
Sign up to save your podcasts
Or


ไต้หวันเร่งดันห่วงโซ่อุปทานไต้หวันใน 4 ประเทศ
ปัจจุบันความต้องการปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอของโลกเป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานายกัวจื้ฮุย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ไต้หวัน ได้ระบุว่า ไต้หวันจะผลักดันการพัฒนาภาคการผลิตสู่เอไอและการอบรมบ่มเพาะบุคลากร ซึ่งหวังว่าจะพัฒนาไต้หวันให้เป็นศูนย์กลางเอไอระดับโลก ท่ามกลางการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ภาคการผลิตต้องเร่งพัฒนาให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไต้หวันกระจายการลงทุนในต่างประเทศให้เป็นกลุ่มก้อนหรือที่เรียกว่า “คลัสเตอร์” “ห่วงโซ่อุปทาน” โดยจะให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานในญี่ปุ่น สาธารณรัฐเช็ก ฟิลิปปินส์ และสหรัฐฯ เป็นหลัก
นายกัวฯ ได้กล่าวในพิธีเปิดสัมมนา “การพัฒนาเศรษฐกิจฟอรั่ม ครั้งที่ 3 นิตยสารรายสัปดาห์ทูเดย์ - โอกาสของไต้หวันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก” โดยย้ำว่า ท่ามกลางการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วของสถานการณ์โลก บรรยากาศตลาดโลก เทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง AI ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก นำมาซึ่งความท้าทายและโอกาสใหม่ให้แก่เศรษฐกิจของโลก
เขาระบุอีกว่า แม้สงครามยูเครน-รัสเซีย และสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีน จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้แก่ทั่วโลก แต่ความเข้มข้นของการพัฒนา AI ก็ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดย S&P Global คาดการณ์ว่า มูลค่าการค้าของเอไอในอนาคต 5 ปีข้างหน้า จะมีการเติบโตรวมมากขึ้นถึงร้อยละ 59 ซึ่ง AI ได้ซึมซับเข้าไปในทุกอนูของทุกภาคไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหรือการรักษาพยาบาล ซึ่งประเทศต่าง ๆ ก็ได้ทุนทุนในการวิจัยค้นคว้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
นายกัวจื้อฮุย รมว. เศรษฐการ ไต้หวัน
ควันหลง APEC สมาชิกเมินข้อคิดเห็นของจีน
นายหลิวจิ้งชิง ประธานสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน ซึ่งเดินทางเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของ APEC ที่ลิมา ประเทศเปรู ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า ตนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบรรดาตัวแทนจากประเทศสมาชิก โดยแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อระหว่างกัน ทำให้การประสานงานในโอกาสต่อไป ในขณะที่ที่ผ่านมา การประสานในระดับสูงกับประเทศเหล่านี้ค่อนข้างยากพอสมควร ส่วนในคราวนี้ได้อาศัยแอปพลิเคชั่น WhatsApp ทำให้สามารถติดต่อประสานงานกันได้สะดวกมากขึ้น นายหลิวฯ ยังได้ระบุว่า ตนได้สังเกตพบว่า ที่ผ่านมาตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของจีนมาก แต่ในคราวนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนัก
นอกจากนี้ นายหลิวฯ ยังได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ตนสังเกตเห็นว่า เนื่องจากตัวแทนของประเทศต่าง ๆ ไม่ค่อยให้ความสนใจกับความเห็นของจีนเท่าใดนัก ส่วนจีนก็ไม่ได้ทำท่าทีโอหังเหมือนที่ผ่านมา ที่เห็นชัดที่สุดก็คือเรื่องสงครามยูเครน สมาชิกเกินครึ่งเห็นว่า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ซึ่งรู้สึกว่า ฐานะของไต้หวันดีกว่าในอดีตที่ผ่านมามากทีเดียว
นายหลิวจิ้งชิง (ซ้าย) ประธานสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน
ส่งออกเดือน ต.ค. พุ่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 อิเล็กทรอนิกส์พุ่ง ส่วนมือถือกลับลดลง
สถานการณ์การเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาด AI และอุปกรณ์คลาวด์ ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศของไต้หวันเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา พุ่งกระฉูดเป็น 5.545 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 4.9 เป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แม้คำสั่งซื้อสินค้าสำคัญส่วนใหญ่จะเติบโตเป็นอย่างมาก โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทุบสถิติ แต่โทรศัพท์มือถือกลับอยู่ในสภาพลดลง กระทรวงเศรษฐการไต้หวันวิเคราะห์ว่า แม้ปัจจุบันโอกาสทางการค้าจะมีกระแสในการต้องสต๊อกสินค้าไว้ แต่ก็มีการควบคุมปริมาณสต๊อกสินค้าอย่างเข้มงวด ซึ่งสถานการณ์ปีที่แล้วจะเห็นได้ว่า สถานการณ์การสต๊อกสินค้าและการสั่งซื้อสินค้าอยู่ในสภาพชลอตัวเลขอย่างชัดเจน
กระทรวงเศรษฐการไต้หวันระบุว่า มูลค่าการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศของเดือน ต.ค. เท่ากับ 5.545 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ส่วนยอดรวม 10 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่ารวม 4.835 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว
นักวิชาการไต้หวันวิเคราะห์ทรัมป์ฯ 2.0 อินเดียดีใจสุด เวียดนามเครียดสูง
นักวิชาการไต้หวันจับตาความเคลื่อนไหวและผลกระทบต่อประเทศในอาเซียนจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะกลับมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ อีกครั้งหรือ ทรัมป์ฯ 2.0 โดยนักวิชาการไต้หวันเห็นว่า อินเดียจะได้รับอานิสงส์มากที่สุด ส่วนเวียดนามตึงเครียดที่สุด โดยที่อาเซียนกับอินเดียได้กลายเป็นฐานผลิตของห่วงโซ่อุปทานสำคัญในการเลี่ยงความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนาม ไทย และมาเลเซีย ต่างพยายามหาวิธีทางในการดึงดูดทุนไต้หวัน โดยเฉพาอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
คุณสวีจุนฉือ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัวมีความเห็นว่า สงครามการค้าสหรัฐฯ จีน ทุนไต้หวันกับทุนจีน ขยับขยายการลงทุนไปยังประเทศในอาเซียนและอินเดีย ซึ่งกลายเป็นกระแสไปแล้ว ส่วนสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับโครงสร้างของทุนต่างชาติโดยเฉพาอย่างยิ่งพยายามป้องกันการเข้าแทรกซึมของทุนจีน ลูกค้าอเมริกันส่วนมากได้มีการพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้นของธุรกิจที่ลงทุนในอาเซียนอย่างเข้มงวด เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทาน “สะอาด” หมดจด ซึ่งหมายความว่า ทุนไต้หวันในประเทศต่าง ๆ หากจะส่งสินค้าออกจากเวียดนามหรือไทย ก็ต้องระมัดระวังประเด็น “ฟอกขาว” แหล่งกำเนิดสินค้า โดยย้ำว่า ทุนไต้หวันในไทยและในเวียดนามต่างต้องตระหนักให้ดีว่า ตอนนี้มีทุนจีนเข้าลงทุนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ส่วนนี้จะส่งผลต่อทุนไต้หวันในประเทศเหล่านี้หรือไม่ เพราะการส่งสินค้าออกจากเวียดนามหรือไทยไปสหรัฐฯ จะเกิดความสับสนวุ่นวายหรือถูกสหรัฐฯ ต่อต้านหรือไม่ จึงต้องระมัดระวังปัญหานี้เป็นพิเศษ เนื่องจากอาเซียนมีโอกาสขยายการค้ากับสหรัฐฯ ได้มากขึ้น”
คุณสวีฯ เห็นว่า เวียดนามจะเป็นประเทศที่มีความรู้สึกวิตกกังวลมากที่สุด เพราะในปี 2023 เวียดนามเป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเวียดนามก็เป็นประเทศที่ถูกทรัมป์ฯ สั่งสอบสวนเวียดนามตามมาตรา 301 ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานความเป็นธรรมทางการค้า แต่เนื่องจากเป็นครั้งแรกของเวียดนาม ในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน จึงยังไม่ได้ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าต่อเวียดนาม แต่ก็คาดว่าในยุคทรัมป์ฯ 2.0 คงไม่ปล่อยเวียดนามไปง่าย ๆ เป็นแน่
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rtiไต้หวันเร่งดันห่วงโซ่อุปทานไต้หวันใน 4 ประเทศ
ปัจจุบันความต้องการปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอของโลกเป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานายกัวจื้ฮุย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ไต้หวัน ได้ระบุว่า ไต้หวันจะผลักดันการพัฒนาภาคการผลิตสู่เอไอและการอบรมบ่มเพาะบุคลากร ซึ่งหวังว่าจะพัฒนาไต้หวันให้เป็นศูนย์กลางเอไอระดับโลก ท่ามกลางการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ภาคการผลิตต้องเร่งพัฒนาให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไต้หวันกระจายการลงทุนในต่างประเทศให้เป็นกลุ่มก้อนหรือที่เรียกว่า “คลัสเตอร์” “ห่วงโซ่อุปทาน” โดยจะให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานในญี่ปุ่น สาธารณรัฐเช็ก ฟิลิปปินส์ และสหรัฐฯ เป็นหลัก
นายกัวฯ ได้กล่าวในพิธีเปิดสัมมนา “การพัฒนาเศรษฐกิจฟอรั่ม ครั้งที่ 3 นิตยสารรายสัปดาห์ทูเดย์ - โอกาสของไต้หวันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก” โดยย้ำว่า ท่ามกลางการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วของสถานการณ์โลก บรรยากาศตลาดโลก เทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง AI ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก นำมาซึ่งความท้าทายและโอกาสใหม่ให้แก่เศรษฐกิจของโลก
เขาระบุอีกว่า แม้สงครามยูเครน-รัสเซีย และสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีน จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้แก่ทั่วโลก แต่ความเข้มข้นของการพัฒนา AI ก็ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดย S&P Global คาดการณ์ว่า มูลค่าการค้าของเอไอในอนาคต 5 ปีข้างหน้า จะมีการเติบโตรวมมากขึ้นถึงร้อยละ 59 ซึ่ง AI ได้ซึมซับเข้าไปในทุกอนูของทุกภาคไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหรือการรักษาพยาบาล ซึ่งประเทศต่าง ๆ ก็ได้ทุนทุนในการวิจัยค้นคว้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
นายกัวจื้อฮุย รมว. เศรษฐการ ไต้หวัน
ควันหลง APEC สมาชิกเมินข้อคิดเห็นของจีน
นายหลิวจิ้งชิง ประธานสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน ซึ่งเดินทางเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของ APEC ที่ลิมา ประเทศเปรู ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า ตนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบรรดาตัวแทนจากประเทศสมาชิก โดยแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อระหว่างกัน ทำให้การประสานงานในโอกาสต่อไป ในขณะที่ที่ผ่านมา การประสานในระดับสูงกับประเทศเหล่านี้ค่อนข้างยากพอสมควร ส่วนในคราวนี้ได้อาศัยแอปพลิเคชั่น WhatsApp ทำให้สามารถติดต่อประสานงานกันได้สะดวกมากขึ้น นายหลิวฯ ยังได้ระบุว่า ตนได้สังเกตพบว่า ที่ผ่านมาตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของจีนมาก แต่ในคราวนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนัก
นอกจากนี้ นายหลิวฯ ยังได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ตนสังเกตเห็นว่า เนื่องจากตัวแทนของประเทศต่าง ๆ ไม่ค่อยให้ความสนใจกับความเห็นของจีนเท่าใดนัก ส่วนจีนก็ไม่ได้ทำท่าทีโอหังเหมือนที่ผ่านมา ที่เห็นชัดที่สุดก็คือเรื่องสงครามยูเครน สมาชิกเกินครึ่งเห็นว่า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ซึ่งรู้สึกว่า ฐานะของไต้หวันดีกว่าในอดีตที่ผ่านมามากทีเดียว
นายหลิวจิ้งชิง (ซ้าย) ประธานสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน
ส่งออกเดือน ต.ค. พุ่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 อิเล็กทรอนิกส์พุ่ง ส่วนมือถือกลับลดลง
สถานการณ์การเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาด AI และอุปกรณ์คลาวด์ ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศของไต้หวันเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา พุ่งกระฉูดเป็น 5.545 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 4.9 เป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แม้คำสั่งซื้อสินค้าสำคัญส่วนใหญ่จะเติบโตเป็นอย่างมาก โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทุบสถิติ แต่โทรศัพท์มือถือกลับอยู่ในสภาพลดลง กระทรวงเศรษฐการไต้หวันวิเคราะห์ว่า แม้ปัจจุบันโอกาสทางการค้าจะมีกระแสในการต้องสต๊อกสินค้าไว้ แต่ก็มีการควบคุมปริมาณสต๊อกสินค้าอย่างเข้มงวด ซึ่งสถานการณ์ปีที่แล้วจะเห็นได้ว่า สถานการณ์การสต๊อกสินค้าและการสั่งซื้อสินค้าอยู่ในสภาพชลอตัวเลขอย่างชัดเจน
กระทรวงเศรษฐการไต้หวันระบุว่า มูลค่าการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศของเดือน ต.ค. เท่ากับ 5.545 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ส่วนยอดรวม 10 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่ารวม 4.835 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว
นักวิชาการไต้หวันวิเคราะห์ทรัมป์ฯ 2.0 อินเดียดีใจสุด เวียดนามเครียดสูง
นักวิชาการไต้หวันจับตาความเคลื่อนไหวและผลกระทบต่อประเทศในอาเซียนจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะกลับมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ อีกครั้งหรือ ทรัมป์ฯ 2.0 โดยนักวิชาการไต้หวันเห็นว่า อินเดียจะได้รับอานิสงส์มากที่สุด ส่วนเวียดนามตึงเครียดที่สุด โดยที่อาเซียนกับอินเดียได้กลายเป็นฐานผลิตของห่วงโซ่อุปทานสำคัญในการเลี่ยงความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนาม ไทย และมาเลเซีย ต่างพยายามหาวิธีทางในการดึงดูดทุนไต้หวัน โดยเฉพาอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
คุณสวีจุนฉือ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัวมีความเห็นว่า สงครามการค้าสหรัฐฯ จีน ทุนไต้หวันกับทุนจีน ขยับขยายการลงทุนไปยังประเทศในอาเซียนและอินเดีย ซึ่งกลายเป็นกระแสไปแล้ว ส่วนสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับโครงสร้างของทุนต่างชาติโดยเฉพาอย่างยิ่งพยายามป้องกันการเข้าแทรกซึมของทุนจีน ลูกค้าอเมริกันส่วนมากได้มีการพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้นของธุรกิจที่ลงทุนในอาเซียนอย่างเข้มงวด เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทาน “สะอาด” หมดจด ซึ่งหมายความว่า ทุนไต้หวันในประเทศต่าง ๆ หากจะส่งสินค้าออกจากเวียดนามหรือไทย ก็ต้องระมัดระวังประเด็น “ฟอกขาว” แหล่งกำเนิดสินค้า โดยย้ำว่า ทุนไต้หวันในไทยและในเวียดนามต่างต้องตระหนักให้ดีว่า ตอนนี้มีทุนจีนเข้าลงทุนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ส่วนนี้จะส่งผลต่อทุนไต้หวันในประเทศเหล่านี้หรือไม่ เพราะการส่งสินค้าออกจากเวียดนามหรือไทยไปสหรัฐฯ จะเกิดความสับสนวุ่นวายหรือถูกสหรัฐฯ ต่อต้านหรือไม่ จึงต้องระมัดระวังปัญหานี้เป็นพิเศษ เนื่องจากอาเซียนมีโอกาสขยายการค้ากับสหรัฐฯ ได้มากขึ้น”
คุณสวีฯ เห็นว่า เวียดนามจะเป็นประเทศที่มีความรู้สึกวิตกกังวลมากที่สุด เพราะในปี 2023 เวียดนามเป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเวียดนามก็เป็นประเทศที่ถูกทรัมป์ฯ สั่งสอบสวนเวียดนามตามมาตรา 301 ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานความเป็นธรรมทางการค้า แต่เนื่องจากเป็นครั้งแรกของเวียดนาม ในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน จึงยังไม่ได้ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าต่อเวียดนาม แต่ก็คาดว่าในยุคทรัมป์ฯ 2.0 คงไม่ปล่อยเวียดนามไปง่าย ๆ เป็นแน่