ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๕


Listen Later

๑. สัญญานบรรยากาศเศรษฐกิจ ก.ย.  เกือบแตะไฟสีน้ำเงินส่งสัญญานบรรยากาศตกต่ำ

            สภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ประกาศสัญญานไฟที่แสดงถึงบรรยากาศเศรษฐกิจของไต้หวัน โดยในเดือน ก.ย. ได้ลดระดับจากสัญญานไฟสีเขียวที่บ่งถึงความมีเสถียรภาพของการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสัญญานไฟสีเหลืองน้ำเงิน ที่ส่งสัญญานบรรยากาศทางเศรษฐกิจพัฒนา “ตกต่ำลง” โดยคะแนนที่ได้ลดลงพรวดเดียวถึง 6 คะแนน เหลือเพียง 17 คะแนน ซึ่งหากลดลงอีก 1 คะแนน ก็จะอยู่ในสภาพ “ตกต่ำ” สภาพัฒน์ฯ ยอมรับว่า เนื่องจากความเสี่ยงจากภายนอกยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศทางเศรษฐกิจอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เดือนหน้าจะเปลี่ยนเป็นไฟสีน้ำเงินหรือไม่ ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด 

            สัญญานไฟบรรยากาศทางเศรษฐกิจเดือน ก.ย. เหลือ 17 คะแนน ต่ำสุดนับตั้งแต่ มี.ค. 2019 ส่งผลให้สัญญาไฟบรรยากาศทางเศรษฐกิจลดจาก “สีเขียว” ที่เป็นสัญญานบ่งบอกถึงความเสถียรภาพของบรรยากาศทางเศรษฐกิจ เป็นสัญญานไฟสีเหลืองน้ำเงินที่บ่งบอกบรรยากาศทางเศรษฐกิจตกต่ำเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ส.ค. 2020 

           ดัชนีสำคัญ 9 ตัวที่นำมาพิจารณาไฟสัญญานบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนจากไฟเขียวเป็นเหลืองน้ำเงิน คะแนนลดลง 2 คะแนน ดัชนีหุ้นก็เปลี่ยนจากเหลืองน้ำเงินเป็นน้ำเงิน ดัชนีส่งออกศุลกากร เครื่องจักรกล และอุปกรณ์เครื่องจักร ขายส่ง ขายปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เปลี่ยนจากสัญญานเหลือน้ำเงินเป็นไฟเขียว คะแนนลดลงอย่างละ 1 คะแนน ส่วนที่เหลืออีก 4 ตัวยังคงอยู่ในระดับไฟสัญญานเดิม 

           ดัชนีชี้นำบรรยากาศทางเศรษฐกิจลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 คะแนนลดลงรวมกว่า 7.59% ใกล้เคียงกับของเดือนที่ผ่านมา ในส่วนดัชนีในช่วงเวลาเดียวกัน ลดลงเป็นเดือนที่ 7 รวมลดลงจากเดือนที่แล้ว 5.76% ขยายตัวเป็น 8.2% สภาพัฒน์ฯ ไต้หวันวิเคราะห์ว่า การที่ดัชนีในช่วงเวลาเดียวกัน ลดลงมากขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสัญญานไฟบรรยากาศทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ ที่สำคัญเป็นการสะท้อนถึงความเสี่ยงจากภายนอก รวมถึง ภาวะเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การขยายตัวของดัชนีในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะตกต่ำลง คุณอู๋หมิงฮุ่ย อธิบดีกรมเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ฯ ไต้หวัน ระบุว่า “เราคงเห็นแล้วว่า องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งต่างลดตัวเลขประมาณการณ์ลง ไม่ว่าจะเป็น S&P Globalหรือ IMF ต่างลดตัวเลขประมาณการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งของโลกและของประเทศสำคัญ ๆ เมื่อดีมานด์อ่อนตัวลง และการปรับสต๊อกสินค้า ทำให้ไต้หวันต้องเผชิญกับความเสี่ยงของบรรยากาศทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศทางเศรษฐกิจของไต้หวัน” 

๒. คนทำงานในไต้หวันหวังโบนัสเฉลี่ย 1.06 เดือน 

             ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเศษก็จะสิ้นปีแล้ว ธนาคารแรงงานไต้หวันได้ประกาศผลการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานในไต้หวัน พบว่า ในปีนี้ มีบริษัทเอกชน 71.4% บอกว่า จะจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานของตน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี สูงกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ 66.9% นอกจากนี้ ยังมีอีก 19.7% ของบริษัทเอกชนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจ่ายโบนัสหรือไม่ นอกจากนี้ ยังพบว่า คนทำงานในไต้หวันต่างตั้งความหวังที่จะรับโบนัสโดยเฉลี่ยที่ 1.06 เดือน มากกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย 

