
Sign up to save your podcasts
Or


ภูมิหลังทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีอิทธิพลต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาของบุตรหลานอย่างไร? (2)
เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นมีโอกาสได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระบบการศึกษาของไต้หวันก้าวสู่การกระจายการเปิดมหาวิทยาลัยมากขึ้น ประกอบกับการก้าวสู่สังคมที่มีบุตรน้อย ทำให้ในช่วงก่อนและหลังปีทศวรรษที่ 2000 ประชากรในไต้หวันเกือบจะทุกคนที่มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก บุตรหลานจะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่ต้องไปศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนค่อนข้างสูง ในขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนได้รับเงินอุดหนุนน้อยกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่เพียงแต่ต้องรับภาระค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพงแล้ว เนื่องจากมหาวิทยาลัยเอกชนมีอันดับไม่สู้ดีนัก ทำให้ไม่มีศักยภาพในการแข่งขันเมื่อต้องออกไปหางานทำ ตกอยู่ในสภาพ “วุฒิปริญญาตรีอ่อนค่าลง”
“การอ่อนค่าลงของวุฒิการศึกษา เป็นตัวเร่งความไม่เสมอภาคของรุ่น” รศ. เฉินหมิงเหลย แห่งสถาบันบัณฑิตศึกษาคณะศึกษาศาสตร์และภาษาไต้หวัน มหาวิทยาลัยชิงหัว ไต้หวัน ระบุว่า เมื่อมีการกระจายการเปิดมหาวิทยาลัยในไต้หวัน พ่อแม่ต่างหวังที่จะให้บุตรหลานของตนได้ศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีค่าเทอมค่อนข้างแพง ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำจำนวนมากต้องยื่นขอกู้เงินเพื่อการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ทำให้เมื่อจบการศึกษาก็ต้องแบกหนี้ทันที แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ในมหาวิทยาลัยมีอะไร ๆ ให้เรียนรู้จริง ๆ นะหรือ? บางทีทิศทางนโยบายในตอนเริ่มแรกอาจจะไม่ได้ผิดพลาดอะไร เพียงแต่ว่ามันเกิดผลข้างเคียงบางอย่างที่เราคาดคิดไม่ถึง ในขณะที่การจัดสรรทรัพยากรของกระทรวงศึกษาธิการไม่อาจแก้ปัญหาประเด็น “เร่งความไม่เสมอภาคของรุ่น” ได้อย่างแท้จริง
“การวิเคราะห์เบื้องหลงของตัวเลข”
ระบบการศึกษาไม่อาจผลักดันการเคลื่อนตัวของชนชั้นในสังคมได้
ผู้เชี่ยวชาญ : รัฐบาลมีทรัพยากรจำกัด ซึ่งต้องทำให้ชนชั้นในสังคมมีการเคลื่อนไหว นอกจากการศึกษาระดับอุดมศึกษาแล้ว ยังควรที่จะต้องบ่มเพาะความสามารถในการศึกษาให้แก่เด็ก ๆ ให้บุตรหลานครอบครัวที่มีรายได้ต่ำและปานกลางได้รับโอกาสทางการศึกษาด้วย (ภาพ :เจิ้งอวี่เฉิน)
กล่าวโดยรวมแล้ว ผลงานวิจัยของวิทยาพนธ์ฉบับนี้ใช้ข้อมูลสถิติตัวเลขเป็นเครื่องพิสูจน์เป็นครั้งแรกในไต้หวันว่า รายได้ของพ่อ-แม่ส่งผลต่อการศึกษาของเด็ก ๆ จริง ๆ คุณหลินเจี้ยนซวินระบุว่า การวิจัยได้อธิบายถึงตัวเลขสถิติต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เรียกว่าผลสำเร็จของการศึกษา จะได้รับผลกระทบจากภูมิหลังของครอบครัว ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัฐบาลหรือโรงเรียนใช้กลไกที่มีอยู่มาส่งเสริมให้นักเรียนมี “ผลการศึกษาดี” ในทางความเป็นจริงมันเป็นการส่งเสริมความไม่เป็นธรรมหรือไม่? ทั้งนี้ หากต้องการให้การศึกษามีเป้าหมายเพื่อให้ชนชั้นในสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ผู้คนก็ควรคิดว่า กลไกในปัจจุบันของไต้หวันจะสามารถนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้นี้ได้หรือไม่?
รศ. เฉินหมิงเหลยเห็นว่า การวิจัยนี้ได้นำเอารายได้มาแบ่งระหว่างความรวยกับจนอย่างสุดขั้ว เพราะด้านหนึ่งแม้รายได้ของครอบครัวจะอยู่ในระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ไทล์ บุตรหลานมีโอกาสศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันในสัดส่วน 7% ซึ่งความจริงแล้วมันก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น เมื่อมองในอีกแง่มุมหนึ่งจะพบว่า นี่เป็นสัญญลักษณ์ที่ว่า “เป็นเรื่องยากที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน และก็มิใช่ว่าคนมีเงินจะทำได้เสมอไป”
“อย่างไรก็ดี ผมเห็นด้วยที่บอกว่า การศึกษายังไม่มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างถูกต้อง” นั่นเป็นบทสรุปของ รศ. เฉินหมิงเหลย และชี้แจงอีกว่า งานวิจัยนี้เตือนผู้คนไว้ว่า ในสังคมไต้หวันยังมีครอบครัวที่มีรายได้น้อยหรือปานกลางอยู่กลุ่มหนึ่งที่ขาดโอกาสในการการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นในสังคม นักศึกษาไม่เพียงแต่ต้องการเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ควรที่จะต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เคยมีใครบอกพ่อแม่หรือบอกกับนักศึกษาโดยตรง บางครั้งต้องจ่ายค่าเทอม ๆ ละถึง 50,000 TWD แต่กลับไม่ได้รับทรัพยากรที่คุ้มค่าและไม่แน่ว่าจะได้ความรู้อะไรกลับมาบ้าง “เรื่องแบบนี้ควรแบออกมาตรวจสอบกันอย่างเปิดเผย”
รัฐบาลจะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างไร? เพื่อให้ชนชั้นในสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ควรเฉพาะเจาะจงเพียงการศึกษาระดับอุดมศึกษาเท่านั้น รศ. เฉินหมิงเหลยเห็นว่า ความจริงแล้ว มีมหาวิทยาลัยชั้นนำในและต่างประเทศมีหลักสูตรเรียนฟรีแบบออนไลน์เป็นจำนวนมาก ประกอบกับสภาพการมีบุตรน้อยในสังคมไต้หวัน มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคุณภาพก็กำลังเผชิญหน้ากับการถูกคัดออกจากระบบการศึกษา วิธีการที่ถูกต้องที่รัฐบาลควรต้องใช้เงินไปกับสิ่งที่มีความจำเป็นและตรงจุดที่สุด ก็ต้องเริ่มต้นที่การบ่มเพาะศักยภาพในการศึกษาให้แกับผู้คน ให้นักศึกษาจากครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางหรือต่ำมีความสามารถในการแสวงหาทรัพยากรด้วยตนเอง “เมื่อถึงตอนนั้น การจัดสรรทรัพยากรจะไม่สวนทางกับความจริงรุนแรงเหมือนตอนนี้”
2. ช่องทางการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอย่างหลากหลาย ช่วยเหลือนักศึกษากลุ่มเปราะบางได้อย่างจำกัด
การปฏิรูประบอบการศึกษาใหม่ จำเป็นต้องผ่านการสะสมมาอย่างยาวนาน โครงการดาวจรัสแสงหรือช่องทางการคัดเลือกนักศึกษาพิเศษ ล้วนเป็นการทำให้นักศึกษามีศักยภาพมากยิ่งขึ้น มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เหมาะสมได้ รศ. เฉินหมิงเหลยเห็นว่า บางทีทุกท่านอาจเห็นว่า รูปแบบช่องทางการศึกษาต่อยังหลากหลายไม่พอ แต่ที่ผ่านมามีเพียงการสอบเอ็นทรานซ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง จนมาถึงปัจจุบันที่มีช่องทางการเข้าศึกษาต่อที่หลากหลาย “ทิศทางถูกต้องแล้ว ที่เหลือเพียงรอให้เวลามาทำให้สำเร็จเท่านั้น”
อย่างไรก็ดี มีผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า โครงการดาวจรัสแสงเป็นเสมือนหวานแต่เปลือกเท่านั้น ศ. เจิงเจินเจิน อธิการบดีคณะบริหารธุรกิจและอาจารย์ประจำสาขาการเงินการธนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจี้ยนสิง ยอมรับว่า ในส่วนของโครงการดาวจรัสแสง มหาวิทยาลัยทั่วไปมักจะคัดเลือกนักศึกษาจากโรงเรียนทั่วไปที่ไม่ใช่โรงเรียนชั้นนำ กว่าครึ่งให้เข้าศึกษาในคณะที่ไม่ใช่คณะยอดฮิต อย่าง การเปิดรับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกลในคณะที่ไม่มีใครเลือก ส่วนนี้คิดว่าเป็นความไม่เป็นธรรมในตัวของมันเองอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ศ. เจิงเจินเจิน ยังเห็นว่า รายได้มากน้อยของครอบครัวเป็นเครื่องชี้ว่า พ่อแม่มีความสามารถที่จะลงทุนทั้งทางด้านเวลาและกำลังทรัพย์ลงไปบนตัวลูกของตนหรือไม่ ส่วนกลไกการเข้าศึกษาต่ออย่างหลากหลายในตอนนี้ นักเรียนต้องมีแผนการศึกษา ความถนัด และมีผลงานเกี่ยวกับการเข้าร่วมการแข่งขันประเภทต่าง ๆ “ทุกอย่างต้องมีเงิน และมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทำในระยะยาว ซึ่งกล่าวในส่วนของครอบครัวผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางแล้วมีความลำบากพอสมควร”
3. พลิกฟื้นชะตาชีวิต ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยก่อนวัยเรียน
การเปลี่ยนสถานะของครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า เราสามารถปรับปรุงวิธีการการศึกษาก่อนวัยเรียน เริ่มเปิดวิสัยทัศน์ตั้งแต่วัยเด็ก (ภาพ: เจิ้งอวี่เฉิน)
“จินตนาการที่ภูมิหลังของครอบครัวมีอิทธิพต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็ก” คุณหลินเจี้ยนซวิน บอกว่า สังคมควรที่จะให้เด็ก ๆ มีทางเลือกมากกว่านี้และเร็วกว่านี้ ตนเคยเป็นทหารเกณฑ์แบบบำเพ็ญประโยชน์ให้สังคม โดยทำหน้าที่ที่โรงเรียนในดินแดนห่างไกลที่ตำบลเจียนสือ ซินจู๋ เลยถามเด็ก ๆ บนเขาว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร? เด็ก ๆ ตอบไปในลักษณะเดียวกัน “มีเด็ก ๆ กว่าครึ่งบอกว่าอยากเป็นพยาบาลหรือครู ส่วนอีกครึ่งบอกอยากเป็นนักบาสหรือนักกีฬา” ในขณะที่ ผู้ปกครองในเขตเมืองอาจมีโอกาสที่จะให้พวกเขาไปเรียนต่อเมืองนอกหรือมีโอกาสศึกษาอื่น ๆ ที่มากขึ้น
ความจริง เดิมทีก็ไม่อาจที่จะให้ทุกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันได้ การเคลื่อนตัวของชนชั้นในสังคม ไม่ควรจะจำกัดอยู่แค่ “การเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยดีๆ” เท่านั้น รศ. เฉินหมิงเหลย บอกอีกว่า ทรัพยากรที่สังคมทุ่มลงไปในเขตพื้นที่ห่างไกลส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนเรื่องสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนของฮาร์ดแวร์เท่านั้น ในเขตพื้นที่ห่างไกลมีทั้งสิ่งปลูกสร้าง 5G แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือจะพัฒนาการศึกษาพื้นฐานในเขตห่างไกลอย่างไร? ขจัดอุปสรรคที่มีต่อการจำกัดวิสัยทัศน์ของเด็ก ๆ ที่เกิดจากภูมิหลังของครอบครัว “ทางเลือกของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลไม่เพียงแต่จำกัดอยู่แค่เบสบอลหรือพ่อครัวเท่านั้น” แต่จำเป็นต้องเปิดวิสัยทัศน์ของพวกเขา เธอเห็นว่า ต้องส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นในสังคม และก็ไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไข “รูปแบบการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา” เท่านั้น จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นที่การศึกษาของเด็กวัยก่อนวัยเรียน ควรให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางอาศัยระบบการศึกษาที่สมบูรณ์แบบมาสร้างโอกาสในการพัฒนาเด็ก ๆ
ศ. เฉินหมิงเหลยยกตัวอย่างว่า อย่างเช่นการส่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยลงสู่ชนบท เพื่อแบ่งปันผลการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้แก่ครูระดับมัธยมและประถมว่า มีอะไรบ้าง เพื่อให้ครูมีโอกาสนำไปถ่ายทอดให้แก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้ ค่อย ๆ เปิดวิสัยทัศน์และโลกทัศน์ของเด็ก ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ ก็ยังอาจพิจารณาปรับปรุงผ่านครูโรงเรียนอนุบาลและประถม เธอยกตัวอย่างหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “ภาษาพ่อแม่” สหรัฐฯ ว่า ในหนังสือเล่มนี้เคยมีการทดลองในส่วนที่เกี่ยวข้อง อย่างการที่มีพ่อแม่บางส่วนวางแผนให้บุตรหลานของตน พูดออกมาว่า “ควรไปนอนแล้ว ลูกต้องเก็บอะไรบ้าง?” แต่ก็มีพ่อแม่บางส่วนมักจะใช้วิธีการ “นับถึง 3 เก็บของเล่นให้เรียบร้อย แล้วไปเข้านอน” การฝึกแบบแรก ไม่เพียงแต่จะทำให้เด็ก ๆ รู้จักวางแผนการอ่านหนังสือของตนเองเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมทัศนะ ตรรกะที่ถูกต้องให้แก่พวกเขาด้วย ดังนั้น ในโรงเรียนอนุบาลหรือประถม คุณครูอาจลองให้คำแนะนำแก่เด็ก ๆ ให้ใช้ความคิดในการเลือกของตัวเอง โดย “ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว” ก็มีโอกาสทำให้เด็ก ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
ศ. หลินฉงอิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวฝาน นิวไทเป ได้ยกตัวอย่างผลงานวิจัยของ James Heckman เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ที่ระบุว่า การบ่มเพาะตั้งแต่วัยเด็กมากเท่าไร ก็จะได้ผลมากเท่านั้น งานวิจัยดังกล่าวยังระบุว่า ผลตอบแทนในการลงทุนด้านการศึกษาของครอบครัวจะอยู่ในช่วงระหว่างอายุ 0-3 ขวบ ครอบครัวลงทุน 1 บาท จะได้รับผลตอบแทน 18 บาท พอมาถึงอายุ 3-4 ขวบ ลงทุน 1 บาท จะได้ผลตอบแทน 7 บาท และมีแนวโน้มในลักษณะเช่นนี้เป็นลำดับ ท่านอธิการบดีหลินฯ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ทฤษฎี 1,000 วัน” ของการศึกษาว่า การกระตุ้นในช่วงก่อน 3 ขวบเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่างการพูดคุยหรือการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ก็จะมีประโยชน์มาก แม้การเปลี่ยนสถานะของครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม แต่เขาก็เห็นว่า รัฐบาลไม่จำเป็นใช้งบประมาณมากมาย ก็สามารถลงทุนในการศึกษาก่อนวัยเรียนได้ เช่น การให้นักศึกษาปริญญาโทหรือปริญญาเอกลงสู่ชนบทเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่ง
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiภูมิหลังทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีอิทธิพลต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาของบุตรหลานอย่างไร? (2)
เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นมีโอกาสได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระบบการศึกษาของไต้หวันก้าวสู่การกระจายการเปิดมหาวิทยาลัยมากขึ้น ประกอบกับการก้าวสู่สังคมที่มีบุตรน้อย ทำให้ในช่วงก่อนและหลังปีทศวรรษที่ 2000 ประชากรในไต้หวันเกือบจะทุกคนที่มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก บุตรหลานจะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่ต้องไปศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนค่อนข้างสูง ในขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนได้รับเงินอุดหนุนน้อยกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่เพียงแต่ต้องรับภาระค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพงแล้ว เนื่องจากมหาวิทยาลัยเอกชนมีอันดับไม่สู้ดีนัก ทำให้ไม่มีศักยภาพในการแข่งขันเมื่อต้องออกไปหางานทำ ตกอยู่ในสภาพ “วุฒิปริญญาตรีอ่อนค่าลง”
“การอ่อนค่าลงของวุฒิการศึกษา เป็นตัวเร่งความไม่เสมอภาคของรุ่น” รศ. เฉินหมิงเหลย แห่งสถาบันบัณฑิตศึกษาคณะศึกษาศาสตร์และภาษาไต้หวัน มหาวิทยาลัยชิงหัว ไต้หวัน ระบุว่า เมื่อมีการกระจายการเปิดมหาวิทยาลัยในไต้หวัน พ่อแม่ต่างหวังที่จะให้บุตรหลานของตนได้ศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีค่าเทอมค่อนข้างแพง ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำจำนวนมากต้องยื่นขอกู้เงินเพื่อการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ทำให้เมื่อจบการศึกษาก็ต้องแบกหนี้ทันที แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ในมหาวิทยาลัยมีอะไร ๆ ให้เรียนรู้จริง ๆ นะหรือ? บางทีทิศทางนโยบายในตอนเริ่มแรกอาจจะไม่ได้ผิดพลาดอะไร เพียงแต่ว่ามันเกิดผลข้างเคียงบางอย่างที่เราคาดคิดไม่ถึง ในขณะที่การจัดสรรทรัพยากรของกระทรวงศึกษาธิการไม่อาจแก้ปัญหาประเด็น “เร่งความไม่เสมอภาคของรุ่น” ได้อย่างแท้จริง
“การวิเคราะห์เบื้องหลงของตัวเลข”
ระบบการศึกษาไม่อาจผลักดันการเคลื่อนตัวของชนชั้นในสังคมได้
ผู้เชี่ยวชาญ : รัฐบาลมีทรัพยากรจำกัด ซึ่งต้องทำให้ชนชั้นในสังคมมีการเคลื่อนไหว นอกจากการศึกษาระดับอุดมศึกษาแล้ว ยังควรที่จะต้องบ่มเพาะความสามารถในการศึกษาให้แก่เด็ก ๆ ให้บุตรหลานครอบครัวที่มีรายได้ต่ำและปานกลางได้รับโอกาสทางการศึกษาด้วย (ภาพ :เจิ้งอวี่เฉิน)
กล่าวโดยรวมแล้ว ผลงานวิจัยของวิทยาพนธ์ฉบับนี้ใช้ข้อมูลสถิติตัวเลขเป็นเครื่องพิสูจน์เป็นครั้งแรกในไต้หวันว่า รายได้ของพ่อ-แม่ส่งผลต่อการศึกษาของเด็ก ๆ จริง ๆ คุณหลินเจี้ยนซวินระบุว่า การวิจัยได้อธิบายถึงตัวเลขสถิติต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เรียกว่าผลสำเร็จของการศึกษา จะได้รับผลกระทบจากภูมิหลังของครอบครัว ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัฐบาลหรือโรงเรียนใช้กลไกที่มีอยู่มาส่งเสริมให้นักเรียนมี “ผลการศึกษาดี” ในทางความเป็นจริงมันเป็นการส่งเสริมความไม่เป็นธรรมหรือไม่? ทั้งนี้ หากต้องการให้การศึกษามีเป้าหมายเพื่อให้ชนชั้นในสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ผู้คนก็ควรคิดว่า กลไกในปัจจุบันของไต้หวันจะสามารถนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้นี้ได้หรือไม่?
รศ. เฉินหมิงเหลยเห็นว่า การวิจัยนี้ได้นำเอารายได้มาแบ่งระหว่างความรวยกับจนอย่างสุดขั้ว เพราะด้านหนึ่งแม้รายได้ของครอบครัวจะอยู่ในระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ไทล์ บุตรหลานมีโอกาสศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันในสัดส่วน 7% ซึ่งความจริงแล้วมันก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น เมื่อมองในอีกแง่มุมหนึ่งจะพบว่า นี่เป็นสัญญลักษณ์ที่ว่า “เป็นเรื่องยากที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน และก็มิใช่ว่าคนมีเงินจะทำได้เสมอไป”
“อย่างไรก็ดี ผมเห็นด้วยที่บอกว่า การศึกษายังไม่มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างถูกต้อง” นั่นเป็นบทสรุปของ รศ. เฉินหมิงเหลย และชี้แจงอีกว่า งานวิจัยนี้เตือนผู้คนไว้ว่า ในสังคมไต้หวันยังมีครอบครัวที่มีรายได้น้อยหรือปานกลางอยู่กลุ่มหนึ่งที่ขาดโอกาสในการการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นในสังคม นักศึกษาไม่เพียงแต่ต้องการเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ควรที่จะต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เคยมีใครบอกพ่อแม่หรือบอกกับนักศึกษาโดยตรง บางครั้งต้องจ่ายค่าเทอม ๆ ละถึง 50,000 TWD แต่กลับไม่ได้รับทรัพยากรที่คุ้มค่าและไม่แน่ว่าจะได้ความรู้อะไรกลับมาบ้าง “เรื่องแบบนี้ควรแบออกมาตรวจสอบกันอย่างเปิดเผย”
รัฐบาลจะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างไร? เพื่อให้ชนชั้นในสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ควรเฉพาะเจาะจงเพียงการศึกษาระดับอุดมศึกษาเท่านั้น รศ. เฉินหมิงเหลยเห็นว่า ความจริงแล้ว มีมหาวิทยาลัยชั้นนำในและต่างประเทศมีหลักสูตรเรียนฟรีแบบออนไลน์เป็นจำนวนมาก ประกอบกับสภาพการมีบุตรน้อยในสังคมไต้หวัน มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคุณภาพก็กำลังเผชิญหน้ากับการถูกคัดออกจากระบบการศึกษา วิธีการที่ถูกต้องที่รัฐบาลควรต้องใช้เงินไปกับสิ่งที่มีความจำเป็นและตรงจุดที่สุด ก็ต้องเริ่มต้นที่การบ่มเพาะศักยภาพในการศึกษาให้แกับผู้คน ให้นักศึกษาจากครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางหรือต่ำมีความสามารถในการแสวงหาทรัพยากรด้วยตนเอง “เมื่อถึงตอนนั้น การจัดสรรทรัพยากรจะไม่สวนทางกับความจริงรุนแรงเหมือนตอนนี้”
2. ช่องทางการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอย่างหลากหลาย ช่วยเหลือนักศึกษากลุ่มเปราะบางได้อย่างจำกัด
การปฏิรูประบอบการศึกษาใหม่ จำเป็นต้องผ่านการสะสมมาอย่างยาวนาน โครงการดาวจรัสแสงหรือช่องทางการคัดเลือกนักศึกษาพิเศษ ล้วนเป็นการทำให้นักศึกษามีศักยภาพมากยิ่งขึ้น มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เหมาะสมได้ รศ. เฉินหมิงเหลยเห็นว่า บางทีทุกท่านอาจเห็นว่า รูปแบบช่องทางการศึกษาต่อยังหลากหลายไม่พอ แต่ที่ผ่านมามีเพียงการสอบเอ็นทรานซ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง จนมาถึงปัจจุบันที่มีช่องทางการเข้าศึกษาต่อที่หลากหลาย “ทิศทางถูกต้องแล้ว ที่เหลือเพียงรอให้เวลามาทำให้สำเร็จเท่านั้น”
อย่างไรก็ดี มีผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า โครงการดาวจรัสแสงเป็นเสมือนหวานแต่เปลือกเท่านั้น ศ. เจิงเจินเจิน อธิการบดีคณะบริหารธุรกิจและอาจารย์ประจำสาขาการเงินการธนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจี้ยนสิง ยอมรับว่า ในส่วนของโครงการดาวจรัสแสง มหาวิทยาลัยทั่วไปมักจะคัดเลือกนักศึกษาจากโรงเรียนทั่วไปที่ไม่ใช่โรงเรียนชั้นนำ กว่าครึ่งให้เข้าศึกษาในคณะที่ไม่ใช่คณะยอดฮิต อย่าง การเปิดรับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกลในคณะที่ไม่มีใครเลือก ส่วนนี้คิดว่าเป็นความไม่เป็นธรรมในตัวของมันเองอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ศ. เจิงเจินเจิน ยังเห็นว่า รายได้มากน้อยของครอบครัวเป็นเครื่องชี้ว่า พ่อแม่มีความสามารถที่จะลงทุนทั้งทางด้านเวลาและกำลังทรัพย์ลงไปบนตัวลูกของตนหรือไม่ ส่วนกลไกการเข้าศึกษาต่ออย่างหลากหลายในตอนนี้ นักเรียนต้องมีแผนการศึกษา ความถนัด และมีผลงานเกี่ยวกับการเข้าร่วมการแข่งขันประเภทต่าง ๆ “ทุกอย่างต้องมีเงิน และมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทำในระยะยาว ซึ่งกล่าวในส่วนของครอบครัวผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางแล้วมีความลำบากพอสมควร”
3. พลิกฟื้นชะตาชีวิต ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยก่อนวัยเรียน
การเปลี่ยนสถานะของครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า เราสามารถปรับปรุงวิธีการการศึกษาก่อนวัยเรียน เริ่มเปิดวิสัยทัศน์ตั้งแต่วัยเด็ก (ภาพ: เจิ้งอวี่เฉิน)
“จินตนาการที่ภูมิหลังของครอบครัวมีอิทธิพต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็ก” คุณหลินเจี้ยนซวิน บอกว่า สังคมควรที่จะให้เด็ก ๆ มีทางเลือกมากกว่านี้และเร็วกว่านี้ ตนเคยเป็นทหารเกณฑ์แบบบำเพ็ญประโยชน์ให้สังคม โดยทำหน้าที่ที่โรงเรียนในดินแดนห่างไกลที่ตำบลเจียนสือ ซินจู๋ เลยถามเด็ก ๆ บนเขาว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร? เด็ก ๆ ตอบไปในลักษณะเดียวกัน “มีเด็ก ๆ กว่าครึ่งบอกว่าอยากเป็นพยาบาลหรือครู ส่วนอีกครึ่งบอกอยากเป็นนักบาสหรือนักกีฬา” ในขณะที่ ผู้ปกครองในเขตเมืองอาจมีโอกาสที่จะให้พวกเขาไปเรียนต่อเมืองนอกหรือมีโอกาสศึกษาอื่น ๆ ที่มากขึ้น
ความจริง เดิมทีก็ไม่อาจที่จะให้ทุกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันได้ การเคลื่อนตัวของชนชั้นในสังคม ไม่ควรจะจำกัดอยู่แค่ “การเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยดีๆ” เท่านั้น รศ. เฉินหมิงเหลย บอกอีกว่า ทรัพยากรที่สังคมทุ่มลงไปในเขตพื้นที่ห่างไกลส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนเรื่องสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนของฮาร์ดแวร์เท่านั้น ในเขตพื้นที่ห่างไกลมีทั้งสิ่งปลูกสร้าง 5G แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือจะพัฒนาการศึกษาพื้นฐานในเขตห่างไกลอย่างไร? ขจัดอุปสรรคที่มีต่อการจำกัดวิสัยทัศน์ของเด็ก ๆ ที่เกิดจากภูมิหลังของครอบครัว “ทางเลือกของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลไม่เพียงแต่จำกัดอยู่แค่เบสบอลหรือพ่อครัวเท่านั้น” แต่จำเป็นต้องเปิดวิสัยทัศน์ของพวกเขา เธอเห็นว่า ต้องส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นในสังคม และก็ไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไข “รูปแบบการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา” เท่านั้น จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นที่การศึกษาของเด็กวัยก่อนวัยเรียน ควรให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางอาศัยระบบการศึกษาที่สมบูรณ์แบบมาสร้างโอกาสในการพัฒนาเด็ก ๆ
ศ. เฉินหมิงเหลยยกตัวอย่างว่า อย่างเช่นการส่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยลงสู่ชนบท เพื่อแบ่งปันผลการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้แก่ครูระดับมัธยมและประถมว่า มีอะไรบ้าง เพื่อให้ครูมีโอกาสนำไปถ่ายทอดให้แก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้ ค่อย ๆ เปิดวิสัยทัศน์และโลกทัศน์ของเด็ก ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ ก็ยังอาจพิจารณาปรับปรุงผ่านครูโรงเรียนอนุบาลและประถม เธอยกตัวอย่างหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “ภาษาพ่อแม่” สหรัฐฯ ว่า ในหนังสือเล่มนี้เคยมีการทดลองในส่วนที่เกี่ยวข้อง อย่างการที่มีพ่อแม่บางส่วนวางแผนให้บุตรหลานของตน พูดออกมาว่า “ควรไปนอนแล้ว ลูกต้องเก็บอะไรบ้าง?” แต่ก็มีพ่อแม่บางส่วนมักจะใช้วิธีการ “นับถึง 3 เก็บของเล่นให้เรียบร้อย แล้วไปเข้านอน” การฝึกแบบแรก ไม่เพียงแต่จะทำให้เด็ก ๆ รู้จักวางแผนการอ่านหนังสือของตนเองเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมทัศนะ ตรรกะที่ถูกต้องให้แก่พวกเขาด้วย ดังนั้น ในโรงเรียนอนุบาลหรือประถม คุณครูอาจลองให้คำแนะนำแก่เด็ก ๆ ให้ใช้ความคิดในการเลือกของตัวเอง โดย “ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว” ก็มีโอกาสทำให้เด็ก ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
ศ. หลินฉงอิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวฝาน นิวไทเป ได้ยกตัวอย่างผลงานวิจัยของ James Heckman เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ที่ระบุว่า การบ่มเพาะตั้งแต่วัยเด็กมากเท่าไร ก็จะได้ผลมากเท่านั้น งานวิจัยดังกล่าวยังระบุว่า ผลตอบแทนในการลงทุนด้านการศึกษาของครอบครัวจะอยู่ในช่วงระหว่างอายุ 0-3 ขวบ ครอบครัวลงทุน 1 บาท จะได้รับผลตอบแทน 18 บาท พอมาถึงอายุ 3-4 ขวบ ลงทุน 1 บาท จะได้ผลตอบแทน 7 บาท และมีแนวโน้มในลักษณะเช่นนี้เป็นลำดับ ท่านอธิการบดีหลินฯ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ทฤษฎี 1,000 วัน” ของการศึกษาว่า การกระตุ้นในช่วงก่อน 3 ขวบเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่างการพูดคุยหรือการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ก็จะมีประโยชน์มาก แม้การเปลี่ยนสถานะของครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม แต่เขาก็เห็นว่า รัฐบาลไม่จำเป็นใช้งบประมาณมากมาย ก็สามารถลงทุนในการศึกษาก่อนวัยเรียนได้ เช่น การให้นักศึกษาปริญญาโทหรือปริญญาเอกลงสู่ชนบทเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่ง