
Sign up to save your podcasts
Or


เตรียมรับมือค่าไฟพุ่ง 10% เริ่มเมษายน นี้
ปลายสัปดาห์นี้ คณะกรรมการพิจารณาค่าไฟไต้หวันจะเปิดการประชุมพิจารณาค่าไฟฟ้าในไต้หวัน เบื้องต้นได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการก่อนหน้านี้จะมีการปรับค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนและร้านค้าย่อยที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 330 ยูนิต/เดือน จะปรับให้อยู่ในระดับเดียวกับในช่วงปี 2004 ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ก็จะมีการปรับขึ้นตามสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า ตามหลักการใช้มากจ่ายมาก ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณไม่เกิน 10% ภาคอุตสาหกรรมจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเฉลี่ยประมาณ 6%
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา การไฟฟ้าไต้หวันต้องแบกรับต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าครัวเรือนเป็นจำนวนมากทำให้ในปีที่ผ่านมามียอดขาดทุนสะสมแล้วถึง 4.229 แสนล้าน เมื่อพิจารณาจากกรณีที่เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวน 2 แสนล้าน ที่ดูเหมือนจะหมดความหวังว่าจะได้มาช่วยอุดหนุนลดทอนตัวเลขที่ขาดทุนได้แล้ว ในขณะที่เงินอุดหนุนการพัฒนาในเกาะรอบนอกไต้หวันก็ต้องผ่านการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติและสภาบริหาร และเพื่อมิให้สภาพความขาดทุนในปีนี้ขยายตัวมากขึ้น จึงต้องพยายามเพิ่มรายได้จากค่าไฟฟ้าอีกอย่างน้อย 5 หมื่นล้าน ทำให้ต้องพิจารณาขึ้นค่าไฟครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ นายกัวจื้อฮุย รมว. เศรษฐการไต้หวันระบุว่า การปรับขึ้นค่าไฟของไต้หวันจะไม่สูงเหมือนของเกาหลีใต้ ซึ่งต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและร้านค้าย่อย เพื่อควบคุมให้อัตราภาวะเงินเฟ้อหรือ CPIอยู่ในกรอบไม่เกินร้อยละ 2
เมื่อมีการพิจารณาในรายละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่า การไฟฟ้าไต้หวันมิให้มีการพิจารณาค่าไฟตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้อยู่ในสภาพขาดทุน ราคาเฉลี่ยเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าช่วง 5 ปีก่อนการระบาดของโควิด ปรับตัวสูงขึ้นถึง 60% ในขณะที่ราคาค่าไฟฟ้าได้สะท้อนต้นทุนเพียง 40% เท่านั้น นายเจิงเหวินเซิง ประธานการไฟฟ้าไต้หวันได้เรียกร้องให้ปรับค่าไฟในระดับที่เหมาะสมเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าไฟครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 330 ยูนิต อยู่ในระดับเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยเมื่อ 20 ปีก่อน
จากข้อมูลการพิจารณาภายในของการไฟฟ้าไต้หวันพบว่า ในส่วนของไฟฟ้าครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อยกว่า 330 ยูนิต คิดราคาเดียวกันกับร้านค้าย่อยที่ใช้ไฟต่ำกว่า 330 ยูนิต จะปรับราคาให้อยู่ในระดับเดียวกับราคาเมื่อปี 2004 หมายความว่าปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 11-33% ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟมากกว่า 330 ยูนิต จะคำนวนราคาในระดับราคาที่ใช้ยิ่งมากก็จะยิ่งแพง โดยในแต่ละช่วงจะมีการปรับเพิ่มไม่เกิน 10%
นักวิชาการระบุว่า GDP ไต้หวันปีนี้อาจต่ำกว่า 3%
การประชุมล่าสุดของคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางไต้หวันได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ GDP ปีนี้เหลือ 3.05% ส่วนสำนักบัญชีกลางไต้หวันก็ปรับลดลงเหลือ 3.14% แม้จะมีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ลงไม่มาก แต่ก็เหลือเพียงประมาณแตะที่ 3% ซึ่งมีนักวิชาการเห็นว่า การขึ้นอัตราภาษีศุลกากรในเดือน เม.ย. ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะกระทบต่อการส่งออกของไต้หวันเป็นแน่ ส่วนการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ของ TSMC จะกระทบต่อการลงทุนในไต้หวัน จึงคาดว่า GDP ปีนี้อาจต่ำกว่า 3%
ธนาคารกลางไต้หวันคาดตัวเลข GDP ปีนี้ต่ำกว่าการคาดการณ์คราวที่แล้วประมาณ 3.05% จากเดิมที่คาดไว้เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว 3.13% ส่วนสำนักบัญชีกลางก็ปรับลดจากเดิมในเดือน ธ.ค. 3.29% เหลือ 3.14% ในครั้งนี้ โดยปรับลดลง 0.15%
นายอู๋ต้าเริ่น ผู้จัดการศูนย์วิจัยพัฒนาเศรษฐกิจไต้หวัน มหาวิทยาลัยจงหยาง ไต้หวัน ระบุว่า มาตรการต่าง ๆ ในเดือน เม.ย. ของประธานาธิบดีทรัมป์ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเก็บภาษีศุลกากรแผ่นชิปที่อาจสูงถึง 25% ส่งผลให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ขยับตัวสูงขึ้นด้วย ความต้องการก็จะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกของไต้หวันคิดเป็นสัดส่วนใน GDP สูงถึง 65-70% แม้แต่ประเทศที่อาศัยการส่งออกไม่สูงเท่าไต้หวัน อย่างเกาหลี หรือเยอรมนี มีสัดส่วนไม่ถึง 40% จีนก็มีเพียง 18% เพราะฉะนั้นผลกระทบต่อไต้หวันย่อมรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ เหล่านี้
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiเตรียมรับมือค่าไฟพุ่ง 10% เริ่มเมษายน นี้
ปลายสัปดาห์นี้ คณะกรรมการพิจารณาค่าไฟไต้หวันจะเปิดการประชุมพิจารณาค่าไฟฟ้าในไต้หวัน เบื้องต้นได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการก่อนหน้านี้จะมีการปรับค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนและร้านค้าย่อยที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 330 ยูนิต/เดือน จะปรับให้อยู่ในระดับเดียวกับในช่วงปี 2004 ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ก็จะมีการปรับขึ้นตามสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า ตามหลักการใช้มากจ่ายมาก ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณไม่เกิน 10% ภาคอุตสาหกรรมจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเฉลี่ยประมาณ 6%
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา การไฟฟ้าไต้หวันต้องแบกรับต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าครัวเรือนเป็นจำนวนมากทำให้ในปีที่ผ่านมามียอดขาดทุนสะสมแล้วถึง 4.229 แสนล้าน เมื่อพิจารณาจากกรณีที่เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวน 2 แสนล้าน ที่ดูเหมือนจะหมดความหวังว่าจะได้มาช่วยอุดหนุนลดทอนตัวเลขที่ขาดทุนได้แล้ว ในขณะที่เงินอุดหนุนการพัฒนาในเกาะรอบนอกไต้หวันก็ต้องผ่านการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติและสภาบริหาร และเพื่อมิให้สภาพความขาดทุนในปีนี้ขยายตัวมากขึ้น จึงต้องพยายามเพิ่มรายได้จากค่าไฟฟ้าอีกอย่างน้อย 5 หมื่นล้าน ทำให้ต้องพิจารณาขึ้นค่าไฟครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ นายกัวจื้อฮุย รมว. เศรษฐการไต้หวันระบุว่า การปรับขึ้นค่าไฟของไต้หวันจะไม่สูงเหมือนของเกาหลีใต้ ซึ่งต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและร้านค้าย่อย เพื่อควบคุมให้อัตราภาวะเงินเฟ้อหรือ CPIอยู่ในกรอบไม่เกินร้อยละ 2
เมื่อมีการพิจารณาในรายละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่า การไฟฟ้าไต้หวันมิให้มีการพิจารณาค่าไฟตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้อยู่ในสภาพขาดทุน ราคาเฉลี่ยเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าช่วง 5 ปีก่อนการระบาดของโควิด ปรับตัวสูงขึ้นถึง 60% ในขณะที่ราคาค่าไฟฟ้าได้สะท้อนต้นทุนเพียง 40% เท่านั้น นายเจิงเหวินเซิง ประธานการไฟฟ้าไต้หวันได้เรียกร้องให้ปรับค่าไฟในระดับที่เหมาะสมเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าไฟครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 330 ยูนิต อยู่ในระดับเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยเมื่อ 20 ปีก่อน
จากข้อมูลการพิจารณาภายในของการไฟฟ้าไต้หวันพบว่า ในส่วนของไฟฟ้าครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อยกว่า 330 ยูนิต คิดราคาเดียวกันกับร้านค้าย่อยที่ใช้ไฟต่ำกว่า 330 ยูนิต จะปรับราคาให้อยู่ในระดับเดียวกับราคาเมื่อปี 2004 หมายความว่าปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 11-33% ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟมากกว่า 330 ยูนิต จะคำนวนราคาในระดับราคาที่ใช้ยิ่งมากก็จะยิ่งแพง โดยในแต่ละช่วงจะมีการปรับเพิ่มไม่เกิน 10%
นักวิชาการระบุว่า GDP ไต้หวันปีนี้อาจต่ำกว่า 3%
การประชุมล่าสุดของคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางไต้หวันได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ GDP ปีนี้เหลือ 3.05% ส่วนสำนักบัญชีกลางไต้หวันก็ปรับลดลงเหลือ 3.14% แม้จะมีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ลงไม่มาก แต่ก็เหลือเพียงประมาณแตะที่ 3% ซึ่งมีนักวิชาการเห็นว่า การขึ้นอัตราภาษีศุลกากรในเดือน เม.ย. ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะกระทบต่อการส่งออกของไต้หวันเป็นแน่ ส่วนการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ของ TSMC จะกระทบต่อการลงทุนในไต้หวัน จึงคาดว่า GDP ปีนี้อาจต่ำกว่า 3%
ธนาคารกลางไต้หวันคาดตัวเลข GDP ปีนี้ต่ำกว่าการคาดการณ์คราวที่แล้วประมาณ 3.05% จากเดิมที่คาดไว้เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว 3.13% ส่วนสำนักบัญชีกลางก็ปรับลดจากเดิมในเดือน ธ.ค. 3.29% เหลือ 3.14% ในครั้งนี้ โดยปรับลดลง 0.15%
นายอู๋ต้าเริ่น ผู้จัดการศูนย์วิจัยพัฒนาเศรษฐกิจไต้หวัน มหาวิทยาลัยจงหยาง ไต้หวัน ระบุว่า มาตรการต่าง ๆ ในเดือน เม.ย. ของประธานาธิบดีทรัมป์ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเก็บภาษีศุลกากรแผ่นชิปที่อาจสูงถึง 25% ส่งผลให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ขยับตัวสูงขึ้นด้วย ความต้องการก็จะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกของไต้หวันคิดเป็นสัดส่วนใน GDP สูงถึง 65-70% แม้แต่ประเทศที่อาศัยการส่งออกไม่สูงเท่าไต้หวัน อย่างเกาหลี หรือเยอรมนี มีสัดส่วนไม่ถึง 40% จีนก็มีเพียง 18% เพราะฉะนั้นผลกระทบต่อไต้หวันย่อมรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ เหล่านี้