
Sign up to save your podcasts
Or


IMD : ไต้หวันอันดับลดลง 2 อันดับ ส่วนไทยขยับขึ้นถึง 5 อันดับ
สถาบัน IMD ของสวิตเซอร์แลนด์ได้ประกาศรายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของโลก (World Competitiveness Yearbook) ซึ่งปีนี้ไต้หวันถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 8 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ลดอันดับจากปีที่แล้ว 2 อันดับ ส่วนไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 25 ขยับขึ้น 5 อันดับจากปีที่แล้ว
รายงานประจำปีของ IMD World Competitiveness ระบุการจัดอันดับล่าสุดของ 67 ประเทศ โดยไต้หวันมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 6 ในปีที่แล้วมาอยู่ที่อันดับที่ 8 ในปีนี้ ยุติการปรับอันดับขึ้นในช่วงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของการพัฒนาทางเศรษฐกิจลดลง 6 อันดับ มาอยู่ที่อันดับที่ 26 ของโลก
คุณไต้จื้อเหยียน ผู้ช่วยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว หรือ CIER ให้ความเห็นว่า “สาเหตุหลักมาจากในปี 2566 ทั่วโลกอยู่ในระหว่างการปรับสินค้าคงคลังในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้สถานการณ์โดยรวมของปีที่แล้วไม่ดีอย่างที่ได้คาดไว้ในตอนแรก”
ส่วนสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวันก็ระบุว่า ผลการพัฒนาทางเศรษฐกิจลดลง ซึ่งมีสาเหตุหลักจากภาวะเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยสูง นำไปสู่อุปสงค์ที่อ่อนตัวลง อุตสาหกรรมการผลิตในประเทศยังคงอยู่ในภาวะปรับลดสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการส่งออก นักลงทุนมีการลงทุนด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการบริหารงานของภาครัฐลดลงมาอยู่ในอันดับที่ 8 จากอันดับที่ 6 อย่างไรก็ดี ในบรรดาหน่วยเศรษฐกิจที่มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน ไต้หวันครองอันดับหนึ่งของโลกแซงหน้าสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ติดต่อกัน 4 ปี
ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า ไต้หวันควรเร่งจัดทำความตกลงใหม่ ๆ กับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ก็จะต้องรักษาฐานะความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เพื่อระดมสรรพกำลังความได้เปรียบของไต้หวันในการแข่งขันระดับโลก
สำหรับการจัดอันดับในครั้งนี้ 10 อันดับแรกได้แก่ สิงคโปร์ อันดับ 1 ตามด้วย สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ ฮ่องกง สวีเดน สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ส่วนสหรัฐฯ อยู่อันดับ 12 จีน อันดับ 14 เกาหลี อันดับ 20 และญี่ปุ่น อันดับ 38
(ภาพจาก China Times ไต้หวัน)
ไต้หวันยังอยู่ในโผกลุ่มประเทศแทรกแซงค่าเงินของสหรัฐฯ
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่ามีพฤติกรรมในการแทรกแซงค่าเงิน โดยระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ยังไม่พบว่า หุ้นส่วนการค้าสำคัญของสหรัฐฯ ประเทศใดมีพฤติกรรมแทรกแซงค่าเงิน แต่ก็ได้รวมเอาไต้หวัน และจีน อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้องติดตาม ในขณะที่ได้เพิ่มญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเป็นครั้งแรก รายงานดังกล่าวได้แนะนำไต้หวันว่าต้องบูรณาการนโยบายของตนด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้เศรษฐกิจของตนไม่ถูกปัจจัยภายนอกมาส่งผลกระทบ
กระทรวงการคลัง สหรัฐฯ ได้รายงานนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ รอบครึ่งปี โดยเป็นการประเมิน คู่ค้าการค้าที่สำคัญของสหรัฐฯ จำนวน 20 ประเทศ จนถึงเดือน ธ.ค. ของปีที่แล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการค้าทั้งสินค้าและภาคบริการกับสหรัฐฯ รวมทั้งสิ้นถึง 78% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศรวมทั้งหมด
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, RtiIMD : ไต้หวันอันดับลดลง 2 อันดับ ส่วนไทยขยับขึ้นถึง 5 อันดับ
สถาบัน IMD ของสวิตเซอร์แลนด์ได้ประกาศรายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของโลก (World Competitiveness Yearbook) ซึ่งปีนี้ไต้หวันถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 8 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ลดอันดับจากปีที่แล้ว 2 อันดับ ส่วนไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 25 ขยับขึ้น 5 อันดับจากปีที่แล้ว
รายงานประจำปีของ IMD World Competitiveness ระบุการจัดอันดับล่าสุดของ 67 ประเทศ โดยไต้หวันมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 6 ในปีที่แล้วมาอยู่ที่อันดับที่ 8 ในปีนี้ ยุติการปรับอันดับขึ้นในช่วงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของการพัฒนาทางเศรษฐกิจลดลง 6 อันดับ มาอยู่ที่อันดับที่ 26 ของโลก
คุณไต้จื้อเหยียน ผู้ช่วยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว หรือ CIER ให้ความเห็นว่า “สาเหตุหลักมาจากในปี 2566 ทั่วโลกอยู่ในระหว่างการปรับสินค้าคงคลังในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้สถานการณ์โดยรวมของปีที่แล้วไม่ดีอย่างที่ได้คาดไว้ในตอนแรก”
ส่วนสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวันก็ระบุว่า ผลการพัฒนาทางเศรษฐกิจลดลง ซึ่งมีสาเหตุหลักจากภาวะเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยสูง นำไปสู่อุปสงค์ที่อ่อนตัวลง อุตสาหกรรมการผลิตในประเทศยังคงอยู่ในภาวะปรับลดสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการส่งออก นักลงทุนมีการลงทุนด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการบริหารงานของภาครัฐลดลงมาอยู่ในอันดับที่ 8 จากอันดับที่ 6 อย่างไรก็ดี ในบรรดาหน่วยเศรษฐกิจที่มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน ไต้หวันครองอันดับหนึ่งของโลกแซงหน้าสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ติดต่อกัน 4 ปี
ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า ไต้หวันควรเร่งจัดทำความตกลงใหม่ ๆ กับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ก็จะต้องรักษาฐานะความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เพื่อระดมสรรพกำลังความได้เปรียบของไต้หวันในการแข่งขันระดับโลก
สำหรับการจัดอันดับในครั้งนี้ 10 อันดับแรกได้แก่ สิงคโปร์ อันดับ 1 ตามด้วย สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ ฮ่องกง สวีเดน สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ส่วนสหรัฐฯ อยู่อันดับ 12 จีน อันดับ 14 เกาหลี อันดับ 20 และญี่ปุ่น อันดับ 38
(ภาพจาก China Times ไต้หวัน)
ไต้หวันยังอยู่ในโผกลุ่มประเทศแทรกแซงค่าเงินของสหรัฐฯ
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่ามีพฤติกรรมในการแทรกแซงค่าเงิน โดยระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ยังไม่พบว่า หุ้นส่วนการค้าสำคัญของสหรัฐฯ ประเทศใดมีพฤติกรรมแทรกแซงค่าเงิน แต่ก็ได้รวมเอาไต้หวัน และจีน อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้องติดตาม ในขณะที่ได้เพิ่มญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเป็นครั้งแรก รายงานดังกล่าวได้แนะนำไต้หวันว่าต้องบูรณาการนโยบายของตนด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้เศรษฐกิจของตนไม่ถูกปัจจัยภายนอกมาส่งผลกระทบ
กระทรวงการคลัง สหรัฐฯ ได้รายงานนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ รอบครึ่งปี โดยเป็นการประเมิน คู่ค้าการค้าที่สำคัญของสหรัฐฯ จำนวน 20 ประเทศ จนถึงเดือน ธ.ค. ของปีที่แล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการค้าทั้งสินค้าและภาคบริการกับสหรัฐฯ รวมทั้งสิ้นถึง 78% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศรวมทั้งหมด