
Sign up to save your podcasts
Or


๑. แบงก์ไต้หวันสยายปีกสู่ไทยมากที่สุดถึง 110 แห่ง แต่ไม่ขอเปิดสาขา/สำนักงาน ในจีนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
โควิด-19 ระบาดส่งผลกระทบต่อทั่วโลกและผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ธนาคารของไต้หวันไม่ขออนุญาตไปเ้ปิดสาขา/สำนักงานในจีนเลยแม้แต่แห่งเดียวในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันระบุว่า ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2018 เป็นต้นมาที่ไต้หวันได้อนุมัติการเปิดสาขา/สำนักงานที่อู๋ซี ของธนาคารเซี่ยงไฮ้คอมเมอร์เชียล ของไต้หวัน จนถึงปัจจุบันไม่มีธนาคารใดในไต้หวันขออนุญาตไปเปิดสาขา/สำนักงานที่จีนอีกเลย
คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันระบุว่า จนถึงปลายไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ มีธนาคารของไต้หวันไปเปิดสาขา/สำนักงานในต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 633 แห่ง แบ่งเป็นในเอเชีย 531 แห่ง มากที่สุด หรือคิดเป็นร้อยละ 84 ของจำนวนสาขาในต่างประเทศทั้งหมด รองลงมาได้แก่ทวีปอเมริกา 76 แห่ง คิดเป็น 12% ออสเตรเลียและยุโรป 15 และ 10 แห่ง ตามลำดับ ส่วนที่แอฟริกามีเพียง 1 แห่งเท่านั้น
หากพิจารณาจากภูมิภาคแล้ว ธนาคารของไต้หวันนิยมเปิดสาขาหรือสำนักงานในประเทศไทยมากที่สุด มีทั้งสิ้น 110 แห่ง รองลงมาได้แก่ จีน 89 แห่ง อันดับ 3 คือฮ่องกง 69 แห่ง สหรัฐฯ 66 แห่งเป็นอันดับ 4 ส่วนเวียดนามอยู่ในอันดับ 5 จำนวน 60 แห่ง
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษก็คือ แม้จีนจะเป็นแหล่งลงทุนเปิดสาขา/สำนักงานของธนาคารไต้หวันมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ก็ตาม แต่นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2018 ที่คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันได้อนุมัติการเปิดสาขาในจีนของธนาคารเซี่ยงไฮ้คอมเมอร์เชียล ของไต้หวันแล้ว ก็ไม่เคยมีการขออนุญาตอีกเลย แต่หันไปเปิดสาขาหรือสำนักงานในประเทศอื่น ๆ แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปิดสาขาหรือสำนักงานในประเทศอาเซียนมากที่สุด
ผู้บริหารธนาคารของไต้หวันเปิดเผยว่า หลังโควิด-19 และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การลงทุนและการปล่อยสินเชื่อในจีนของธนาคารในไต้หวันก็ระมัดระวังมากขึ้น ประกอบกับจีนได้ใช้มาตรการคุมเข้มสถาบันการเงินและมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เศรษฐกิจจีนก็มีความเสี่ยงมากขึ้น ประกอบกับการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ล้วนกระทบต่อความมั่นใจในตลาดจีนของธนาคารของไต้หวัน
ตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีธนาคารของไต้หวันไปเปิดสาขาหรือสำนักงานในจีนเลย แต่ในปี 2014 2016 และ 2017 ไต้หวันอนุมัติการเปิดสาขาในจีน 3 แห่ง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครไปเปิดสำนักงานหรือสาขาในจีนตามที่ได้รับอนุมัติแต่อย่างใด ไม่มีสถาบันการเงินใดขออนุมัติ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันประเมินว่าจำนวนจุดบริการเหล่านี้ในจีนเพียงพอที่จะให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าของตนในจีนแล้ว
ผู้บริหารธนาคารของไต้หวันยอมรับว่า สถานการณ์โลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นประกอบกับการระบาดของโควิด -19 ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมีการปรับตัวเกิดขึ้น และทำให้การวางแผนการลงทุนของนักธุรกิจไต้หวันมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ไม่ว่านักธุรกิจไต้หวันจะเลือกกลับมาลงทุนในไต้หวันหรือย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นก็ตาม ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ของไต้หวัน เสน่ห์ดึงดูดของจีนไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป
สถิติของคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันระบุว่า ผลกำไรก่อนหักภาษีของสำนักงานในจีน 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 3,850 ล้านเหรียญไต้หวัน ลดลงถึง 21% ต่อปี เมื่อเทียบกับผลกำไรของสาขาหรือสำนักงานในประเทศอื่น ๆ ก่อนหักภาษีที่อยู่ที่ 51,650 ล้านเหรียญไต้หวัน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% เท่านั้น ส่วนไตรมาส 3 ของปีนี้ ยอดเงินลงทุนที่มีความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไต้หวันในจีนลดลงเหลือ 1.1868 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ความเสี่ยงสุทธิเหลือร้อยละ 28.86 ต่ำสุดทั้งสองรายการ
๒. ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไต้หวันปีหน้าอึมครึมจาก 4 ปัจจัย
กลุ่มทุนหย่งชิ่ง ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน ได้เปิดเผยรายงานล่าสุดเกึ่ยวกับสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ของไต้หวันระบุว่า ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ใน 4 เมืองเริ่มมีแนวโน้มจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นปรับตัวลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตลาดอสังหาฯ ในไต้หวันส่งสัญญานปรับตัวลงแล้ว ในขณะที่บรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน นโยบายอสังหาริมทรัพย์ อุปทานกับอุปสงส์ไร้สมดุล รวมไปถึงสถานการณ์การเมืองที่ไต้หวันจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 จึงคาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าจะอยู่ในสภาพ “ราคาและปริมาณหดตัวลง” ปริมาณการซื้อขายจะลดลงจากปีนี้ประมาณ 10% อยู่ที่ประมาณ 2.8 -2.95 แสนหลัง
คุณเย่หลิงฉี กรรมการผู้จัดการทั่วไปกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์หย่งชิ่ง ยักษ์ใหญ่นายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ไต้หวัน เปิดเผยว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ และเงินทุนในตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์คึกคักเป็นพิเศษ ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ ก็ยิ่งทำให้ความต้องการซื้อบ้านเติบโตอย่างมีเสถียรภาพด้วย ราคาบ้านใน 7 เมืองสำคัญในไต้หวันพุ่งกระฉูดจนน่าตกใจ นอกจากที่ไทเปและนิวไทเปที่ราคาปรับขึ้นถึง 20% แล้ว ที่เถาหยวนก็เพิ่มขึ้นถึง 40% ส่วนที่ซินจู๋เพิ่มขึ้น 65% มากที่สุด
อย่างไรก็ดี คุณเย่ฯ ได้ระบุว่า ไตรมาส 4 ของปีนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ใน 7 เมืองสำคัญ ไตรมาส 4 ปีนี้เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลง นอกจากที่ ซินจู๋ นิวไทเป เถาหยวน ที่ราคาขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 4 เมืองสำคัญก็เริ่มเปลี่ยนจากปรับเพิ่มขึ้นเป็นปรับลดลงแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวลดลง
ส่วนสถานการณ์ในอนาคตนั้น คุณเย่ฯ ระบุว่า เนื่องจากตัวเลขคาดกาณณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกปรับลดลง สงครามยูเครน-รัสเซียยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศทางเศรษฐกิจในปีหน้ายังคงอึมครึม กระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ คาดว่า 4 ตัวแปรสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าประกอบไปด้วย สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ นโยบายอสังหาฯ ของรัฐบาล ตลาดอยู่ในสภาพที่ดีมานด์กับซัพพลายไร้ความสมดุล และแรงกระเพื่อมทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อการเลือกต้้งประธานาธิบดีในปี 2024 คาดว่าตัวเลขซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ประมาณ 2.8-2.95 แสนยูนิต ลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับตัวเลขของปีนี้