           เว็บไซต์หางาน yes123 ระบุว่า การสำรวจดังกล่าวจัดขึ้นจนถึงวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มีบริษัทเอกชน 71.4% ระบุว่าจะจ่ายโบนัสปลายปีให้แก่พนักงานของตนแน่ ๆ ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ 66.9% และสูงสุดในรอบ 3 ปีด้วย แต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2019 เล็กน้อยที่อยู่ที่ 71.7% 

           นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเอกชนอีก 8.9% ของการสำรวจบอกว่า ยังจะไม่มีการจ่ายโบนัสปลายปีให้แก่พนักงานของตนหรือไม่ ปีที่แล้วมีเพียง 4.8% ที่เหลือ 19.7% บอกว่ายังไม่แน่ใจว่าจะจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานของตนหรือไม่ ลดลงจากการสำรวจปีที่แล้วที่อยู่ที่ 28.3% แสดงว่า ปีนี้มีบริษัทนายจ้างในสัดส่วนที่น้อยลงที่ยังต้องรอดูสถานการณ์ในอนาคตก่อนตัดสินใจ

           ธนาคารทรัพยากรมนุษย์ระบุว่า ในส่วนของบริษัทเอกชนที่ตัดสินใจว่าจะจ่ายโบนัสปลายปีให้แก่พนักงานของตนแน่ ๆ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ที่มีสูงถึง 73.3% ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน และมีอัตราส่วนสูงถึง 20.7% เห็นว่าจะจ่ายเพิ่มขึ้น ในขณะที่มีเพียง 6% เท่านั้นที่บอกว่าจะจ่ายให้ลดลง 

          ส่วนงานเลี้ยงตรุษจีนที่นายจ้างจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อขอบคุณพนักงานของตนที่ขยันขันแข็งทำงานเพื่อธุรกิจของตน ซึ่งมีสูงถึง 43.8% ระบุว่า จะจัดงานเลี้ยงตรุษจีน ขอบคุณพนักงานของตน 18.1% บอกว่าจะไม่จัดงานเลี้ยงตรุษจีนให้แก่พนักงานของตน อีก 38.1% ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจัดงานหรือไม่ แสดงให้เห็นว่า ยังมีบริษัทห้างร้านจำนวนไม่น้อยยังไม่แน่ใจจะจัดงานเลี้ยงตรุษจีนให้แก่พนักงานของตนหรือไม่ ขึ้นอยู่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 

          การสำรวจยังพบว่า 72.1% ของคนทำงานต่างหวังที่จะได้รับโบนัสปลายปี ส่วนผู้ที่เห็นว่า “ไม่มีโบนัส” แน่ ก็มีสูงถึง 27.9% น้อยกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ 29.7% ส่วนจำนวนเงินที่อยากได้ เฉลี่ยแล้วคนทำงานหวังจะได้รับโบนัสปลายปี 1.06 เดือน เพิ่มขึ้นจากตัวเลขเฉลี่ยปีที่แล้ว 0.4 เดือน หรือ 1.2 วัน ทุบสถิติในรอบ 3 ปี แต่ก็ยังต่ำกว่า 1.08 เดือน ของปี 2019 ชี้ชัดว่า ยังไม่ได้ฟื้นตัวเท่ากับระดับเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาด .

         ธนาคารทรัพยากรมนุษย์ระบุว่า หากนำส่วนที่บอกว่าไม่ได้รับเงินโบนัสปลายปีแน่ ๆ มาหักลบออก เฉลี่ยอยากได้โบนัสปลายปี 1.48 เดือน สูงกว่าปีที่แล้วที่ 1.45 เดือน แต่การสำรวจก็พบว่า หากสุดท้ายได้รับโบนัสปลายปีไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้ มีคนทำงานถึง 60.4% ตอบว่า จะพิจารณาลาออกเพื่อเปลี่ยนงานใหม่ 

           คุณหยางจงปิน โฆษกเว็บไซต์หางาน yes123 วิเคราะห์ว่า บรรยากาศตลาดปีนี้ฟื้นตัวดีขึ้น ผลกระทบจากการระบาดในปีนี้ก็ทุเลาลงมาก ภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร เครื่องดื่ม กิจการการบินที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ก็ได้รับอานิสงส์จากการเปิดพรมแดนตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป ทำให้พนักงานของกิจการเหล่านี้ไม่ต้องกลุ้มใจกับโบนัสปลายปีเหมือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไป 

          สำหรับในส่วนของกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เขาวิเคราะห์ว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้จะยังคงขาดแคลนแรงงานต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับออเดอร์เพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น เงินโบนัสปลายปีปีนี้น่าจะได้มากกว่าปีที่แล้ว 

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti