ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖


Listen Later

๑. บทบาทโรงงานโลกของจีนเสื่อมถอยลง ทำการส่งออกไปสหรัฐฯ ของไต้หวัน ไทย อินเดีย และเวียดนามพุ่ง 

          สถิติล่าสุดของทางการจีนระบุว่า การย้ายฐานการผลิตออกจากจีนของบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บทบาทในฐานะโรงงานโลกของจีนเสื่อมถอยลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูญเสียตลาดสินค้าในสหรัฐฯ โดยมสินค้าจากไต้หวัน อินเดีย เวียดนาม และไทยเข้าแทนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินเดียกับกัมพูชาที่มีค่าแรงค่อนข้างต่ำ ทำให้มีการส่งสินค้าออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และคุกคามฐานะการเป็นโรงงานโลกของจีนอย่างเห็นได้ชัด 

         ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สินค้าจีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลงในสัดส่วนสูงถึง 15% 

        บริษัทที่ปรึกษา Kearneyได้เปิดเผยรายงานประจำปี Reshoring Index ระบุว่า ปีที่แล้ว สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าที่ผลิตจากประเทศที่มีต้นทุนในเอเชีย 14 ประเทศ หรือ LCC โดยนำเข้าจากจีนและฮ่องกงในสัดส่วนที่ลดลงจาก 53.5% เหลือ 50.7% เมื่อปีที่แล้ว 14 ประเทศดังกล่าวประกอบไปด้วย จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ กัมพูชา ปากีสถาน บังคลาเทศ และศรีลังกา 

       รายงานดังกล่าวระบุว่า ในปี 2022 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจาก 14 ประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้น 11% มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่สัดส่วนการนำเข้าจากจีนลดลงเป็นลำดับ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาหดตัวลงถึง 15% ส่วนการนำเข้าจากไต้หวัน เพิ่มจากปี 2018 5.3% เป็น 8.7% ในปีที่แล้ว ส่วนนำเข้าจากเวียดนามก็เพิ่มจาก 5.8% เป็น 11.8% เป็นสองประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการครองตลาดมากที่สุด ในขณะที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยเพิ่มอีก 1.8% และอินเดีย 1.7% 

      นอกจากนี้ ในรายงานดังกล่าว ยังระบุว่า มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่คำนึงถึงลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ภาษีศุลกากร และความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความทรหดของห่วงโซ่อุปทาน จึงทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ลดการพึ่งพาจีน ในจำนวนนี้ แอปเปิลและซัมซุง ก็ได้ขยายสายการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการบริโภคในเวียดนาม และอินเดีย ส่วนอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอก็มีแนวโน้มในลักษณะเดียวกัน 

       ผู้ประกอบการภาคการผลิตได้อพยพออกจากจีนอีกระลอก ทำให้ประเทศที่ยังไม่ใช่ประเทสอุตสาหกรรมอย่างกัมพูชาได้รับอานิสงส์ โดยปีที่แล้ว ทางการกัมพูชาได้ประกาศว่า ในช่วงอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีการลงทุนขยายสายการผลิตรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์รวม 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งในช่วงปี 2018-2022 กัมพูชาส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ เติบโตถึง 128% นอกจากกัมพูชาแล้ว ไทย เวียดนาม และอินเดีย ก็ได้รับอานิสงส์จากการอพยพย้ายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ออกจากจีนและฮ่องกงด้วยเช่นเดียวกัน 

๒. ไต้หวันผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลมใช้ได้กับ 1.2 ล้านครัวเรือน นาน 1 ปี 

            กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้เปิดเผยเกี่ยวกับแผนการผลักดันส่งเสริมการผลิตกระแสไฟฟ้ารีไซเคิล โดยระบุว่า จนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไต้หวันได้ติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้านอกชายฝั่งครบ 200 เครื่องแล้ว สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1.2 GW (1000 ล้านวัตต์) หรือเท่ากับการผลิตกระแสไฟฟ้าของเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานความร้อน 2 - 3 เครื่อง ซึ่งสามารถสนองไฟฟ้าให้แก่ 1.2 ล้านครัวเรือน ได้ 1 ปี เป็นการเปิดศักราชใหม่ให้แก่การพัฒนาการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลมและกิจการมหาสมุทรของไต้หวัน 

          กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน เปิดเผยว่า กังหันผลิตกระแสไฟฟ้า 200 เครื่องนี้ เป็นการนำเอาพลังงานลมธรรมชาติบนช่องแคบไต้หวันมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าให้แก่ชาวไต้หวัน และเป็นความต้องการพลังงานสะอาดของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมส่งออกของไต้หวัน ส่วนเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา มีลมแรง ทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 1.2 GW หรือเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานความร้อนขนาดกลาง 2-3 เครื่องจะผลิตได้ สามารถลดการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าลงได้บ้าง ลดมลภาวะทางอากาศ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้มากกว่าปริมาณกระแสไฟฟ้าที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องหนึ่งในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้านิวเคลียร์หมายเลข 3 จะผลิตได้ 951 MW 

          กระทรวงเศรษฐการ ไต้หวัน ชี้แจงว่า ผลกระทบจาโควิด-19 สงครามยูเครน-รัสเซีย และพายุไต้ฝุ่น ล้วนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมทั่วโลก ต้องเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ในขณะก่อสร้าง อาทิ คลื่นลมแรง การวางรากเสาเข็ม แต่ทีมงานก็พยายามทำตามกำหนดการแผนงานที่วางไว้ จนสามารถติดตั้งได้เพิ่มเติมอีก 12 ตัว สร้างรากฐานอันเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาด อย่างไรก็ดี ยังต้องพยายามอีกมาก 

         ทั้งนี้ โครงการพัฒนาผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลมของไต้หวัน ได้เสร็จสิ้นเฟสที่ 2 แล้ว ซึ่งจะเริ่มต้นเฟสที่ 3 อย่างเป็นทางการในกลางเดือน พ.ค. นี้ แม้จะเปิดประมูลเฟส 3 ระยะที่ 1 หนึ่งในสามของเฟส 3 ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา คาดว่าจะเซ็นสัญญาในวันที่ 17 พ.ค. นี้ อย่างแน่นอน ไม่มีการเลื่อน เนื่องจากอาจจะกระทบต่อระยะ 2 ของเฟส 3 จนกระทบแผนในปี 2028 และ 2029 

        กรมการพลังงาน ไต้หวัน ระบุว่า สมาคมพลังงานลมนอกชายฝั่งไต้หวัน หรือ TOWIA ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ประกอบการส่วนหนึ่งได้สะท้อนว่า ต้องการให้เลื่อนการทำสัญญาออกไปก่อน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการประสานงานกับส่วนอื่น ๆ ทั้งกับสำนักงานใหญ่ และสถาบันการเงิน ส่วนกรมการพลังงานบอกว่า ต้องพิจารณาว่า เป็นเฉพาะผู้ประกอบการบางส่วนหรือเป็นความเห็นร่วมกันของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้ ยังคงกำหนดการเดิม คือวันที่ 17 พ.ค. 

 
...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti