในจีนเป็นครั้งแรก ทำให้อาเซียนกลายเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 1 ของทุนไต้หวัน และเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่มีการลงทุนสูงกว่าการลงทุนในจีน ไต้หวันอนุญาตให้เงินทุนไต้หวันไปลงทุนในจีนได้ตั้งแต่เมื่อปี 1990 เจ้าหน้าที่กระทรวงเศรษฐการไต้หวันเปิดเผยว่า ในปี 1991 และ 1992 ไต้หวันอนุมัติการลงทุนในอาเซียนมากกว่าการลงทุนในจีน หลังจากนั้นเป็นต้นมา จีนได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปและดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก เงินทุนไต้หวันทะลักเข้าเมืองจีน จนถึงครึ่งแรกของปีนี้การลงทุนในอาเซียนพุ่งแซงหน้าการลงทุนในจีน เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี และยิ่งเป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกด้วย
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาจีนเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 1 ของทุนไต้หวัน โดยในปี 2011 คิดเป็นสัดส่วนของการลงทุนในต่างประเทศร้อยละ 83.8% มูลค่าลงทุน 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์สูงสุดทุบสถิติ แต่หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในปี 2018 เป็นต้นมา การลงทุนในจีนของทุนไต้หวันลดลงเหลือ 4.2 พันล้านดอลลาร์
ส่วนในปี 2020 และ 2021 ไต้หวันได้อนุมัติการลงทุนในจีนประมาณ 5.9 พันล้านดอลลาร์ ส่วนในปี 2022 เหลือ 5 พันล้านดอลลาร์ พอมาถึงครึ่งแรกของปี 2023 เหลือ 1.9 พันล้านดอลลาร์
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สถิติของกระทรวงเศรษฐการชี้ว่า การลงทุนของทุนไต้หวันในอาเซียน รักษาอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนปี 2021 ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านการค้าส่ง ค้าปลีก การเงินและประกันภัย ทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว สูงถึง 5.6 พันล้าน
ส่วนในปี 2022 เนื่องจากปีฐานที่นำมาเปรียบเทียบค่อนข้างสูง การลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็น 4.7 พันล้าน สูงสุดเป็นอันดับ 3 ส่วนครึ่งแรกของปีนี้ อยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าการลงทุนในจีน และหากพิจารณาจากสัดส่วนการลงทุนแล้ว การลงทุนในอาเซียนอยู่ที่ 18.1% ส่วนการลงทุนในจีนอยู่ที่ 17.6%
กระทรวงเศรษฐการวิเคราะห์ว่า หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีน ทุนไต้หวันต้องให้ความร่วมมือกับลูค้าต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปลงทุนยังประเทศอื่น ทำให้อาเซียนกลายเป็นตัวเลือกอันดับแรกในการลงทุนในต่างประเทศของทุนไต้หวัน ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ความต้องการของลูกค้าปลายทางไม่ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการกระจายการลงทุนในจีนของธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งความเร่งด่วนในการขยายสายการผลิตของตน
เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 5 ปีก่อนและหลังสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีนแล้ว ซึ่งก็คือการเปรียบเทียบในช่วงระหว่างปี 2018-2022 กับ 2013-2017 หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีน ไต้หวันลงุทนในจีนลดลง 40.3% ส่วนการลงทุนในอาเซียนกลับเพิ่มขึ้น 40.9% นอกจากนี้ การลงทุนในอินเดียก็เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวทีเดียว