ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๕


Listen Later

๑. สภาพัฒน์ฯ ฟันธงบรรยากาศเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวลง 

           สภาพัฒนาแห่งชาติ ไต้หวันได้เปิดเผยถึงสภาวะบรรยากาศเศรษฐกิจในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาว่า คะแนนรวมทั้งสิ้น 23 คะแนน ในขณะที่ดัชนีชี้นำยังคงอยู่ในสภาพที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ชี้ชัดว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในสภาพชะลอตัวลง ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิด 

           เมื่อพิจารณาจากไฟสัญญานเศรษฐกิจ พบว่าสัญญานไฟเป็น “ไฟเขียว” ซึ่งหมายถึง “บรรยากาศมั่นคง” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 แล้ว อย่างไรก็ดี ดัชนีชี้นำบรรยากาศเศรษฐกิจอยู่ในสภาพปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ส่วนดัชนีก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 แล้ว สภาพัฒน์ฯ ก็ได้เตือนว่า ตอนนี้บรรยากาศทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

          นอกจากนี้ สภาพัฒน์ฯ ยังระบุว่า ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อยังคงไม่จางหายไป และนโยบายหดตัวทางการเงินของประเทศสำคัญต่าง ๆ รวมไปถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน แรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ลดกำลังลง ดีมานด์ของตลาดก็มีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ก็ได้รับอานิสงส์จากสินค้าเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพการทำงานค่อนข้างสูง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กับรถยนต์ ที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ขับเคลื่อนให้การค้า และการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนอุปสงค์ภายใน ก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้อุปสงค์ภายในอ่อนล้า ประกอบกับผลจากตัวเลขฐานเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้ตัวเลขของการขายส่ง ขายปลีก เครื่องดื่มและอาหาร ล้วนขยับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ก็มีการขยายพลังการผลิต การติดตั้งอุปกรณ์ผลิตพลังงานเขียว และความต้องการประยุกต์ใช้ 5G ล้วนมีการอัดเม็ดเงินลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต

            เมื่อมองไปยังอนาคต สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า แม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวลง แต่ก็ได้รับอานิสงส์จากการวางตลาดของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และความต้องการแปรไปสู่ดิจิทัล เป็นผลดีต่อการเสริมแรงขับเคลื่อนการส่งออก ส่วนทางด้านการลงทุน การลงทุนด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และพลังงานเขียวยังคงขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง ตลอดความต่อเนื่องของการดึงดูดนักธุรกิจไต้หวันในต่างประเทศให้กลับมาลงทุนในไต้หวันก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ล้วนส่งผลขับเคลื่อนการลงทุนในประเทศให้เติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางด้านอุปสงค์ภายใน เนื่องจากการทยอยเปิดพรมแดน การบริโภคภายในเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แรงขับเคลื่อนการบริโภคก็จะฟื้นตัวสูงขึ้น ในขณะที่แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงนโยบายหดตัวทางการเงินของประเทศสำคัญ ๆ นโยบายติดเชื้อเป็น 0 ของจีน สงครามยูเครน/รัสเซีย อาจเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของโลกให้สูงขึ้น เป็นปัจจัยที่เราต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและเตรียมรับมือไว้ให้พร้อมด้วย 

๒. ไต้หวันถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังประเมินเงินเฟ้อลดต่ำกว่า 2% แล้ว 

              ในขณะที่สภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ทำให้ธนาคารกลางหรือ FED ของสหรัฐฯ พร้อมที่จะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกจนถึงสิ้นปีนี้ ในขณะที่ไต้หวันได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.125% ในเดือน ก.ย. นี้ จะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยเมื่อใด เป็นที่จับตามองกันของทุกวงการ ซึ่งนายหยางจินหลง ผู้ว่าการธนาคารกลางของไต้หวันได้ตอบข้อซักถามของ ส.ส. ในสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า หากในปีหน้า อัตราภาวะเงินเฟ้อหรือ CPI ของไต้หวันเพิ่มขึ้นไม่ถึง 2% และอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างเสถียรแล้ว ก็จะพิจารณาปรับแนวนโยบายด้านการเงินของรัฐบาล

            นายหยางจินหลงระบุว่า “หากระดับราคาสินค้าในปีนี้ แม้จะค่อนข้างสูงแต่ยังสามารถควบคุมได้ ประการที่ 2 ก็คือหากปีหน้าสามารถควบคุม CPI ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2% ธนาคารกลางก็จะทบทวนนโยบายการเงินของตนใหม่ 

  นายหยางจินหลง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ไต้หวัน 

           นายหยางจินหลง ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ธนาคารกลางไต้หวันเพิ่งเปิดการประชุมกรรมการบริหารไตรมาส 3 นอกจากปรับลดตัวเลขประมาณการณ์จีดีพีของปีนี้แล้ว และคาดว่าอัตราภาวะเงินเฟ้อของปีนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.95% แต่ตัวเลขนี้ก็เป็นตัวเลขภาวะเงินเฟ้อที่ค่อนข้างสูง 

            นายหยางฯ ระบุว่า ไต้หวันมีขนาดเศรษฐกิจเล็ก ดังนั้น การดำเนินนโยบายหดตัวทางการเงินของสหรัฐฯ ก็เท่ากับเป็นการหดตัวต่อไต้หวันในรูปแบบหนึ่ง หากไต้หวันยังใช้นโยบายหดตัวทางการเงินอีก ก็จะเสมือนการราดน้ำมันลงไปบนกองไฟ ซึ่งธนาคารกลางไต้หวันคาดว่า CPI ปีหน้าจะลดลงเหลือ 1.88% ซึ่งภาวะเงินเฟ้อในช่วงระหว่าง 0-2% เป็นตัวเลขภาวะเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางพอรับได้ หากปลายปีนี้ สามารถควบคุมตัวเลขดังกล่าวให้เหลือต่ำกว่าที่คาดไว้ได้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลง ธนาคารกลางไต้หวันก็ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะใช้นโยบายหดตัวทางการเงิน 

           สำหรับในส่วนของกรณีที่ก่อนหน้านี้ นายหยางฯ ได้กล่าวว่า หากมีทุนต่างชาติถอนตัวออกจากไต้หวันเป็นจำนวนมาก ธนาคารกลางก็อาจพิจารณาใช้นโยบายควบคุมเงินตราต่างประเทศ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แม้ธนาคารกลางจะออกแถลงการณ์ชี้แจงในเรื่องนี้แล้วก็ตาม แต่ในการประชุมสภาฯ วันนั้นก็ยังคงเป็นที่สนใจของบรรดา ส.ส. ซึ่งนายหยางฯ ได้ย้ำและให้คำมั่นว่า ในยุคที่ตนดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางจะไม่มีการดำเนินนโยบายควบคุมเงินตราต่างประเทศ 

           นายหยางฯ ระบุว่า ปัจจุบันไต้หวันมีเงินสำรองต่างประเทศประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์ แต่ทุนต่างชาติยังถอนออกจากไต้หวันไม่ถึง 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้แต่ในช่วงวิกฤตช่องแคบไต้หวันปี 1995 และวิกฤตการเงินปี 2009 รวมไปถึงวิกฤตหนี้ยุโรป  กระทั่งการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันของจีนเมื่อเดือน ส.ค. ไต้หวันก็ยังไม่มีการใช้นโยบายควบคุมเงินตราต่างประเทศ ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี 

           นายหยางฯ มีความเห็นว่า สถานการณ์ของตลาดการเงินในปัจจุบัน ไม่ได้รุนแรงเท่ากับวิกฤตการเงินเอเชียในปี 1997 และวิกฤตสึนามิการเงินในปี 2009 แต่เมื่อเกิดกระแสน้ำหลากมาจริงๆ เราก็ไม่ควรดึงดันเข้าปะทะกับมัน การใช้วิธีนุ่มนวลตามสถานการณ์จะได้ผลดีกว่าดึงดันเข้าปะทะกับมันโดยตรง 

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti