
Sign up to save your podcasts
Or


๑. ผู้นำไต้หวันย้ำดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่ดิจิทัล มุ่งสู่ศูนย์การผลิตระดับสูง
ไต้หวันเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมอุตสาหกรรม 4.0 เอเชีย และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ โดยมีการจัดแสดงอุตสาหกรรมไฮเทค 9 ประเภท มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 1200 ราย โดยประธานาธิบดีไช่อิงเหวินได้กล่าวในพิธีเปิดมหกรรมว่า ในยุคหลังการระบาดของโควิด ไต้หวันต้องเข้าใจสถานการณ์แนวโน้มการรวมตัวของห่วงโซ่อุปทานและโอกาสทางธุรกิจ โดยไต้หวันได้จัดตั้งกระทรวงดิจิทัลขึ้น เพื่อผลักดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่ดิจิทัลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาให้ไต้หวันเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับสูงในเอเชีย บูธจากเยอรมนีเป็นบูธเดียวที่เปิดเป็นโซนระดับชาติของเยอรมนี โดย นาย Axel Limberg ผอญ. สนง. เศรษฐกิจเยอรมนี ประจำไต้หวัน ย้ำว่า ไต้หวันกับเยอรมนีเป็นผู้ส่งออกและสรรค์สร้างนวัตกรรมระดับสูงของโลก เครื่องจักรเยอรมนีและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันเป็นอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกันและกัน จนกลายเป็นการบูรณาการให้เป็นรูปแบบใหม่ที่จะแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลได้ในที่สุด
ปธน. ไช่อิงเหวิน (แถวหน้าชุดสูทสีเทา) ผู้นำไต้หวันเป็นประธานมกาารอุตสาหกรรมเอเชีย 4.0 และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
ผู้นำไต้หวันย้ำอีกว่า ไต้หวันได้ก่อตั้งกระทรวงพัฒนาดิจิทัลขึ้นแล้ว จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไต้หวันให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะผลักดันนโยบาย “มุ่งใต้ใหม่ดิจิทัล” อย่างกระตือรือร้น อาศัยศักยภาพด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล บูรณาการอุปกรณ์เครื่องจักรกลกับระบบอัจฉริยะเข้าด้วยกัน และบูรณาการพลังความสามารถของผู้ประกอบการเพื่อให้ไต้หวันพัฒนาก้าวไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่ดีที่สุดของการแก้ไขปัญหาทั้งระบบการของการผลิตอัจฉริยะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในอินโดแปซิฟิก มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาไต้หวันให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับสูงในเอเชีย
ถังฟ่ง หรือ อังเดรย์ ถัง รมว. กิจิทัลคนแรกของไต้หวัน
๒. ไต้หวันซื้อควบกิจการในต่างประเทศพุ่งทะลุเพดาน แต่ในจีนลดลง
ไต้หวันได้จัดการประชุม “การลงทุนนานาชาติฟอรั่ม 2022” โดยนายเสิ่นหยงจิน รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวเปิดการประชุมระบุว่า ปีที่แล้ว ไต้หวันมีการควบรวมกิจการทั้งสิ้น 115 โครงการ มูลค่ารวม 16,200 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติที่เคยมีมา โดยครอบคลุมกิจการภาคการเงิน รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ไบโอเทค และทางด้านการสื่อสาร โดยการควบรวมกิจการในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการควบรวมกิจการในอาเซียน และทวีปยุโรปเป็นสำคัญ และเนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ การควบคุมการใช้พลังงาน และการสั่งปิดโรงงานเนื่องจากโควิดระบาด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สนใจที่จะไปควบรวมกิจการในจีน
นายเสิ่นฯ ระบุว่า ธุรกิจไต้หวันแสดงบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ศักยภาพในการบริหารและประกอบการของตนเป็นจุดเด่นที่ได้เปรียบในการควบรวมกิจการในต่างประเทศ เป็นเจ้าของสินค้าใหม่ ๆ บริการใหม่ ๆ เทคนิคใหม่ ๆ และตลาดใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการดำเนินการควบรวมกิจการ อย่างไรก็ดี เนื่องจากสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซีย การปลดล็อกการระบาดโควิด เงินเฟ้อทั่วโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกค่อนข้างอึมครึม ส่งผลกระทบโดยอ้อมต่อเศรษฐกิจของไต้หวัน และเพื่อลดความเสี่ยงในต่างประเทศ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการวางแผนรับมืออย่างเหมาะสมไว้ให้พร้อม
นอกจากนี้ นายเสิ่นฯ ยังกล่าวถึงรัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนา ESG พลังงานเขียว ดึงดูดทุนต่างชาติมาลงทุนในไต้หวันได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังสามารถนำเข้าความร่วมมือด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีได้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของภาครัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือได้
คุณเหอสูเฟิน ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทที่ปรึกษาการบริหารธุรกิจอันหย่ง เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา การควบรวมและซื้อกิจการในต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนมูลค่าการควบรวมกิจการในช่วงครึ่งแรกของปีลดลงถึง 27% อย่างไรก็ดี 4 เดือนแรกของปีนี้ สถานการณ์การระบาดของโควิดในไต้หวันอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างคงตัว แรงขับเคื่อนการเติบโตก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการซื้อควบรวมกิจการรวม 29 โครงการ มูลค่ารว 5,909 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 53% และ 398% ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกิจการภาคการเงิน และการสื่อสาร
นอกจากนี้ ในส่วนของทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไต้หวันก็เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผู้ซื้อส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ปีที่แล้วมีทุนต่างชาติลงทุนซื้อควบรวมกิจการในไต้หวันมูลค่ารวม 3,800 ล้านดอลลาร์ 17 โครงการ และในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีทั้งสิ้น 4 โครงการ มูลค่ารวม 2,127 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อปี 2017-2018
๓. อัตราดอกเบี้ยซื้อบ้านพุ่งเป็น 1.703% สูงสุดในรอบ 6 ปี
เพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ธนาคารกลางไต้หวันได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง ก.ค.ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินและธนาคารกลางไต้หวันได้ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับดัชนีการเงินประเภทต่างๆ โโยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยเฉลี่ยของธนาคารหลัก ๕ แห่งในไต้หวัน ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ ๑.๗๐๓% สูงสุดในรอบ ๖ ปี กระทบต่อความต้องการในการซื้อบ้านของประชาชนโดยอ้อม สถิติระบุว่า เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สถาบันการเงินในไต้หวันมีการปล่อยเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านคงเหลือ ๙.๑๓๖๔ ล้านล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น ๘.๕๒% ต่อปี
ธนาคารกลางไต้หวันระบุว่า ธนาคารพาณิชย์หลัก ๕ แห่งในไต้หวัน ได้แก่ ธนาคารแห่งไต้หวัน ธนาคารสหกรณ์ ธนาคารที่ดิน ธนาคารหัวหนาน และธนาคารเฟิร์สทแบงก์ มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหม่โดยเฉลี่ย ซึ่งแบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเพื่อการซื้อบ้านเฉลี่ยปรับเพิ่มจากเดือนก่อนหน้านี้ ๐.๐๘๙% ไปยืนที่ ๑.๗๐๓% สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. ปี ๒๐๑๖ คุณไช่ฮุ่ยเม่ย รอง ผอ. สำนักวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกลางไต้หวันเปิดเผยว่า ดัชนีเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกค้าเงินกู้ เดือน ก.ค. ปรับเพิ่มขึ้นตามการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ส่วนลูกค้าเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยเป็นรายไตรมาส จะดเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ส.ค. นอกจากนี้ เงินกู้เพื่อการซื้อบ้านอยู่ที่ ๕๕,๗๙๓ ล้านเหรียญไต้หวัน ลดลงจากเดือนก่อนหน้านี้ ๔,๘๐๕ ล้านเหรียญไต้หวัน ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ ๒ คุณไช่ฯ บอกอีกว่า เมื่อพิจารณาจากจำนวนบ้านที่มีการซื้อขายและโอนลดลง ๑๓.๒๗% จะเห็นได้ว่า การลดลงของจำนวนซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ สะท้อนออกที่ยอดเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านลดลง และธนาคารหลักในไต้หวันเข้มงวดการปล่อยกู้มากขึ้น
นอกจากธนาคารกลางแล้ว คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันก็ได้ประกาศยอดคงค้างเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านอยู่ที่ ๙.๑๓๖๔ ล้านล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นต่อปี ๘.๕๒% หากพิจารณาอัตราการเพิ่มขึ้นต่อปีรายเดือน จะเห็นได้ว่า ในเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น ๘.๖% พอมาถึงเดือน ก.ค. กลับลดลง และลดลงในอัตราส่วนที่ต่ำที่สุดในรอบหนึ่งปีครึ่ง นายหลินจื้อจี๋ รองอธิบดีกรมธนาคาร คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบุว่า "อัตราการเพิ่มขึ้นรายเดือนต่ำสุดตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปี ๒๐๒๐ หมายความว่าปัจจัยที่เป็นสาเหตุในการประเมินการตกต่ำลงนี้ ก็คืออุปสงค์กับอุปทาน ทำให้เราเห็นว่าความมั่นใจของบริษัทก่อสร้างค่อนข้างต่ำ ส่วนทงด้านความต้องการในการซื้อบ้านก็ทำให้มีการปรับทัศนะต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ อุปสงค์ก็ไม่ได้มากเท่ากับปีที่แล้ว ดังนั้น เมื่อทั้งอุปสงค์และอุปทานอยู่ในสภาพลดลง ก็จะเห็นได้ว่าจำนวนการซื้อขายลดลง เนื่องจากนโยบายการปฏิรูปตลาดอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลที่ต้องการทำให้ตลาดเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งล้วนกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางไต้หวันในปีนี้ถึง ๒ ครั้ง รวมปรับขึ้น ๐.๓๗๕% ประกอบกับผลกระทบจากการระบาดของโควิด ส่งผลให้อัตราการเพิ่มขึ้นรายเดือนชลอตัวลง"
By ฟาร์มมี่ ปรียาภรณ์, Rti๑. ผู้นำไต้หวันย้ำดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่ดิจิทัล มุ่งสู่ศูนย์การผลิตระดับสูง
ไต้หวันเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมอุตสาหกรรม 4.0 เอเชีย และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ โดยมีการจัดแสดงอุตสาหกรรมไฮเทค 9 ประเภท มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 1200 ราย โดยประธานาธิบดีไช่อิงเหวินได้กล่าวในพิธีเปิดมหกรรมว่า ในยุคหลังการระบาดของโควิด ไต้หวันต้องเข้าใจสถานการณ์แนวโน้มการรวมตัวของห่วงโซ่อุปทานและโอกาสทางธุรกิจ โดยไต้หวันได้จัดตั้งกระทรวงดิจิทัลขึ้น เพื่อผลักดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่ดิจิทัลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาให้ไต้หวันเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับสูงในเอเชีย บูธจากเยอรมนีเป็นบูธเดียวที่เปิดเป็นโซนระดับชาติของเยอรมนี โดย นาย Axel Limberg ผอญ. สนง. เศรษฐกิจเยอรมนี ประจำไต้หวัน ย้ำว่า ไต้หวันกับเยอรมนีเป็นผู้ส่งออกและสรรค์สร้างนวัตกรรมระดับสูงของโลก เครื่องจักรเยอรมนีและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันเป็นอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกันและกัน จนกลายเป็นการบูรณาการให้เป็นรูปแบบใหม่ที่จะแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลได้ในที่สุด
ปธน. ไช่อิงเหวิน (แถวหน้าชุดสูทสีเทา) ผู้นำไต้หวันเป็นประธานมกาารอุตสาหกรรมเอเชีย 4.0 และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
ผู้นำไต้หวันย้ำอีกว่า ไต้หวันได้ก่อตั้งกระทรวงพัฒนาดิจิทัลขึ้นแล้ว จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไต้หวันให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะผลักดันนโยบาย “มุ่งใต้ใหม่ดิจิทัล” อย่างกระตือรือร้น อาศัยศักยภาพด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล บูรณาการอุปกรณ์เครื่องจักรกลกับระบบอัจฉริยะเข้าด้วยกัน และบูรณาการพลังความสามารถของผู้ประกอบการเพื่อให้ไต้หวันพัฒนาก้าวไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่ดีที่สุดของการแก้ไขปัญหาทั้งระบบการของการผลิตอัจฉริยะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในอินโดแปซิฟิก มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาไต้หวันให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับสูงในเอเชีย
ถังฟ่ง หรือ อังเดรย์ ถัง รมว. กิจิทัลคนแรกของไต้หวัน
๒. ไต้หวันซื้อควบกิจการในต่างประเทศพุ่งทะลุเพดาน แต่ในจีนลดลง
ไต้หวันได้จัดการประชุม “การลงทุนนานาชาติฟอรั่ม 2022” โดยนายเสิ่นหยงจิน รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวเปิดการประชุมระบุว่า ปีที่แล้ว ไต้หวันมีการควบรวมกิจการทั้งสิ้น 115 โครงการ มูลค่ารวม 16,200 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติที่เคยมีมา โดยครอบคลุมกิจการภาคการเงิน รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ไบโอเทค และทางด้านการสื่อสาร โดยการควบรวมกิจการในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการควบรวมกิจการในอาเซียน และทวีปยุโรปเป็นสำคัญ และเนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ การควบคุมการใช้พลังงาน และการสั่งปิดโรงงานเนื่องจากโควิดระบาด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สนใจที่จะไปควบรวมกิจการในจีน
นายเสิ่นฯ ระบุว่า ธุรกิจไต้หวันแสดงบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ศักยภาพในการบริหารและประกอบการของตนเป็นจุดเด่นที่ได้เปรียบในการควบรวมกิจการในต่างประเทศ เป็นเจ้าของสินค้าใหม่ ๆ บริการใหม่ ๆ เทคนิคใหม่ ๆ และตลาดใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการดำเนินการควบรวมกิจการ อย่างไรก็ดี เนื่องจากสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซีย การปลดล็อกการระบาดโควิด เงินเฟ้อทั่วโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกค่อนข้างอึมครึม ส่งผลกระทบโดยอ้อมต่อเศรษฐกิจของไต้หวัน และเพื่อลดความเสี่ยงในต่างประเทศ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการวางแผนรับมืออย่างเหมาะสมไว้ให้พร้อม
นอกจากนี้ นายเสิ่นฯ ยังกล่าวถึงรัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนา ESG พลังงานเขียว ดึงดูดทุนต่างชาติมาลงทุนในไต้หวันได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังสามารถนำเข้าความร่วมมือด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีได้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของภาครัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือได้
คุณเหอสูเฟิน ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทที่ปรึกษาการบริหารธุรกิจอันหย่ง เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา การควบรวมและซื้อกิจการในต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนมูลค่าการควบรวมกิจการในช่วงครึ่งแรกของปีลดลงถึง 27% อย่างไรก็ดี 4 เดือนแรกของปีนี้ สถานการณ์การระบาดของโควิดในไต้หวันอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างคงตัว แรงขับเคื่อนการเติบโตก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการซื้อควบรวมกิจการรวม 29 โครงการ มูลค่ารว 5,909 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 53% และ 398% ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกิจการภาคการเงิน และการสื่อสาร
นอกจากนี้ ในส่วนของทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไต้หวันก็เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผู้ซื้อส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ปีที่แล้วมีทุนต่างชาติลงทุนซื้อควบรวมกิจการในไต้หวันมูลค่ารวม 3,800 ล้านดอลลาร์ 17 โครงการ และในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีทั้งสิ้น 4 โครงการ มูลค่ารวม 2,127 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อปี 2017-2018
๓. อัตราดอกเบี้ยซื้อบ้านพุ่งเป็น 1.703% สูงสุดในรอบ 6 ปี
เพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ธนาคารกลางไต้หวันได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง ก.ค.ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินและธนาคารกลางไต้หวันได้ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับดัชนีการเงินประเภทต่างๆ โโยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยเฉลี่ยของธนาคารหลัก ๕ แห่งในไต้หวัน ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ ๑.๗๐๓% สูงสุดในรอบ ๖ ปี กระทบต่อความต้องการในการซื้อบ้านของประชาชนโดยอ้อม สถิติระบุว่า เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สถาบันการเงินในไต้หวันมีการปล่อยเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านคงเหลือ ๙.๑๓๖๔ ล้านล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น ๘.๕๒% ต่อปี
ธนาคารกลางไต้หวันระบุว่า ธนาคารพาณิชย์หลัก ๕ แห่งในไต้หวัน ได้แก่ ธนาคารแห่งไต้หวัน ธนาคารสหกรณ์ ธนาคารที่ดิน ธนาคารหัวหนาน และธนาคารเฟิร์สทแบงก์ มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหม่โดยเฉลี่ย ซึ่งแบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเพื่อการซื้อบ้านเฉลี่ยปรับเพิ่มจากเดือนก่อนหน้านี้ ๐.๐๘๙% ไปยืนที่ ๑.๗๐๓% สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. ปี ๒๐๑๖ คุณไช่ฮุ่ยเม่ย รอง ผอ. สำนักวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกลางไต้หวันเปิดเผยว่า ดัชนีเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกค้าเงินกู้ เดือน ก.ค. ปรับเพิ่มขึ้นตามการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ส่วนลูกค้าเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยเป็นรายไตรมาส จะดเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ส.ค. นอกจากนี้ เงินกู้เพื่อการซื้อบ้านอยู่ที่ ๕๕,๗๙๓ ล้านเหรียญไต้หวัน ลดลงจากเดือนก่อนหน้านี้ ๔,๘๐๕ ล้านเหรียญไต้หวัน ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ ๒ คุณไช่ฯ บอกอีกว่า เมื่อพิจารณาจากจำนวนบ้านที่มีการซื้อขายและโอนลดลง ๑๓.๒๗% จะเห็นได้ว่า การลดลงของจำนวนซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ สะท้อนออกที่ยอดเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านลดลง และธนาคารหลักในไต้หวันเข้มงวดการปล่อยกู้มากขึ้น
นอกจากธนาคารกลางแล้ว คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวันก็ได้ประกาศยอดคงค้างเงินกู้เพื่อการซื้อบ้านอยู่ที่ ๙.๑๓๖๔ ล้านล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นต่อปี ๘.๕๒% หากพิจารณาอัตราการเพิ่มขึ้นต่อปีรายเดือน จะเห็นได้ว่า ในเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น ๘.๖% พอมาถึงเดือน ก.ค. กลับลดลง และลดลงในอัตราส่วนที่ต่ำที่สุดในรอบหนึ่งปีครึ่ง นายหลินจื้อจี๋ รองอธิบดีกรมธนาคาร คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบุว่า "อัตราการเพิ่มขึ้นรายเดือนต่ำสุดตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปี ๒๐๒๐ หมายความว่าปัจจัยที่เป็นสาเหตุในการประเมินการตกต่ำลงนี้ ก็คืออุปสงค์กับอุปทาน ทำให้เราเห็นว่าความมั่นใจของบริษัทก่อสร้างค่อนข้างต่ำ ส่วนทงด้านความต้องการในการซื้อบ้านก็ทำให้มีการปรับทัศนะต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ อุปสงค์ก็ไม่ได้มากเท่ากับปีที่แล้ว ดังนั้น เมื่อทั้งอุปสงค์และอุปทานอยู่ในสภาพลดลง ก็จะเห็นได้ว่าจำนวนการซื้อขายลดลง เนื่องจากนโยบายการปฏิรูปตลาดอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลที่ต้องการทำให้ตลาดเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งล้วนกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางไต้หวันในปีนี้ถึง ๒ ครั้ง รวมปรับขึ้น ๐.๓๗๕% ประกอบกับผลกระทบจากการระบาดของโควิด ส่งผลให้อัตราการเพิ่มขึ้นรายเดือนชลอตัวลง"