ชีพจรเศรษฐกิจ

ชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๗


Listen Later

ไต้หวันประกาศควบคุมเทคโนโลยีหัวใจระดับชาติระลอกสองอีก 10 รายการ

          สภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ประกาศรายชื่อเทคโนโลยีหัวใจสำคัญแห่งชาติของไต้หวันจำนวน 22 รายการเมื่อปลายปีที่แล้ว และเมื่อต้นเดือน พ.ย. ปีนี้ สภาวิทยาศาสตร์ฯ ก็ได้ประกาศรายการเทคโนโลยีหัวใจแห่งชาติเพิ่มเติมอีก 10 รายการ โดยเป็นการประกาศแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในอีก 14 วันข้างหน้า โดยครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ Quantum Technology เซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีด้านพลังงานด้วย 

         สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติไต้หวันเปิดเผยว่า เทคโนโลยีหัวใจแห่งชาติของไต้หวันอีก 10 รายการ สามารถนำไปใช้กับการสร้างและการออกแบบเพื่อส่งดาวเทียมขนาดเล็กขึ้นไปยังวงโคจรของโลก ซึ่งประกอบไปด้วย เทคโนโลยีด้านการคำนวณและควบคุมการส่งดาวเทียม เทคโนโลยีการคำนวณเชิงควอนตัม คิวบิต เทคโนโลยีการผลิตแผ่นชิปเซมิคอนดักเตอร์อุณหภูมิต่ำ เทคโนโลยีการออกแบบแผ่นชิปแผงวงจร PA MMIC GaN เทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ SiC เทคโนโลยีการออกแบบแผ่นชิปคำนวณปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีการออกแบบแผงวงจรรวมแผ่นชิปความถี่สูงความกว้างที่มีความถี่ และ เทคโนโลยีการออกแบบ การประสมประสานด้านเคมี และการผลิตแกนแบตเตอรีรีไซเคิลที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นต้น

        สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติไต้หวันเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ความหมายของคำว่า “เทคโนโลยีหัวใจ” ก็คือ หากเทคโนโลยีเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของต่างชาติหรือศัตรูต่างชาติแล้ว ก็จะส่งผลกระทบต่อคามมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ ศักยภาพในการแข่งขันแห่งชาติ หรือกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งตังต่อไปนี้ 1. อนุสัญญาระหว่างประเทศ และเป็นความต้องการด้านกลาโหมหรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแห่งชาติเพื่อความปลอดภัยแห่งชาติ ประการที่ 2 คือ สามารถกระตุ้นให้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตนำหน้าทั่วโลกและยกระดับศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตของชาติด้วย

        สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติไต้หวันระบุว่า เมื่อ 5 ธ.ค. ปีที่แล้วได้ประกาศรายชื่อเทคโนโลยีหัวใจแห่งชาติ 22 รายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านกลาโหม อวกาศ การเกษตร เซมิคอนดักเตอร์ และความปลอดภัยด้านข้อมูลข่าวสาร รวมกับที่ประกาศในครั้งนี้อีก 10 รายการ เป็น 32 รายการ สอดคล้องกับสถานการณ์โลกและความต้องการแห่งชาติของไต้หวันด้วย 

          ในกฎหมายดังกล่าว ได้ระบุโทษผู้ละเมิดกฎหมายนี้ไว้ว่า หากกระทำผิดกฎหมายนี้จะมีโทษในข้อหาสืบความลับด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีหัวใจแห่งชาติ มีโทษจำคุก 5-12 ปี ปรับเป็นเงิน 5 - 100 ล้าน และหากกระทำผิดนำความลับเทคโนโลยีหัวใจแห่งชาติให้แก่ต่างชาติจะมีโทษจำคุก 3-10 ปี ปรับ 5-50 ล้าน  แม้ว่าจะยังไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม ก็จะมีโทษเช่นเดียวกัน 

          สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติไต้หวันย้ำว่า เรื่องนี้มีความสำคัญมาก จึงต้องเร่งประกาศใช้บังคับ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จึงประกาศล่วงหน้า 14 วัน โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พ.ย. 

 

เก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวบนเกาะเสี่ยวหลิวฉิว เพื่อร่วมปกป้องอนุรักษ์ถิ่นกำเนิดเต่าทะเลและปะการัง 

          เกาะเสี่ยวหลิวฉิว เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากท่าเรือตงกั่ง เมืองผิงตงด้วยการนั่งเรือเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น มีพื้นที่เพียงประมาณ 6.8 ตร. กม. เท่านั้น ประชากรบนเกาะประมาณ 1.2 หมื่นคน เป็นเกาะรอบนอกที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวขึ้นเกาะมากกว่าปีละ 1 ล้านคน ทำให้ระบบนิเวศบนเกาะย่ำแย่ลงทุกขณะ ด้วยเหตุนี้ เทศบาลเมืองผิงตงจึงประกาศใช้มาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวที่เข้าไปท่องเที่ยวในเขตน้ำขึ้นน้ำลง 3 แห่งบนเกาะตั้งแต่ ก.ค. ที่ผ่านมา โดยนักท่องเที่ยวต้องชำระค่าบัตรผ่านประตูคนละ 60 เหรียญไต้หวัน เมื่อเข้าไปในเขตที่ระบุ ทั้งนี้เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะเสี่ยวหลิวฉิว สกัดภัยพิบัติที่เกิดจากการท่องเที่ยว 

        คุณเฉินเหวินอวี้ วัย 60 ปี แทบจะไม่เคยจากบ้านเกิดที่เกาะเสี่ยวหลิวฉิวแห่งนี้มาตั้งแต่เกิดเลย เขาเป็นสักขีพยานของการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรแห่งนี้มาโดยตลอด เขายังจำได้ดีว่า ในวัยเด็กจะวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ที่บริเวณน้ำขึ้นน้ำลงเป็นประจำ “กินอาหารทะเลจนอิ่ม” กับเพื่อน ๆ แต่เมื่อการท่องเที่ยวบนเกาะคึกคักขึ้นเป็นลำดับ ทำให้มีการระบายน้ำเสียลงสู่ชายฝั่งเป็นจำนวนมาก ประกอบกับ “ภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก” คุณเฉินเหวินอวี้สังเกตเห็นว่าบริเวณชายหาดมีสาหร่ายที่เขาไม่เคยเห็นเกิดขึ้น และมากขึ้นเป็นลำดับ น้ำทะเลมีสิ่งบำรุงเลี้ยงอุดมสมบูรณ์มากขึ้น (Eutrophication) ทำให้ระบบนิเวศบริเวณน้ำขึ้นน้ำลงเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน 

       จาการสำรวจของคณะกรรมการกิจการมหาสมุทร ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน พบว่าความแข็งแรงของปะการังบริเวณชายฝั่งของเกาะเสี่ยวหลิวฉิวหลายแห่งเริ่มเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดกระทั่งสูญเสียไปทั้งหมดแล้ว จำนวนของชนิดปลาและสิ่งมีชีวิตก็ต่ำกว่าที่มีอยู่ในระบบนิเวศชายฝั่งที่เป็นหินโสโครก ทำให้ผู้คนวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง  ไม่เพียงแต่สภาพแวดล้อมถูกคุกคามเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คนบนเกาะด้วย เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินกว่าที่จะรองรับได้ ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าก็มากขึ้นจนระบบไฟฟ้าไม่สามารถรองรับได้ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ในช่วงวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นเกาะไปท่องเที่ยวเกินกว่าหลักหมื่น ทำให้มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนทะลุเพดาน จนระบบควบคุมไฟฟ้าอัตโนมัติต้องตัดการใช้ไฟโดยอัตโนมัติ ทำให้ทั่วทั้งเกาะไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงทุ่มเศษ ๆ ของค่ำวันนั้น กระทั่งยังมีชาวบ้านกำลังอาบน้ำอยู่ก็ต้องอาบน้ำต่อท่ามกลางความมืด

         คุณเฉินเหวินอวี้เห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงของไฟดับทั่วเกาะมาจากการที่มีโรงแรมประเภทเกสต์เฮาส์ผิดกฎหมายจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วเกาะ “บางแห่งใช้สวนผลไม้มาจดทะเบียนเป็นการใช้ไฟฟ้าทางด้านการเกษตร แต่กลับมีการใช้สำหรับการเปิดเครื่องปรับอากาศ แต่ละแห่งมีถึง 5-6 เครื่อง” ทำให้มีการใช้ไฟฟ้าเกินกว่าที่เครื่องจ่ายไฟจะรองรับได้  

        ที่ผ่านมาคุณเฉินฯ ก็เคยประกอบธุรกิจเกสต์เฮาส์บนเกาะเหมือนกัน ได้เห็นผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการท่องเที่ยวมากับตา รู้สึกเจ็บปวดมาก จึงตัดสินใจปิดกิจการเกสต์เฮาส์ของตน กลับไปยึดอาชีพช่างเหล็กที่เป็นอาชีพเดิมของตน และเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวณและดูแลบริเวณน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “สมาคมท่องเที่ยวนิเวศและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเสี่ยวหลิวฉิว” ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2017 

       ในแต่ละปีเกาะเสี่ยวหลิวฉิวดึงดูดนักท่องเที่ยวได้นับล้าน “การท่องเที่ยวเกินการรองรับได้” ได้กลายเป็นปัญหาที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุรักษ์ระบบนิเวศในมหาสมุทรก็ยิ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน  เพราะเมื่อสิ่งมีชีวิตสูญหายไป ก็ยากที่จะฟื้นคืนชีพกลับมาได้ 

       นอกจากความพยายามขององค์กรภาคเอกชนอย่างสมาคมท่องเที่ยวนิเวศและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเสี่ยวหลิวฉิวแล้ว หน่วยงานภาครัฐก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามคิดหาวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาคการผลิตกับสภาพแวดล้อม กระทั่งในฤดูร้อนปีนี้ จึงได้ประกาศมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแนวน้ำขึ้นน้ำลง เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการของการกอบกู้ระบบนิเวศบนเกาะ 

นอกจากจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องมีไกด์นำพาเที่ยวในบริเวณน้ำขึ้นน้ำลงด้วย 

       บนเกาะเสี่ยวหลิวฉิวมีเขตน้ำขึ้นน้ำลงอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ ตู้จื่อผิง ซานฝู อ่าวหาป่าน หยวีเฉิงเว่ย และถ้ำหลงเซีย (ถ้ำกุ้งมังกร) ถูกประกาศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนิเวศธรรมชาติเมื่อปี 2015 มีระเบียบที่เกี่ยวข้องของตนตามลักษณะพิเศษของเขตน้ำขึ้นน้ำลงแต่ละเขต อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองผิงตงจึงได้ประกาศ “ระเบียบว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยวระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติในเขตท่องเที่ยวพิเศษ” โดยจัดค่าธรรมเนียมคนละ 60 เหรียญไต้หวัน ใน 3 เขต ได้แก่ เขตซานฝู หยวีเฉิงเว่ย และตู้จื้อผิง “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์” เมื่อนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวในเขตดังกล่าว นอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเข้าเยี่ยมชมคนละ 60 เหรียญไต้หวันแล้ว ยังต้องหาไกด์หรือมัคคุเทศก์นำเที่ยวในบริเวณดังกล่าวด้วย เนื่องจาก เป็นเขตที่มีการจำกัดเส้นทางการเดินชม เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่นักท่องเที่ยวเข้าท่องเที่ยวให้เหลือน้อยที่สุด  

...more
View all episodesView all episodes
Download on the App Store

ชีพจรเศรษฐกิจBy ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti