
Sign up to save your podcasts
Or


ส.ส. สหรัฐฯ ร่วมเรียกร้องฝ่ายบริหารเชิญผู้นำไต้หวันร่วมประชุมเอเปกปีนี้ที่ซานฟรานซิลโก
การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปก ปีนี้ สหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดให้มีขึ้นในวันที่ 12 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ที่นครซานฟรานซิสโก โดยมี ส.ส. ของพรรครีพับลิกัน 25 ท่านร่วมกันลงชื่อทำหนังสือถึงนายแอนโทนี่ บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ เรียกร้องให้เจ้าภาพคือสหรัฐฯ เชิญประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันเข้าร่วมการประชุมด้วยตนเอง มิเช่นนั้น ก็อาจทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความเป็นมิตรจอมปลอม” นอกจากนี้ ในหนังสือดังกล่าวยังระบุว่า ไต้หวันเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของเอเปก มีคุณูปการอย่างมากมายมหาศาลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่หากไม่เชิญผู้นำไต้หวันเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ก็จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความเป็นมิตรจอมปลอม” เป็นเรื่องจริง
สำนักข่าวฟอกซ์ในสหรัฐฯ รายงานว่า ในหนังสือถึงนายบลิงเคน ดังกล่าวเรียกร้องว่า ไต้หวันมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์ของเอเปก จึงสมควรที่จะได้รับการดูแลในฐานะที่เท่าเทียมกับสมาชิกอื่น ๆ
นอกจากนี้ ในหนังสือดังกล่าวยังได้ระบุว่า ภาระกิจสำคัญของเอเปกก็คือเป็นเวทีในการสร้างความสมดุลและอะลุ้มอล่วยระหว่างกัน เพื่อสร้างความเจริญรุ่งโรจน์ให้แก่ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกได้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็อาจจะอาศัยโอกาสนี้แก้ไขปัญหาที่ภาคธุรกิจวิตกกังวล ผลักดันการค้าการพาณิชย์ที่มีมาตรฐานในระดับสูง ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งไต้หวันได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงให้แก่่เศรษฐกิจและเทคโนโลยี ตลอดจนวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ปรากฏให้เห็นในเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น หากแต่ยังปรากฎให้เห็นในขอบเขตทั่วโลกด้วย
แผนที่แสดงประเทศสมาชิก APEC
ไต้หวันติดโผเศรษฐกิจเสรีอันดับ 11 ของโลก ส่วนแชมป์เดิมกลายเป็นรองแชมป์
สถาบันวิจัย Fraser Institute ซึ่งเป็นคลังสมองของฝรั่งเศส ได้เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความเสรีทางเศรษฐกิจทั่วโลก ประจำปี 2023ปรากฏว่า ไต้หวันถูกจัดอยู่ในอันดับ 11 โดยฮ่องกงที่เป็นแชมป์มาอย่างต่อเนื่องคราวนี้ถูกสิงคโปร์เบียดตกไปอยู่ในอันดับรองแชมป์เป็นครั้งแรก ทั้งนี้ เป็นการจัดอันดับจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 165 ประเทศ ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนจีนอยู่ในอันดับที่ 111
ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้เริ่มจัดทำรายงานในลักษณะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 1975 ซึ่งฮ่องกงครองแชมป์ความเสรีทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่ในปีนี้เนื่องจากปัญหาระบบความเป็นอิสระของตุลาการของฮ่องกงได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงและการแทรกแซงของฝ่ายทหารก็รุนแรงมากขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับผลกระทบจากการเมืองจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปไม่น้อย
นอกจากนี้ ในช่วงเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษได้ส่งมอบรายงานรายครึ่งปีเกี่ยวกับปัญหาฮ่องกง ก็มีข้อความที่โจมตีจีนที่ละเมิดคำมั่นหลายประการที่ระบุเกี่ยวกับเสรีภาพและการปกครองตนเองของฮ่องกงไว้ใน “แถลงการณ์ร่วมจีน-อังกฤษ” โดยระบุตรง ๆ ว่า จีนได้อ้างความมั่นคงแห่งชาติ ลดทอนและควบคุมเสรีภาพของประชาชนที่ได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมจีน-อังกฤษ และกฎหมายพื้นฐานฮ่องกง
รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษได้ย้ำว่า เขาได้เยือนปักกิ่งเมื่อ ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับกรณีที่นายจิมมี่ ไล่ ผู้ก่อตั้งสื่อชื่อดังในฮ่องกง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ละเมิดกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของฮ่องกง และถูกจับกุมคุมขังว่า นายไล่ฯ เป็นพลเมืองอังกฤษ พร้อมทั้งย้ำว่า อังกฤษจะใช้สิทธิทางการทูตในการเข้าเยี่ยมนายไล่ฯ ต่อไป
อย่างไรก็ดี ทางการฮ่องกงได้ออกแถลงการณ์ความยาวกว่า 3000 คำ โจมตีอย่างรุนแรงต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์ของอังกฤษว่า “เป็นการใส่ร้ายป้ายสี” ส่วนสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำอังกฤษก็โจมตีตรง ๆ ว่า รายงานของรัฐบาลอังกฤษละเมิดความเป็นจริง บิดเบือนความจริง จากขาวเป็นดำ แทรกแซงกิจการฮ่องกงและกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง
สำหรับในส่วนของไทย และประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ก็ถูกจัดอันดับความเสรีทางเศรษฐกิจ โดย ไทยติดอันดับ 64 ด้วยคะแนน 7.07 คะแนน และติดอันดับ 3 ในอาเซียน โดยในอาเซียน สิงคโปร์ครองอันดับ 1 ตามด้วยมาเลเซียติดอันดับ 56 ด้วยคะแนน 7.19 คะแนน ต่อด้วยไทยที่อันดับ 64, ฟิลิปปินส์อยู่ที่อันดับ 70 ด้วยคะแนน 7.01 คะแนน, อินโดนีเซียอยู่ที่อันดับ 74 ด้วยคะแนน 6.93 คะแนน, กัมพูชาอยู่ที่อันดับ 78 ด้วยคะแนน 6.82 คะแนน, เวียดนามอยู่ที่อันดับ 106 ด้วยคะแนน 6.26 คะแนน,สปป. ลาวอยู่ที่อันดับ 107 ด้วยคะแนน 6.25 คะแนน และเมียนมาอยู่ที่อันดับ 150 ด้วยคะแนน 5.33 คะแนน
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 1.2% คาดถึงจุดต่ำสุดแล้ว ปีหน้าดีกว่านี้แน่
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือ ADB ได้ประกาศตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันเหลือ 1.2% จากเดิม 1.5% ในปีนี้ ส่วนปีหน้าจะอยู่ที่ 2.7% ซึ่งผู้นำธุรกิจไต้หวันประเมินว่า ปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไต้หวันตกต่ำจนถึงจุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งไต้หวันต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอย่างจีน เอดีบีก็ปรับลดตัวเลข GDP ปีนี้เหลือ 4.7% จากเดิม 4.8%
เอดีบีระบุว่า สาเหตุที่มีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์เหล่านี้ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนอ่อนปวกเปียก และความเสี่ยงจากอิทธิพลของเอลนีโย ทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้อึมครึม
อย่างไรก็ดี นายหลินป๋อฟง นายกสมาคม 33 ผู้นำภาคธุรกิจไต้หวัน มีความเห็นว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำลงจนถึงจุดต่ำสุดแล้ว แต่เนื่องจากไต้หวันได้รับผลกระทบจากลักษณะภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หากไต้หวันสามารถเลือกใช้วิธีการที่ถูกต้องรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม บรรยากาศทางเศรษฐกิจก็จะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากไต้หวันเพียบพร้อมไปด้วยห่วงโซ่การผลิต บุคลากร เงินทุน หากรัฐบาลทำงานประสานกับภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี ไต้หวันก็จะก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหตุที่เลวร้ายที่สุดก็คือไต้หวันอาจถูกสหรัฐฯ ใช้เป็นหมากต่อรองกับจีน กลายเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ยอมเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของตน รัฐบาลจึงควรมีมาตรการและนโยบายที่เหมาะสม อาทิ ช่วยเหลือการลงทุนของภาคเอกชน ให้สินเชื่อ ให้เงินอุดหนุนเยียวยา สนับสนุนการอบรมบ่มเพาะบุคลากร ให้บุคลากรจากทั่วโลก ที่มีความรู้ความสามารถมีสิทธิและต้องการที่จะอยู่ในไต้หวัน ส่งผลกระทบ
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiส.ส. สหรัฐฯ ร่วมเรียกร้องฝ่ายบริหารเชิญผู้นำไต้หวันร่วมประชุมเอเปกปีนี้ที่ซานฟรานซิลโก
การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปก ปีนี้ สหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดให้มีขึ้นในวันที่ 12 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ที่นครซานฟรานซิสโก โดยมี ส.ส. ของพรรครีพับลิกัน 25 ท่านร่วมกันลงชื่อทำหนังสือถึงนายแอนโทนี่ บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ เรียกร้องให้เจ้าภาพคือสหรัฐฯ เชิญประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันเข้าร่วมการประชุมด้วยตนเอง มิเช่นนั้น ก็อาจทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความเป็นมิตรจอมปลอม” นอกจากนี้ ในหนังสือดังกล่าวยังระบุว่า ไต้หวันเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของเอเปก มีคุณูปการอย่างมากมายมหาศาลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่หากไม่เชิญผู้นำไต้หวันเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ก็จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความเป็นมิตรจอมปลอม” เป็นเรื่องจริง
สำนักข่าวฟอกซ์ในสหรัฐฯ รายงานว่า ในหนังสือถึงนายบลิงเคน ดังกล่าวเรียกร้องว่า ไต้หวันมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์ของเอเปก จึงสมควรที่จะได้รับการดูแลในฐานะที่เท่าเทียมกับสมาชิกอื่น ๆ
นอกจากนี้ ในหนังสือดังกล่าวยังได้ระบุว่า ภาระกิจสำคัญของเอเปกก็คือเป็นเวทีในการสร้างความสมดุลและอะลุ้มอล่วยระหว่างกัน เพื่อสร้างความเจริญรุ่งโรจน์ให้แก่ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกได้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็อาจจะอาศัยโอกาสนี้แก้ไขปัญหาที่ภาคธุรกิจวิตกกังวล ผลักดันการค้าการพาณิชย์ที่มีมาตรฐานในระดับสูง ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งไต้หวันได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงให้แก่่เศรษฐกิจและเทคโนโลยี ตลอดจนวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ปรากฏให้เห็นในเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น หากแต่ยังปรากฎให้เห็นในขอบเขตทั่วโลกด้วย
แผนที่แสดงประเทศสมาชิก APEC
ไต้หวันติดโผเศรษฐกิจเสรีอันดับ 11 ของโลก ส่วนแชมป์เดิมกลายเป็นรองแชมป์
สถาบันวิจัย Fraser Institute ซึ่งเป็นคลังสมองของฝรั่งเศส ได้เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความเสรีทางเศรษฐกิจทั่วโลก ประจำปี 2023ปรากฏว่า ไต้หวันถูกจัดอยู่ในอันดับ 11 โดยฮ่องกงที่เป็นแชมป์มาอย่างต่อเนื่องคราวนี้ถูกสิงคโปร์เบียดตกไปอยู่ในอันดับรองแชมป์เป็นครั้งแรก ทั้งนี้ เป็นการจัดอันดับจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 165 ประเทศ ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนจีนอยู่ในอันดับที่ 111
ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้เริ่มจัดทำรายงานในลักษณะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 1975 ซึ่งฮ่องกงครองแชมป์ความเสรีทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่ในปีนี้เนื่องจากปัญหาระบบความเป็นอิสระของตุลาการของฮ่องกงได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงและการแทรกแซงของฝ่ายทหารก็รุนแรงมากขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับผลกระทบจากการเมืองจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปไม่น้อย
นอกจากนี้ ในช่วงเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษได้ส่งมอบรายงานรายครึ่งปีเกี่ยวกับปัญหาฮ่องกง ก็มีข้อความที่โจมตีจีนที่ละเมิดคำมั่นหลายประการที่ระบุเกี่ยวกับเสรีภาพและการปกครองตนเองของฮ่องกงไว้ใน “แถลงการณ์ร่วมจีน-อังกฤษ” โดยระบุตรง ๆ ว่า จีนได้อ้างความมั่นคงแห่งชาติ ลดทอนและควบคุมเสรีภาพของประชาชนที่ได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมจีน-อังกฤษ และกฎหมายพื้นฐานฮ่องกง
รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษได้ย้ำว่า เขาได้เยือนปักกิ่งเมื่อ ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับกรณีที่นายจิมมี่ ไล่ ผู้ก่อตั้งสื่อชื่อดังในฮ่องกง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ละเมิดกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของฮ่องกง และถูกจับกุมคุมขังว่า นายไล่ฯ เป็นพลเมืองอังกฤษ พร้อมทั้งย้ำว่า อังกฤษจะใช้สิทธิทางการทูตในการเข้าเยี่ยมนายไล่ฯ ต่อไป
อย่างไรก็ดี ทางการฮ่องกงได้ออกแถลงการณ์ความยาวกว่า 3000 คำ โจมตีอย่างรุนแรงต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์ของอังกฤษว่า “เป็นการใส่ร้ายป้ายสี” ส่วนสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำอังกฤษก็โจมตีตรง ๆ ว่า รายงานของรัฐบาลอังกฤษละเมิดความเป็นจริง บิดเบือนความจริง จากขาวเป็นดำ แทรกแซงกิจการฮ่องกงและกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง
สำหรับในส่วนของไทย และประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ก็ถูกจัดอันดับความเสรีทางเศรษฐกิจ โดย ไทยติดอันดับ 64 ด้วยคะแนน 7.07 คะแนน และติดอันดับ 3 ในอาเซียน โดยในอาเซียน สิงคโปร์ครองอันดับ 1 ตามด้วยมาเลเซียติดอันดับ 56 ด้วยคะแนน 7.19 คะแนน ต่อด้วยไทยที่อันดับ 64, ฟิลิปปินส์อยู่ที่อันดับ 70 ด้วยคะแนน 7.01 คะแนน, อินโดนีเซียอยู่ที่อันดับ 74 ด้วยคะแนน 6.93 คะแนน, กัมพูชาอยู่ที่อันดับ 78 ด้วยคะแนน 6.82 คะแนน, เวียดนามอยู่ที่อันดับ 106 ด้วยคะแนน 6.26 คะแนน,สปป. ลาวอยู่ที่อันดับ 107 ด้วยคะแนน 6.25 คะแนน และเมียนมาอยู่ที่อันดับ 150 ด้วยคะแนน 5.33 คะแนน
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 1.2% คาดถึงจุดต่ำสุดแล้ว ปีหน้าดีกว่านี้แน่
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือ ADB ได้ประกาศตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันเหลือ 1.2% จากเดิม 1.5% ในปีนี้ ส่วนปีหน้าจะอยู่ที่ 2.7% ซึ่งผู้นำธุรกิจไต้หวันประเมินว่า ปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไต้หวันตกต่ำจนถึงจุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งไต้หวันต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอย่างจีน เอดีบีก็ปรับลดตัวเลข GDP ปีนี้เหลือ 4.7% จากเดิม 4.8%
เอดีบีระบุว่า สาเหตุที่มีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์เหล่านี้ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนอ่อนปวกเปียก และความเสี่ยงจากอิทธิพลของเอลนีโย ทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้อึมครึม
อย่างไรก็ดี นายหลินป๋อฟง นายกสมาคม 33 ผู้นำภาคธุรกิจไต้หวัน มีความเห็นว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำลงจนถึงจุดต่ำสุดแล้ว แต่เนื่องจากไต้หวันได้รับผลกระทบจากลักษณะภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หากไต้หวันสามารถเลือกใช้วิธีการที่ถูกต้องรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม บรรยากาศทางเศรษฐกิจก็จะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากไต้หวันเพียบพร้อมไปด้วยห่วงโซ่การผลิต บุคลากร เงินทุน หากรัฐบาลทำงานประสานกับภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี ไต้หวันก็จะก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหตุที่เลวร้ายที่สุดก็คือไต้หวันอาจถูกสหรัฐฯ ใช้เป็นหมากต่อรองกับจีน กลายเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ยอมเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของตน รัฐบาลจึงควรมีมาตรการและนโยบายที่เหมาะสม อาทิ ช่วยเหลือการลงทุนของภาคเอกชน ให้สินเชื่อ ให้เงินอุดหนุนเยียวยา สนับสนุนการอบรมบ่มเพาะบุคลากร ให้บุคลากรจากทั่วโลก ที่มีความรู้ความสามารถมีสิทธิและต้องการที่จะอยู่ในไต้หวัน ส่งผลกระทบ