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti๑. แบงก์ไต้หวันสยายปีกสู่ไทยมากที่สุดถึง 110 แห่ง แต่ไม่ขอเปิดสาขา/สำนักงาน ในจีนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
โควิด-19 ระบาดส่งผลกระทบต่อทั่วโลกและผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ธนาคารของไต้หวันไม่ขออนุญาตไปเ้ปิดสาขา/สำนักงานในจีนเลยแม้แต่แห่งเดียวในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันระบุว่า ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2018 เป็นต้นมาที่ไต้หวันได้อนุมัติการเปิดสาขา/สำนักงานที่อู๋ซี ของธนาคารเซี่ยงไฮ้คอมเมอร์เชียล ของไต้หวัน จนถึงปัจจุบันไม่มีธนาคารใดในไต้หวันขออนุญาตไปเปิดสาขา/สำนักงานที่จีนอีกเลย
คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันระบุว่า จนถึงปลายไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ มีธนาคารของไต้หวันไปเปิดสาขา/สำนักงานในต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 633 แห่ง แบ่งเป็นในเอเชีย 531 แห่ง มากที่สุด หรือคิดเป็นร้อยละ 84 ของจำนวนสาขาในต่างประเทศทั้งหมด รองลงมาได้แก่ทวีปอเมริกา 76 แห่ง คิดเป็น 12% ออสเตรเลียและยุโรป 15 และ 10 แห่ง ตามลำดับ ส่วนที่แอฟริกามีเพียง 1 แห่งเท่านั้น
หากพิจารณาจากภูมิภาคแล้ว ธนาคารของไต้หวันนิยมเปิดสาขาหรือสำนักงานในประเทศไทยมากที่สุด มีทั้งสิ้น 110 แห่ง รองลงมาได้แก่ จีน 89 แห่ง อันดับ 3 คือฮ่องกง 69 แห่ง สหรัฐฯ 66 แห่งเป็นอันดับ 4 ส่วนเวียดนามอยู่ในอันดับ 5 จำนวน 60 แห่ง
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษก็คือ แม้จีนจะเป็นแหล่งลงทุนเปิดสาขา/สำนักงานของธนาคารไต้หวันมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ก็ตาม แต่นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2018 ที่คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันได้อนุมัติการเปิดสาขาในจีนของธนาคารเซี่ยงไฮ้คอมเมอร์เชียล ของไต้หวันแล้ว ก็ไม่เคยมีการขออนุญาตอีกเลย แต่หันไปเปิดสาขาหรือสำนักงานในประเทศอื่น ๆ แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปิดสาขาหรือสำนักงานในประเทศอาเซียนมากที่สุด
ผู้บริหารธนาคารของไต้หวันเปิดเผยว่า หลังโควิด-19 และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การลงทุนและการปล่อยสินเชื่อในจีนของธนาคารในไต้หวันก็ระมัดระวังมากขึ้น ประกอบกับจีนได้ใช้มาตรการคุมเข้มสถาบันการเงินและมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เศรษฐกิจจีนก็มีความเสี่ยงมากขึ้น ประกอบกับการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ล้วนกระทบต่อความมั่นใจในตลาดจีนของธนาคารของไต้หวัน
ตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีธนาคารของไต้หวันไปเปิดสาขาหรือสำนักงานในจีนเลย แต่ในปี 2014 2016 และ 2017 ไต้หวันอนุมัติการเปิดสาขาในจีน 3 แห่ง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครไปเปิดสำนักงานหรือสาขาในจีนตามที่ได้รับอนุมัติแต่อย่างใด ไม่มีสถาบันการเงินใดขออนุมัติ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันประเมินว่าจำนวนจุดบริการเหล่านี้ในจีนเพียงพอที่จะให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าของตนในจีนแล้ว
ผู้บริหารธนาคารของไต้หวันยอมรับว่า สถานการณ์โลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นประกอบกับการระบาดของโควิด -19 ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมีการปรับตัวเกิดขึ้น และทำให้การวางแผนการลงทุนของนักธุรกิจไต้หวันมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ไม่ว่านักธุรกิจไต้หวันจะเลือกกลับมาลงทุนในไต้หวันหรือย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นก็ตาม ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ของไต้หวัน เสน่ห์ดึงดูดของจีนไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป
สถิติของคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันระบุว่า ผลกำไรก่อนหักภาษีของสำนักงานในจีน 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 3,850 ล้านเหรียญไต้หวัน ลดลงถึง 21% ต่อปี เมื่อเทียบกับผลกำไรของสาขาหรือสำนักงานในประเทศอื่น ๆ ก่อนหักภาษีที่อยู่ที่ 51,650 ล้านเหรียญไต้หวัน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% เท่านั้น ส่วนไตรมาส 3 ของปีนี้ ยอดเงินลงทุนที่มีความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไต้หวันในจีนลดลงเหลือ 1.1868 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ความเสี่ยงสุทธิเหลือร้อยละ 28.86 ต่ำสุดทั้งสองรายการ
๒. ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไต้หวันปีหน้าอึมครึมจาก 4 ปัจจัย
กลุ่มทุนหย่งชิ่ง ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน ได้เปิดเผยรายงานล่าสุดเกึ่ยวกับสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ของไต้หวันระบุว่า ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ใน 4 เมืองเริ่มมีแนวโน้มจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นปรับตัวลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตลาดอสังหาฯ ในไต้หวันส่งสัญญานปรับตัวลงแล้ว ในขณะที่บรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน นโยบายอสังหาริมทรัพย์ อุปทานกับอุปสงส์ไร้สมดุล รวมไปถึงสถานการณ์การเมืองที่ไต้หวันจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 จึงคาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าจะอยู่ในสภาพ “ราคาและปริมาณหดตัวลง” ปริมาณการซื้อขายจะลดลงจากปีนี้ประมาณ 10% อยู่ที่ประมาณ 2.8 -2.95 แสนหลัง
คุณเย่หลิงฉี กรรมการผู้จัดการทั่วไปกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์หย่งชิ่ง ยักษ์ใหญ่นายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ไต้หวัน เปิดเผยว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ และเงินทุนในตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์คึกคักเป็นพิเศษ ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ ก็ยิ่งทำให้ความต้องการซื้อบ้านเติบโตอย่างมีเสถียรภาพด้วย ราคาบ้านใน 7 เมืองสำคัญในไต้หวันพุ่งกระฉูดจนน่าตกใจ นอกจากที่ไทเปและนิวไทเปที่ราคาปรับขึ้นถึง 20% แล้ว ที่เถาหยวนก็เพิ่มขึ้นถึง 40% ส่วนที่ซินจู๋เพิ่มขึ้น 65% มากที่สุด
อย่างไรก็ดี คุณเย่ฯ ได้ระบุว่า ไตรมาส 4 ของปีนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ใน 7 เมืองสำคัญ ไตรมาส 4 ปีนี้เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลง นอกจากที่ ซินจู๋ นิวไทเป เถาหยวน ที่ราคาขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 4 เมืองสำคัญก็เริ่มเปลี่ยนจากปรับเพิ่มขึ้นเป็นปรับลดลงแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวลดลง
ส่วนสถานการณ์ในอนาคตนั้น คุณเย่ฯ ระบุว่า เนื่องจากตัวเลขคาดกาณณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกปรับลดลง สงครามยูเครน-รัสเซียยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศทางเศรษฐกิจในปีหน้ายังคงอึมครึม กระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ คาดว่า 4 ตัวแปรสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าประกอบไปด้วย สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ นโยบายอสังหาฯ ของรัฐบาล ตลาดอยู่ในสภาพที่ดีมานด์กับซัพพลายไร้ความสมดุล และแรงกระเพื่อมทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อการเลือกต้้งประธานาธิบดีในปี 2024 คาดว่าตัวเลขซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ประมาณ 2.8-2.95 แสนยูนิต ลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับตัวเลขของปีนี้